ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 217 (เล่ม 53)

บทว่า อเชฬกํ ได้แก่ แพะเท่านั้น ชื่อว่าเอฬกา, เว้นแพะและ
แกะเหล่านั้นเสีย สัตว์เลี้ยงที่เหลือ ชื่อว่า อชา. จริงอยู่ ในที่นี้ แม้โค
และกระบือเป็นต้น ท่านก็ทำการสงเคราะห์ด้วย อเชฬก ศัพท์เหมือนกัน.
บทว่า ทาสิทาสญฺจ ได้แก่ ทาสหญิงและทาสชาย.
บทว่า ทุมฺเมธา ได้แก่ ผู้ไม่รู้, คือเมื่อไม่รู้จักสิ่งที่ควรและไม่ควร
สิ่งที่เหมาะเเละไม่เหมาะ (นุ่ง) เพื่อประโยชน์ตน.
บทว่า สาทิยิสฺสนฺติ แปลว่า จักรับ.
บทว่า อุชฺฌานสญฺญิโน ได้แก่ คิดแต่จะมองดูผู้อื่นอยู่หลังตน
หรือมีปกติยกโทษแม้ในที่ที่ไม่ควรจะยกโทษ.
บทว่า พาลา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยพาลลักษณะ โดยมี
ความคิดแต่เรื่องที่คิดชั่วเป็นต้น. ต่อแต่นั้น ก็ไม่ดำรงมั่นอยู่ในศีล คือ
มีจิตไม่ตั้งมั่นในจตุปาริสุทธิศีล.
บทว่า อุนฺนฬา ได้เเก่ ยกตัวถือตัว. บทว่า วิจริสฺสนฺติ ความว่า
จักยกธงคือมานะ เที่ยวไป.
บทว่า กลหาภิรตา มคา ความว่า เพราะคนเป็นผู้มากไปด้วย
สารัมภะ จึงเป็นผู้ขวนขวายในคำกล่าวโต้ตอบ เที่ยวยินดีแต่ในการ
ทะเลาะวิวาทอย่างเดียว มุ่งแต่ประโยชน์ตน ยินดีแต่ในการแสวงหาอาหาร
ชอบเบียดเบียนแต่ผู้อื่นที่อ่อนแอ ราวกะมิคะฉะนั้น.
บทว่า อุทฺธตา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน คือ
ปราศจากจิตที่เป็นเอกัคคตา.
บทว่า นีลจีวรปารุตา ได้แก่ นุ่งห่มแต่จีวรสีเขียว ปนสีแดงเพราะ
ย้อมไม่สมควร คือเที่ยวนุ่งและห่มจีวรเช่นนั้น.

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 218 (เล่ม 53)

บทว่า กุหา ได้แก่ เป็นคนลวงโลก ด้วยวัตถุเครื่องล่อลวง มีการ
ร่ายมนต์เป็นต้น คือทำการล่อลวง เพื่อปรารถนาจะยกย่องคุณที่ไม่มีอยู่
ให้ปรากฏเป็นสิ่งประหลาดแก่ชนเหล่าอื่น.
บทว่า ถทฺธา ได้แก่ มีใจกระด้าง คือมีใจกักขฬะ ด้วยความโกรธ
และมานะ.
บทว่า ลปา ได้แก่ เป็นผู้มักเจรจา คือเป็นผู้มีความประพฤติล่อลวง
โลก อธิบายว่า เป็นผู้ใช้วาทะชักชวนพวกผู้ถวายปัจจัย กับพวกมนุษย์
ผู้มีใจเลื่อมใส ให้พูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้ามีความต้องการ
ด้วยสิ่งใด, หรือเป็นผู้ล่อลวงเพื่อต้องการปัจจัย ด้วยอำนาจการใช้วาจา
ที่วางแผนมาแล้ว และด้วยอำนาจกลอุบายโกง.
บทว่า สิงฺคี ได้แก่ เขาสัตว์ ในข้อนั้นเป็นไฉน เขาสัตว์มีอธิบายว่า
ผู้ที่ประกอบพร้อมด้วยกิเลสอันปรากฏชัด เช่นกับเขาสัตว์ ที่ท่านกล่าวไว้
อย่างนี้ว่า ความรักใคร่ ความเฉียบแหลม ความฉลาด ความตระเตรียม
ความไตร่ตรองรอบด้าน ดังนี้ เที่ยวชูเขาไป. คำว่า อริยา วิย นี้ เป็น
คำแสดงถึงเนื้อความแห่งบทว่า กุหา นั้นนั่นเอง. ก็พระเถระ เมื่อจะ
แสดงว่าพวกภิกษุผู้ลวงโลกตั้งตนดังพระอริยเจ้า จึงกล่าวว่า ทำตนดัง
พระอริยเจ้าท่องเที่ยวไปอยู่ ดังนี้.
บทว่า เตลสณฺเฐหิ ได้แก่ เป็นผู้แต่งเส้นผม ด้วยน้ำมัน ขี้ผึ้ง
หรือด้วยน้ำมันชนิดน้ำ.
บทว่า จปลา ได้แก่ ประกอบด้วยความกลับกลอก มีการแต่งกาย
และแต่งบริขารเป็นต้น.

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 219 (เล่ม 53)

บทว่า อญฺชนกฺขิ กา ได้แก่ มีนัยน์ตาอันหยอดแล้ว ด้วยการหยอด
เพื่อประดับตกแต่ง.
บทว่า รถิยาย คมิสฺสนติ ความว่า สัญจรไปข้างโน้นข้างนี้ ตาม
ถิ่นที่จะเข้าไปสู่สกุล ที่เป็นตรอกน้อยใหญ่ เพื่อภิกษาจาร.
บทว่า ทนฺตวณฺณิกปารุตา ได้แก่ มีร่างกายอันคลุมด้วยจีวร ที่
ย้อมด้วยสีงา.
บทว่า อเชคุจฺฉํ ได้แก่ พึงพากันเกลียดชัง. บทว่า วิมุตฺเตหิ
ได้แก่ พระอริยเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า สุรตฺตํ ความว่า จักพากันเกลียดชังผ้ากาสาวะ อันเป็นธงชัย
ของพระอรหันต์ ที่ย้อมแล้วด้วยดี ด้วยเครื่องย้อมอันสมควร เพราะ
พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เคยประพฤติมาแล้ว. เพราะ
เหตุไร ? เพราะพอใจแต่ในผ้าขาว ๆ คือถึงความพอใจยินดี. จริงอยู่
คำนี้เป็นเหตุของการคลุมร่างกายด้วยผ้าสีงา. ก็ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพากัน
ยินดีพอใจผ้าสีขาว ย่อมนุ่งห่มผ้าสีงา เป็นเหตุให้รู้ว่า เมื่อยึดถือผ้าสีขาว
ตลอดกาล ก็เป็นเพียงดังสละเพศฉะนั้น.
บทว่า ลาภกามา ได้แก่ มีความยินดีแต่ในลาภผล. ชื่อว่า เป็น
คนเกียจคร้าน เพราะประกอบแต่ความเกียจคร้าน แม้ในการประพฤติ
เที่ยวไปเพื่อภิกษา.
ชื่อว่า เป็นผู้มีความเพียรเลวทราม เพราะไม่มีจิตคิดอุตสาหะเพื่อ
บำเพ็ญสมณธรรม.
บทว่า กิจฺฉนฺตา ได้แก่ มีความลำบาก, อธิบายว่า ลำบาก คือ
ลำบากใจ เพื่อจะอยู่ในป่าอันสงัด.

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 220 (เล่ม 53)

บทว่า คามนฺเตสุ ได้แก่ ในเสนาสนะท้ายหมู่บ้าน คือในเสนาสนะ
ที่ใกล้หมู่บ้าน หรือในเสนาสนะใกล้ ๆ ประตูบ้าน. บทว่า วสิสฺสเร
แปลว่า จักอยู่.
บทว่า เต เตว อนุสิกฺขนฺตา ความว่า ภิกษุเหล่าใด ๆ ได้ลาภ
ด้วยการประกอบมิจฉาชีพ ภิกษุเหล่านั้น ๆ นั่นแหละ จักกลับตัวศึกษา
ตามคนทั้งหลาย.
บทว่า ภมิสฺสนฺติ ความว่า แม้ตนเองก็จักกลับตัวคบหาราชสกุล
เป็นต้น เพื่อให้เกิดลาภ โดยมิจฉาชีพ เหมือนภิกษุเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง
บาลีว่า ภชิสฺสนฺติ ดังนี้ก็มี, ความว่า จักคบหา. บทว่า อสํยตา
ได้แก่ ปราศจากการสำรวมในศีล.
บทว่า เย เย อลาภิโน ลาภํ ความว่า ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ไม่ได้
ลาภ ไม่ได้ปัจจัย เพราะเว้นจากมิจฉาชีพ และเพราะตนเป็นผู้มีบุญน้อย
ภิกษุเหล่านั้นจะได้รับการนอบน้อม คือบูชา สรรเสริญ จักไม่มีในกาลนั้น
คือในอนาคตกาลเลย.
บทว่า สุเปสเลปิ เต ธีเร ความว่า จักไม่คบภิกษุเหล่านั้น ผู้เป็น
นักปราชญ์เพราะสมบูรณ์ด้วยปัญญา แม้มีศีลเป็นที่รักด้วยดี คือในอนาคต-
กาล ภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภ ก็ย่อมมุ่งแต่ลาภอย่างเดียวเท่านั้น.
บทว่า มิลกฺขุรชนํ รตฺตํ ได้แก่ ย้อมแล้ว ย้อมด้วยผลมะเดื่อกลาย
เป็นสีดำ. จริงอยู่ บทนี้เป็นบทสมาส, ท่านแสดงถึงการเปล่งเสียงที่ออก
ทางจมูก เพื่อสะดวกแก่การกล่าวคาถา.
บทว่า ครหนฺตา สกํ ธชํ ได้แก่ พากันติเตียนผ้ากาสาวะ อันเป็น

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 221 (เล่ม 53)

ธงชัยของตนเสีย. จริงอยู่ ผ้ากาสาวะ ชื่อว่าเป็นธงชัยของพวกบรรพชิต
ในพระศาสนา.
บทว่า ติตฺถิยานํ ธชํ เกจิ ความว่า บางพวกรู้ว่าเป็นสมณศากย-
บุตรอยู่นั้นแล แต่ก็จักนุ่งห่มผ้าขาว อันเป็นธงชัยของพวกเดียรถีย์ ผู้มี
ผ้านุ่งสีขาว.
บทว่า อคารโว จ กาสาเว ความว่า ความไม่เคารพ คือความ
ไม่นับถือผ้ากาสาวะ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ จักมีแก่ภิกษุเหล่านั้น
ในอนาคตกาล.
บทว่า ปฏิสงฺขา จ กาสาเว ความว่า จักไม่มีการใช้สอยผ้ากาสาวะ
แม้เพียงการพิจารณา โดยนัยเป็นต้นว่า เราพิจารณาโดยแยบคายแล้ว
จึงใช้สอยจีวร ดังนี้.
พระเถระ เมื่อจะชักเอาฉัททันตชาดกขึ้นเป็นอุทาหรณ์๑ ในตอน
ที่ช้างฉัททันต์ ทำความเคารพผ้ากาสาวะด้วยคิดว่า ผู้ใช้สอยผ้ากาสาวะ
มีความเคารพนับถือผ้ากาสาวะมาก พึงงดเว้นจากทุจริตได้ จึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า อภิภูตสฺส ทุกฺเขน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลฺลวิทฺธสฺส ได้แก่ ถูกลูกศรอันอาบ
ด้วยยาพิษอย่างหนาแทงเข้าแล้ว, ต่อแต่นั้นนั่นแล ก็ถูกความทุกข์อย่างใหญ่
หลวงครอบงำ. บทว่า รุปฺปโต ได้แก่ เพราะถึงความวิการแห่งสรีระ.
บทว่า มหาโฆรา ความว่า ความกลัว พิจารณาแล้วมากไปด้วย
ความเคารพ จนไม่ห่วงใยในร่างกายและชีวิต คือไม่อาจจะให้ความคิด
เป็นไปในทางอื่นได้ ได้มีแล้วแก่พระยาช้างฉัททันต์.
๑. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๒๓๒๗.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 222 (เล่ม 53)

ก็พระโพธิสัตว์ ในกาลที่เสวยพระชาติเป็นพระยาช้างฉัททันต์ ถูก
นายโสณุตระพราน ผู้ยืนหลบในที่ซ่อนตัว ยิงด้วยลูกศรที่กำซาบด้วย
ยาพิษแล้ว ถูกทุกข์อย่างใหญ่หลวงครอบงำ จึงจับเขาแล้ว ครั้นพอเห็น
ผ้ากาสาวะที่คลุมกายเขาเข้า จึงคิดว่า ผู้นี้คลุมกายด้วยผ้ากาสาวะ อันเป็น
ธงชัยของพระอริยเจ้า เราไม่พึงเบียดเบียนเลย ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปตั้งไว้
เฉพาะซึ่งเมตตาจิต ในนายพรานนั้นแล้ว แสดงธรรมเป็นเบื้องแรก.
เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
พระยาช้าง ผู้มีจิตไม่ประทุษร้าย ถูกยิงด้วยลูกศร
อับกำซาบหนาด้วยยาพิษ ได้กล่าวกะนายพรานว่า แน่ะ
สหายเอ๋ย เพื่อประโยชน์อะไร หรือเพื่อสิ่งใด จึงมุ่งฆ่า
เรา หรือว่าความพยายามนี้ ท่านทำเพื่อใคร ดังนี้เป็นต้น.
พระเถระเมื่อจะแสดงเนื้อความนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ฉทฺทนฺโต
หิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุรตฺตํ อรหทฺธชํ นี้ ท่านกล่าวหมาย
ถึงผ้ากาสาวะที่นายโสณุตระพราน คลุมร่างกายแล้ว. บทว่า อภณิ
แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า คาถา แปลว่า ซึ่งคาถาทั้งหลาย.
บทว่า คโช แปลว่า พระยาช้างฉันทันต์. บทว่า อตฺโถปสํหิตา
ชื่อว่า หิตะ เพราะอิงอาศัยประโยชน์ อธิบายว่า ประกอบแล้วด้วย
ประโยชน์.
บทว่า อนิกฺกสาโว ในคาถาที่พระยาช้างฉัททันต์กล่าวแล้ว ได้แก่
ชื่อว่า กสาวะ เพราะมีกิเลสดุจน้ำฝาด มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปริทหิสฺสติ

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 223 (เล่ม 53)

ความว่า จักใช้สอย ด้วยการนุ่งห่ม และปูลาด. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า
ปริธสฺสติ ดังนี้ก็มี.
บทว่า อเปโต ทมสจฺเจน ความว่า ปราศจาก พรากจาก คือ
สละจากการข่มอินทรีย์ และวจีสัจจะที่เป็นฝักฝ่ายแห่งปรมัตถสัจจะ.
บทว่า น โส ความว่า บุคคลนั้น คือผู้รู้เห็นปานนั้น ย่อมไม่ควร
เพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.
บทว่า วนฺตกสาวสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดคายออก
แล้ว ทิ้งแล้ว คือละได้เเล้วด้วยมรรค ๔.
บทว่า สีเลสุ คือในปาริสุทธิศีล ๔. บทว่า สุสมาหิโต แปลว่า
ตั้งมั่นแล้วด้วยดี.
บทว่า อุเปโต ได้แก่ เข้าไปประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการข่ม
อินทรีย์ และด้วยสัจจะมีประการดังที่กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า ส เว ความว่า บุคคลนั้น คือผู้เห็นปานนั้น ย่อมควร
(เพื่อจะนุ่งห่ม) ผ้ากาสาวะอันมีกลิ่นหอมนั้น โดยส่วนเดียวแท้.
บทว่า วิปนฺนสีโล คือผู้มีศีลขาดแล้ว. บทว่า ทุมฺเมโธ ได้แก่
ไม่มีปัญญา คือปราศจากปัญญาเป็นเครื่องที่จะชำระศีล (ให้บริสุทธิ์).
บทว่า ปากโฏ ได้แก่ ปรากฏ คือประกาศว่า ผู้นี้เป็นคนทุศีล,
หรือปรากฏ คือมีอินทรีย์อันปรากฏแล้ว เพราะเหตุที่คนมีอินทรีย์อัน
ฟุ้งซ่านแล้ว. บทว่า กามการิโย ได้แก่ เพราะขาดจากความสำรวม
จึงเป็นผู้ทำตามใจปรารถนา, หรือกระทำตามความใคร่ของกามและ
ของมาร.

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 224 (เล่ม 53)

บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺโต ได้แก่ ผู้มีจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ
มีรูปารมณ์เป็นต้น. บทว่า นิสฺสุกฺโก ได้แก่ ไม่ขวนขวาย คือปราศจาก.
ธรรมฝ่ายขาว เว้นจากหิริโอตตัปปะ, หรือปราศจากการขวนขวายในการ
บำเพ็ญกุศลธรรมให้ถึงพร้อม.
บทว่า วีตราโค คือมีฉันทราคะไปปราศแล้ว. บทว่า โอทาตมน-
สงฺกปฺโป ได้แก่ มีความตรึกในใจสะอาดและบริสุทธิ์ หรือมีความดำริ
อันไม่ชุ่นมัว.
บทว่า กาสาวํ กึ กริสฺสติ ความว่า ผู้ใดไม่มีศีล, ผ้ากาสาวะจัก
สำเร็จประโยชน์แก่ผู้นั้นได้อย่างไรเล่า, คือเพศบรรพชิตของเขาจะเป็น
เช่นกับถูกแต่งให้วิจิตรภายนอกฉะนั้น.
บทว่า ทุฏฺฐิจิตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตถูกโทษแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น
ประทุษร้ายแล้ว. บทว่า อนาทรา ได้แก่ จักเป็นผู้ปราศจากความเอื้อเฟื้อ
คือไม่มีความเคารพ ในพระศาสดา ในพระธรรม และในกันและกัน
(ในพระสงฆ์).
บทว่า ตาทีนํ เมตฺตจิตฺตานํ ความว่า ผู้มีหัวใจประกอบพร้อม
แล้วด้วยเมตตาภาวนา บรรลุถึงความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์มีอิฏฐารมณ์
เป็นต้น มีคุณอันโอฬาร เพราะบรรลุพระอรหัตนั้นนั่นแล. ก็คำทั้งสอง
นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
บทว่า นิคฺคณฺหิสสนฺติ ความว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ถูกเบียด-
เบียนแล้ว ก็จักหลีกไปโดยประการใด จักถูกเบียดเบียนโดยประการนั้น
ด้วยความไม่เคารพและความกลัวในตนว่า ภิกษุทั้งหลายเห็นผู้สมบูรณ์
ด้วยศีลเป็นต้นแล้ว เมื่อจะทำการยกย่อง จักไม่สำคัญพวกเราผู้มีศีลวิบัติ
เป็นอันมาก.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 225 (เล่ม 53)

บทว่า สิกฺขาเปนฺตาปิ ได้แก่ แม้ให้ศึกษาอยู่. จริงอยู่ บัดนี้ ท่าน
แสดงเป็นกัตตุวาจก ลงในกรรมวาจก. บทว่า เถเรหิ ได้แก่ อันพระ-
อาจารย์และอุปัชฌาย์ของตน.
บทว่า จีวรธารณํ นี้ เป็นเพียงแสดงถึงข้อปฏิบัติของสมณะ ความว่า
เพราะฉะนั้น จึงให้ศึกษาอยู่ โดยนัยเป็นต้นว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้,
เธอพึงถอยกลับอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า น สุณิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่ยอมรับฟังโอวาท.
บทว่า เต ตถา สิกฺขิตา พาลา ความว่า ภิกษุพวกที่โง่เขลา
เหล่านั้น แม้อาจารย์และพระอุปัชฌาย์ให้ศึกษาอยู่ ก็ไม่ยอมศึกษา เพราะ
ไม่มีความเอื้อเฟื้อ.
บทว่า นาทิยิสฺสนฺตุปชฺฌาเย ความว่า ไม่ยอมทำความเอื้อเฟื้อ
ในพระอุปัชฌาย์และในพระอาจารย์ คือไม่ดำรงในคำสั่งสอนของพระ-
อุปัชฌาย์เป็นต้นเหล่านั้น. ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร ? เปรียบเหมือน
ม้าพิการ ไม่เอื้อเฟื้อนายสารถีฉะนั้น. ความว่า ภิกษุแม้เหล่านั้น ย่อม
ไม่กลัว คือไม่ยินดีในพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ เปรียบเหมือนม้าพิการ
คือม้าโกง ย่อมไม่เอื้อเฟื้อต่อนายสารถีผู้ฝึกม้า คือไม่ตั้งอยู่ในคำสั่งสอน
ของนายสารถีนั้นฉะนั้น.
คำว่า เอวํ เป็นต้น เป็นคำลงท้ายของเรื่องที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ แปลว่า โดยประการดังกล่าวไว้
แล้ว. บทว่า อนาคตทฺธานํ ได้แก่ ในกาลที่ยังไม่มาถึง คือในอนาคต-
กาล.

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 226 (เล่ม 53)

พระเถระเมื่อจะแสดงถึงกาลนั้นนั่นแหละ โดยสรุป จึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า ปตฺเต กาลมฺหิ ปจฺฉิเม ในกาลภายหลังแต่ตติยสังคายนา
ดังนี้.
ก็ปัจฉิมกาลในคำนั้นเป็นไฉน ? อาจารย์บางพวกตอบว่า ตั้งแต่
ตติยสังคายนามา จัดเป็นปัจฉิมกาล, อาจารย์บางพวกไม่รู้คำนั้นเลย.
จริงอยู่ ยุคแห่งพระศาสนามี ๕ ยุค คือวิมุตติยุค สมาธิยุค ศีลยุค สุตยุต
และทานยุค. บรรดายุคเหล่านั้น ยุคแรกจัดเป็นวิมุตติยุค, เมื่อวิมุตติยุค
นั้น อันตรธานแล้ว สมาธิยุคก็เป็นไป, แม้เมื่อสมาธิยุคนั้น อันตรธาน
แล้ว ศีลยุคก็เป็นไป, แม้เมื่อศีลยุคนั้น อันตรธานแล้ว สุตยุคก็เป็นไป
ทีเดียว. ก็ผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ ประดับประคอง ปริยัตติธรรมและพาหุสัจจะ
ให้ดำรงอยู่ได้ โดยอย่างเดียวหรือสองอย่าง เพราะค่าที่คนมุ่งถึงลาภ
เป็นต้น. ก็ในคราวใด ปริยัตติธรรมมีมาติกาเป็นที่สุด ย่อมอันตรธาน
ไปทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมา จักเหลือก็เพียงเพศเท่านั้น ในคราวนั้นคน
ทั้งหลายจะพากันรวบรวมเอาทรัพย์ตามมีตามได้แล้ว เสียสละโดยมุ่งให้
ทาน, เล่ากันว่า การปฏิบัตินั้น จัดเป็นสัมมาปฏิบัติครั้งสุดท้ายของคน
เหล่านั้น. บรรดายุคเหล่านั้น ตั้งแต่สุตยุคมา จัดเป็นปัจฉิมกาล, อาจารย์
พวกอื่นกล่าวว่า ตั้งแต่ศีลยุคมา จึงจัดเป็นปัจฉิมกาลก็มี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรา อาคจฺฉเต เอตํ ความว่า ภัย
อย่างใหญ่หลวงที่จะทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ที่เรากล่าวแล้วแก่พวกท่าน
ทั้งหลายนั้น ย่อมมาในอนาคตอย่างนี้ก่อน คือจักมาจนถึงในกาลนั้น
นั่นแล.

226