ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 247 (เล่ม 53)

เป็นนิจ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก กะเม็ง
และคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา.
ณ ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำ
ใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดารดาษ
ด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วยบัวขม
บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป.
ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ เป็นผู้มีศีล
สมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ
บรรลุถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้าง
เรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ในป่าอันบริบูรณ์ด้วยรบไม้ในดอก
และไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้ ศิษย์ ๒๔,๐๐๐ นี้แลเป็นพราหมณ์
ทั้งหมด ผู้มีชาติมียศบำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้ เป็น
ผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทายลักษณะ
และในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์
เกฏุภะ รู้จบไตรเพท บรรดาศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดใน
ลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะทั้งหลาย ศึกษา
ดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความ
ปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว ไม่โลภ สันโดษ
ด้วยลาภและความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้
เพ่งฌาน ยินดีในณาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบตั้งมั่น
ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึง
ที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดา

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 248 (เล่ม 53)

เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ
ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว
รักษาอินทรีย์ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นนักปราชญ์
หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วย
การนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและเดินตลอดราตรี หาผู้อื่น
เสมอได้ยาก มวลศิษย์ของเราไม่กำหนัดในธรรมเป็นที่
ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งความขัด-
เคือง ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง ยากที่จะคร่า
ไปได้ ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ ประพฤติอยู่
เป็นนิตยกาล บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใคร ๆ
จะแข่งได้ ศิษย์เหล่านั้นเข้าปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่ง
ไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทหทวีป
พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา ศิษย์
ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้าง
หน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้าเป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐
ปกปิดแล้ว ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกิน บางพวก
กินดิบ ๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน
บางพวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน
บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง บางพวกชอบสะอาดลงอาบ
น้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวกเอาน้ำรดอาบ ศิษย์
ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ
เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนเศียร

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 249 (เล่ม 53)

หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ดาบสทั้งหลาย
มีตบะแรงกล้า ประชุมกันในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศ
ลาภน้อยลาภมากในอากาศ.
ในกาลนั้น เมื่อดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็น
ไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียงหนังสัตว์ ฤาษี
เหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ
ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา.
ปวงฤาษีนี้แล ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปใน
อากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยาก
ที่ใคร ๆ จะให้ขุ่นได้ ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบ
การยืนและเดิน บางพวกไม่นอน บางพวกกินผลไม้
ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ท่านเหล่านี้มีปกติ
อยู่ด้วยเมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์
ไม่ยกย่องตน ทั้งหมดไม่ติเตียนใคร ๆ ทั้งนั้น เป็นผู้ไม่
เย้ยหยันใคร ๆ. เป็นผู้ไม่กลัวดังพระยาราชสีห์ มีกำลัง
เหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่ง
ย่อมมาในสำนักของเรา.
พวกวิทยาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสือน้ำ กุมภัณฑ์
อสูร และครุฑ ย่อมอาศัยและเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น
ศิษย์ของเราเหล่านั้นทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และ
เหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อยู่
ใกล้สระนั้น.

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 250 (เล่ม 53)

ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความเคารพ
กันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี
ท่านเหล่านี้ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า เงียบเสียงสังวรดี เข้า
มาไหว้เราด้วยเศียรเกล้าทั้งหมดนั้น เราผู้เพ่งฌาน ยินดี
ในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้น ผู้สงบระงับ มีตบะ
อยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่นศีล
ของเหล่าฤาษี และด้วยกลิ่นสองอย่าง คือกลิ่นดอกไม้
และกลิ่นผลไม้ เราไม่รู้สึกตลอดคืนและวัน ความไม่ยินดี
ไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตน ย่อมได้ความ
ร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และเมื่อผลไม้
ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้
งาม เราออกจากสมาบัติแล้ว มีความเพียร มีปัญญา ถือ
เอาภาระคือหาบเข้าป่า
ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย ฝันดี
ฝันร้ายและตำราทำนายลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลัง
เป็นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้
ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็น
สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็น
มุนีประกอบด้วยกรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์
แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์
นั้น มีรัศมีสว่างเจ้า น่ารื่นรมย์ใจดังดอกบัวเขียว ทรง

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 251 (เล่ม 53)

รุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ เราได้เห็นพระนายของโลก
ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับ
พญูารัง มีดอกบานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระ ทรงทำที่
สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ครั้นเรา
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว
ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ มิฉะนั้น
เราจะดูพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจักษุ เราได้เห็นจักรมีกำ
พันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของ
พระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงในพระตถาคต.
ในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั่นแล้ว ได้นำเอา
ดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้น
บูชาพระพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำ
หนังเสือดาวเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของ
โลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วย
พระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลาย
จงฟังคำเรากล่าว พระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรง
ถอนสัตวโลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้นอาศัยการได้เห็น
พระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้ พระองค์
เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็น
ร่มเงา เป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องทาง เป็นพระ-
พุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย น้ำในสมุทรอาจประมาณด้วย

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 252 (เล่ม 53)

มาตราตวง แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุต-
ญาณของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณ
แผ่นดินได้ แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุต-
ญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้ด้วยเชือก หรือ
นิ้วมือ แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ
ของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทร
และแผ่นดินทั้งหมดได้ แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมา
ประมาณนั้นไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของ
สัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลกย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไป
ภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ พระองค์ทรง
บรรลุโพธิญาณอันอุดมสิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระ-
สัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญญเดียรถีย์พระญาณนั้น ท่าน
สุรุจิดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้ แล้วปูลาดหนัง
เสือบนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่ ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขา
สูงสุดหยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขุนเขา
สิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุดเพียงนั้น ทำให้
ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่อง
หมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณ
พระสัพพัญญุตญาณพระองค์ได้เลย ผู้ใดพึงเอาข่าย
ตาเล็ก ๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่าพึงเข้ารูปภายใน
ข่ายผู้นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนา
บางพวกก็เช่นนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วย

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 253 (เล่ม 53)

การลูบคลำ เดียรถีย์เหล่านี้เข้าไปภายในข่ายด้วยพระ-
ญาณอันบริสุทธิ์ อันแสดงว่าไม่มีอะไรห้ามได้ของพระ-
องค์ในล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้.
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าอโนม-
ทัสสี ผู้มียศใหญ่ทรงชำนะกิเลส เสด็จออกจากสมาธิ
แล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่านิสภะของพระ-
มุนีพระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้า
แล้ว อันพระขีณาสพหนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง
บริสุทธิ์สะอาดได้อภิญญา ๖ คงที่ แวดล้อมแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก ท่านเหล่านั้นอยู่บน
อากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลงมา
ประนมอัญชลี นมัสการอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก
เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์ ทรงแย้ม ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระ-
ศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง
แล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลกว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรง
ยิ้มแย้มหนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะ
ไม่มีเหตุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าอโนมทัสสี
เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่งในท่ามกลาง

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 254 (เล่ม 53)

ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้
และเชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่าน
ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เทวดาทั้งปวงพร้อมทั้งมนุษย์
ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วประสงค์จะฟังพระ-
สัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพ
ผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม
จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า อตุรงคเสนา คือพลช้าง
พลม้า พลรถ พลเดินเท้าจักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้
เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ดนตรีหกหมื่น กลอง
ที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการ
บูชาพระพุทธเจ้า หญิงล้วนแต่สาว ๆ หกหมื่นประดับ
ประดาสวยงาม มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวน
แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผาย
ไหล่ผึ่งเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัป
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จัก
เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็น
พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ถ้วน.
ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจาก
ครรภ์แห่งนางพราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อ
และโคตรของมารดา โดยชื่อว่าสารีบุตร จักมีปัญญา
คมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล จะทั้งทรัพย์ประมาณ ๘๐

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 255 (เล่ม 53)

โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้
สกุลโอกกากะสมภพในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระ-
ศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก
ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์
นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกมีนาม
ว่าสารีบุตร แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีนี้ ไหลมาแต่ประเทศ
หิมวันต์ ย่อมไหลถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม
ฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้า
ในพระเวทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์
ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึง
มหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้โดยจะนับทรายนี้นับไม่ถ้วน
การนับทรายแม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือฉันใด ที่สุด
แห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อตั้งคะแนนไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไปฉันใด
แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลย
คลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วนฉันใด ที่สุด
แห่งปัญญาพระสารีบุตรจักไม่มีฉันนั้นเหมือนกัน พระ-
สารีบุตรยังพระสัมพุทธเจ้าผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรด-
ปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุดแห่งปัญญา
จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว
ให้เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝน คือธรรมให้
ตกลง.

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 256 (เล่ม 53)

พระโคดมผู้ศากยะสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว
จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง
อัครสาวก โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว เราได้ทำการ
บูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีด้วยดอกไม้แล้ว
ได้ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอันพ้นแล้ว
ด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท
ไม่หวั่นไหว ค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วใน
ภพ คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุก
อย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ฉันใด เราก็ฉันนั้น แสวง
หาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้
บวชเป็นฤาษีห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎา เลี้ยง
ชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว
ได้ไปสู่พรหมโลก ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่มี
เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวง ย่อม
บริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่
นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปในลัทธิภายนอก เราแสวงหา
บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด บุรุษผู้
ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออกก็ไม่พึงได้
แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่นฉันใด
คนในโลก ผู้เป็นเดียรถีย์เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็

256