ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 207 (เล่ม 53)

เป็นบาท ไม่นานนัก ก็ได้อภิญญา ๖. ต่อมาวันหนึ่ง ดาบสคนหนึ่ง
ชื่อว่า ปัณฑรโคตร นั่งฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระแล้ว มอง
เห็นภิกษุหลายรูป ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร มีอินทรีย์อันสำรวมด้วย
ดีแล้ว มีกายอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว จึงมีจิตเลื่อมใส คิดว่า
ดีจริงหนอ ข้อปฏิบัตินี้ พึงตั้งอยู่ในโลกได้นาน ดังนี้ จึงถามพระเถระ
ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อปฏิบัติจักมีแก่ภิกษุทั้งหลายในอนาคตกาลได้
อย่างไรหนอแล. เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย
จึงได้ทั้งคาถาไว้แต่เบื้องต้นว่า
ฤาษีผู้มีชื่อตามโคตรว่า ปัณฑรสะ ได้เห็นภิกษุเป็น
อันมากที่น่าเลื่อมใส มีตนอันอบรมแล้ว สำรวมด้วยดี
จึงได้ถามพระปุสสเถระแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสาทิเก ได้แก่ ผู้สมควรแก่ความ
เลื่อมใส ด้วยข้อปฏิบัติของตน. บทว่า พหู ได้แก่ มีจำนวนมากมาย.
บทว่า ภาวิตตฺเต ได้แก่ มีจิตอันตนอบรมแล้วด้วยสมถภาวนาและ
วิปัสสนาภาวนา. บทว่า สุสํวุเต ได้แก่ มีอินทรีย์อันสำรวมแล้วด้วยดี.
บทว่า อิสิ แปลว่า ดาบส. บทว่า ปณฺฑรสโคตฺโต ได้แก่ ผู้มีโคตร
เสมอด้วยฤาษีนั้น เพราะเกิดในวงศ์แห่งฤาษีชื่อว่า ปัณฑระ. บทว่า
ปุสฺสสวฺหยํ ได้แก่ อันบุคคลพึงเรียกด้วยเสียงว่า ปุสสะ, อธิบายว่า
มีชื่อว่า ปุสสะ. คาถาที่เป็นคำถามของฤาษีนั้น มีดังนี้ :-
ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้ จัก
มีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร กระผม
ถามแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้นแก่กระผมเถิด.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 208 (เล่ม 53)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ฉนฺทา ความว่า ในอนาคตกาล
ภิกษุทั้งหลาย ในพระศาสนานี้ จักมีความพอใจเช่นไร คือจักมีความ
หลุดพ้นเช่นไร จักมีความหลุดพ้นชนิดเลว หรือว่าจักมีความหลุดพ้น
ชนิดประณีต. บทว่า กิมธิปฺปายา ความว่า จักมีความประสงค์เช่นไร
คือจักมีอัธยาศัยเช่นไร จักมีอัธยาศัยเศร้าหมองอย่างไร หรือว่าจักมี
อัธยาศัยอันผ่องแผ้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ ชื่อว่า
ฉันทะ เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำของพวก
ฤาษีเหล่านั้น เป็นเช่นไร. ความประสงค์ก็คืออัธยาศัยนั่นเอง. บทว่า
กิมากปฺปา คือจักมีความพอใจเช่นไร. ก็บทว่า อากปฺปา ความว่า มี
วาริตศีลและจาริตศีล ด้วยการถือเอาเพศเป็นต้น. บทว่า ภวิสฺสเร
แปลว่า จักมี. บทว่า ตํ เม ความว่า ดาบสเชื้อเชิญพระเถระว่า
ท่านเป็นผู้อันเราถามถึงประเภทแห่งความประสงค์ ความพอใจ ของภิกษุ
ทั้งหลาย ในอนาคตกาล ขอจงบอก คือจงกล่าวเนื้อความนั้นแก่เราเถิด.
พระเถระเมื่อจะบอกเนื้อความนั้นแก่ดาบสนั้น เพื่อจะชักชวนในการฟัง
โดยเคารพก่อน จึงกล่าวคาถาว่า :-
ดูก่อนปัณฑรสฤาษี ขอเชิญฟังคำของอาตมา จงจำ
คำของอาตมาให้ดี อาตมาจะบอกซึ่งข้อความที่ท่านถาม
ถึงอนาคตกาล.
เนื้อความแห่งบทคาถานั้นว่า ฤาษีชื่อปัณฑรสะผู้เจริญ ท่านถาม
เรื่องใดกะเรา, เราจักกล่าวเรื่องนั้นที่เป็นอนาคตกาลแก่ท่าน, แต่ท่าน
จงฟังคำของเราผู้กำลังกล่าว คือจงใคร่ครวญโดยเคารพ จากการแสดง
เนื้อความในอนาคตกาล และจากอันนำมาซึ่งความสังเวชเถิด.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 209 (เล่ม 53)

ลำดับนั้น พระเถระมองเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเป็นไป
ของพวกภิกษุ และพวกนางภิกษุณีอย่างแจ่มแจ้งด้วยอนาคตังสญาณแล้ว
เมื่อจะบอกแก่ดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ในกาลข้างหน้า ภิกษุเป็นอันมาก จักเป็นคนมัก
โกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ โอ้อวด
ริษยา มีวาทะต่าง ๆ กัน จักเป็นผู้มีมานะในธรรมที่ยัง
ไม่รู้ทั่วถึง คิดว่าตื้น ในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบา ไม่
เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน ในกาลข้าง
หน้า โทษเป็นอันมากจักเกิดขึ้นในหมู่สัตวโลก ก็เพราะ
ภิกษุทั้งหลายผู้ไร้ปัญญา จักทำธรรมที่พระศาสดาทรง
แสดงแล้วนี้ให้เศร้าหมอง ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว
โวหารจัด แกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้
ศึกษาเล่าเรียน ก็จักมีขึ้นในสังฆมณฑล ภิกษุทั้งหลาย
ในสังฆมณฑล แม้ที่มีคุณความดี มีโวหารโดยสมควร
แก่เนื้อความ มีความละอายบาป ไม่ต้องการอะไร ๆ
ก็จักมีกำลังน้อย ภิกษุทั้งหลายในอนาคตที่ทรามปัญญา
ก็จะพากันยินดีเงินทอง ไร่นา ที่ดิน แพะ แกะ และ
คนใช้หญิงชาย จักเป็นคนโง่มุ่งแต่จะยกโทษผู้อื่น ไม่
ดำรงมั่นอยู่ในศีล ถือตัว โหดร้าย เที่ยวยินดีแต่การ
ทะเลาะวิวาท จักมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรที่ย้อม
สีเขียวแดง เป็นคนลวงโลก กระด้าง เป็นผู้แส่หาแต่

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 210 (เล่ม 53)

ลาภผล เที่ยวชูเขา คือมานะ ทำตนดังพระอริยเจ้าท่อง
เที่ยวไปอยู่ เป็นผู้แต่งผมด้วยน้ำมัน ทำให้มีเส้น
ละเอียด เหลาะแหละ ใช้ยาหยอดและทาตา มีร่างกาย
คลุมด้วยจีวรที่ย้อมด้วยสีงา สัญจรไปตามตรอกน้อยใหญ่
จักพากันเกลียดชังผ้าอันย้อมด้วยน้ำฝาด เป็นของไม่น่า
เกลียด พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้ว ยินดียิ่งนัก
เป็นธงชัยของพระอรหันต์ พอใจแต่ในผ้าขาว ๆ จักเป็น
ผู้มุ่งแต่ลาภผล เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลว
ทราม เห็นการอยู่ป่าอันสงัดเป็นความลำบาก จักใคร่
อยู่ในเสนาสนะที่ใกล้บ้าน ภิกษุเหล่าใดยินดีมิจฉาชีพ
จักได้ลาภเสมอ ๆ จักพากันประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น
(เที่ยวคบหาราชสกุลเป็นต้น เพื่อให้เกิดลาภแก่ตน) ไม่
สำรวมอินทรีย์เที่ยวไป อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุทั้ง-
หลายจะไม่บูชาพวกภิกษุที่มีลาภน้อย จักไม่สมคบภิกษุ
ที่เป็นนักปราชญ์ มีศีลเป็นที่รัก จักทรงผ้าสีแดง ที่ชน
ชาวมิลักขะชอบย้อมใช้ พากันติเตียนผ้าอันเป็นธงชัย
ของตนเสีย บางพวกก็นุ่งห่มผ้าสีขาวอันเป็นธงของพวก
เดียรถีย์ อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุเหล่านั้น จักไม่
เคารพในผ้ากาสาวะ จักไม่พิจารณาในอุบายอันแยบคาย
บริโภคผ้ากาสาวะ เมื่อทุกข์ครอบงำถูกลูกศรแทงเข้า
แล้ว ก็ไม่พิจารณาโดยแยบคาย แสดงอาการยุ่งยาก

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 211 (เล่ม 53)

ในใจออกมา มีแต่เสียงโอดครวญอย่างใหญ่หลวง
เปรียบเหมือนช้างฉัททันต์ได้เห็นผ้ากาสาวะ อันเป็น
ธงชัยของพระอรหันต์ ที่นายโสณุตระพรานนุ่งห่มไปใน
คราวนั้น ก็ไม่กล้าทำร้าย ได้กล่าวคาถาอันประกอบด้วย
ประโยชน์มากมายว่า ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจาก
ทมะและสัจจะจักนุ่งผ้ากาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่ม
ผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว ตั้ง
มั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ประกอบด้วยทมะและสัจจะ
ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดมีศีลวิบัติ
มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่
อย่างเดียว มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควร
ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดสมบูรณ์
ด้วยศีล ปราศจากราคะ มีใจตั้งมั่น มีความดำริในใจ
อันผ่องใส ผู้นั้นสมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใด
ไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มีจิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟู
ขึ้น เหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควรจะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น
จักควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะอย่างไร อนึ่ง ภิกษุและภิกษุณี
ทั้งหลายในอนาคต จักเป็นผู้มีจิตใจชั่วร้าย ไม่เอื้อเฟื้อ
จักข่มขู่ภิกษุทั้งหลายผู้คงที่มีเมตตาจิต แม้ภิกษุทั้งหลาย
ที่เป็นคนโง่เขลา มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์
กระทำตามความใคร่ ถึงพระเถระให้ศึกษาการใช้สอย

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 212 (เล่ม 53)

ผ้าจีวรก็ไม่เชื่อฟัง พวกภิกษุที่โง่เขลาเหล่านั้น อันพระ-
เถระทั้งหลายให้การศึกษาแล้วเหมือนอย่างนั้น จักไม่
เคารพกันและกัน ไม่เอื้อเฟื้อในพระอุปัชฌายาจารย์ จัก
เป็นเหมือนม้าพิการ ไม่เอื้อเฟื้อนายสารถีฉะนั้น ใน
กาลภายหลังแต่ตติยสังคายนา ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย
ในอนาคต จักปฏิบัติอย่างนี้. ภัยอย่างใหญ่หลวงที่จะ
ทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ย่อมมาในอนาคตอย่างนี้ก่อน
ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ว่าง่าย จงพูดแต่ถ้อยคำที่
สละสลวย มีความเคารพกันและกัน มีจิตเมตตากรุณา
ต่อกัน จงสำรวมในศีล ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว
บากบั่นอย่างมั่นเป็นนิตย์ ขอท่านทั้งหลาย จงเห็นความ
ประมาทโดยความเป็นภัย และจงเห็นความไม่ประมาท
โดยความเป็นของปลอดภัย แล้วจงอบรมอัฏฐังรคิกมรรค
เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ย่อมจะบรรลุพระนิพพานอันเป็นทาง
ไม่เกิดไม่ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธนา แปลว่า เป็นผู้มีความโกรธ
เป็นปกติ.
พึงทราบความสัมพันธ์ในบทว่า ภวิสฺสนฺติ อนาคเต ดังต่อไปนี้ :-
ถามว่า เรื่องอย่างนั้น ไม่ได้มีแล้วในกาลแห่งพระเถระหรือ ? ตอบว่า
ไม่ได้มีแล้ว หามิได้ ก็ในกาลนั้น เพราะพวกท่านเป็นผู้มากไปด้วย
กัลยาณมิตร จึงมีผู้กล่าวสอน ผู้ฉลาดในการสอนมากมายในสพรหม-

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 213 (เล่ม 53)

จารี เมื่อกิเลสทั้งหลายมีกำลัง เพราะท่านมากไปด้วยการไตร่ตรอง
พิจารณา พวกภิกษุโดยมากจึงไม่ได้มีความโกรธ; ความโกรธอย่างยิ่งจัก
มีในปริยายที่ทรงกันข้ามในกาลต่อไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า
อนาคเต เป็นต้นไว้. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.
บทว่า อุปนาหี ได้แก่ ผู้มีปกติเข้าไปผูกความอาฆาต ในเพราะ
อาฆาตวัตถุ, หรือชื่อว่า อุปนาหี เพราะเป็นแดนเกิดแห่งการผูกความ
อาฆาต. พึงทราบอรรถในข้อนั้น ดังนี้:- พยาบาทที่มีมาในกาลก่อน ชื่อ
ว่า ความโกรธ, พยาบาท ที่มีในกาลต่อ ๆ ไป ชื่อว่า ความผูกโกรธ.
อีกอย่างหนึ่ง โทสะ ที่เป็นไปแล้วครั้งเดียว ชื่อว่า ความโกรธ, ที่
เป็นไปแล้วหลายครั้ง ชื่อว่า ความผูกโกรธไว้. ชื่อว่า ผู้มีความลบหลู่
เพราะลบหลู่คือล้างผลาญคุณความดีที่มีอยู่แก่ชนเหล่าอื่นเสีย, หรือชื่อว่า
ผู้มีความลบหลู่ เพราะลบหลู่คือล้างผลาญคุณความดีเหล่านั้น ที่มีอยู่แก่
ชนเหล่านั้นเสียหมด ดุจการลบหลู่น้ำ ด้วยการเช็ดถูน้ำฉะนั้น.
ชื่อว่า ถมฺภี เพราะคนเหล่านั้น เป็นคนหัวดื้อมีความถือตัวจัด
เป็นลักษณะ.
บทว่า สฐา ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความโอ้อวดมีการประ-
กาศคุณที่ไม่มีอยู่ในตัวเป็นลักษณะ.
บทว่า อิสฺสุกี ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความริษยาอันมีการ
ทำลายสมบัติของผู้อื่นเป็นลักษณะ.
บทว่า นานาวาทา ความว่า มีวาทะที่ทำลายกันและกัน มีทิฏฐิ
ที่ทำลายกันและกัน และทำการทะเลาะกันและกัน. บทว่า อญฺญาตมา-
นิโน ธมฺเม คมฺภีเร ตีรโคจรา ความว่า เป็นผู้มีมานะอย่างนี้ ใน

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 214 (เล่ม 53)

พระสัทธรรมที่ลึกซึ้ง ส่องได้ยาก ที่ตนเองยังไม่รู้ทั่วถึง ว่าตนเองรู้แล้ว
ว่าตนเองเห็นแล้ว. ต่อจากนั้นนั่นเอง ก็มีความคิดว่าตื้นต่ำต้อย เพราะ
พระสัทธรรมนั้น เป็นไปในส่วนที่ต่ำต้อย.
บทว่า ลหุกา ได้แก่ เป็นคนหวั่นไหว เพราะมีความเบาเป็น
สภาวะ.
บทว่า อครู ธมฺเม ได้แก่ ปราศจากความเคารพในพระ-
สัทธรรม.
บทว่า อญฺญมญฺญมคารวา ได้แก่ ไม่มีความยำเกรงในกันและ
กัน คือปราศจากความเคารพที่หนักแน่น ในพระสงฆ์และในหมู่เพื่อน
สพรหมจารี.
บทว่า พหู อาทีนวา ได้แก่ มีประการดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว,
และโทษเป็นอเนกมากมายที่กล่าวอยู่ จักเกิดเป็นอันตราย. บทว่า โลเก
ได้แก่ ในสัตวโลก.
บทว่า อุปฺปชฺชิสฺสนฺตฺยนาคเต ความว่า จักปรากฏมีในอนาคต
กาล.
บทว่า สุเทสิตํ อิมํ ธมฺมํ ความว่า จักทำปริยัติสัทธรรมนี้
อันไม่วิปริตด้วยดี ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว โดยประการ
ที่งดงามมีงามในเบื้องต้นเป็นอาทิ. บทว่า กิเลสิสฺสนฺติ ความว่า จัก
ทำให้เศร้าหมอง ให้ถูกกิเลสประทุษร้ายอยู่ คือจักทำรูปธรรมและอรูป-
ธรรม อันละเอียดสุขุมให้ปะปนด้วยอสัทธรรม ที่เป็นทุจริตและสังกิเลส
โดยนัยเป็นต้นว่า ที่เป็นอาบัติว่า ไม่เป็นอาบัติ, ที่เป็นครุกาบัติว่า

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 215 (เล่ม 53)

เป็นลหุกาบัติ ดังนี้, ได้แก่ จักทำให้เศร้าหมอง คือจักทำให้หม่นหมอง
ด้วยสังกิเลสคือตัณหา แม้ยิ่งกว่าทิฏฐิและสังกิเลสทั้งสองอย่าง.
บทว่า ทุมฺมติ ได้แก่ ผู้ไร้ปัญญา. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักมีในอนาคต-
กาลอันยาวนาน ฯ ล ฯ เมื่อจะบอกอภิธรรมกถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่
ธรรมฝ่ายดำอยู่ จักไม่รู้ได้เลย ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า คุณหีนา ได้แก่ ผู้ทุศิลปราศจากคุณมีศีลเป็นต้น และ
ไม่มีความละอาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คุณหีนา ได้แก่ ผู้ทราบจาก
คุณมีพระวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วเป็นต้น คือไม่มีความ
กตัญญูในพระธรรมวินัย.
บทว่า สงฺฆมฺหิ แปลว่า ในท่ามกลางสงฆ์. บทว่า โวหรนฺตา
ได้แก่ กล่าวอยู่, คือพูดอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยถ้อยคำที่จัดจ้านอยู่ใน
ท่ามกลางสงฆ์.
บทว่า วิสารทา ได้แก่ ไม่กลัว คึกคะนอง.
บทว่า พลวนฺโต ได้แก่ มีกำลังมาก โดยกำลังที่เป็นฝ่ายตรง
ข้าม.
บทว่า มุขรา ได้แก่ มีปากกล้า มีวาทะแข็งกระด้าง. บทว่า
อสฺสุตาวิโน ได้แก่ ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน คือเป็นผู้ทรงคุณ โดยอาศัย
ลาภ สักการะ และความสรรเสริญอย่างเดียว จักเป็นผู้มีกำลังตั้งมั่นใน
ท่ามกลางสงฆ์ เพื่อประโยชน์ที่ตนต้องการอย่างนี้ว่า สิ่งที่เป็นธรรม ว่า
เป็นอธรรม และสิ่งที่เป็นอธรรม ว่าเป็นธรรม, สิ่งที่เป็นวินัย ว่าไม่
ใช่วินัย และสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าเป็นวินัย ดังนี้.

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 216 (เล่ม 53)

บทว่า คุณวนฺโต ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ มีศีลเป็นต้น.
บทว่า โวหรนฺตา ยถาถตฺโต ได้แก่ แสดงโดยสมควรแก่เนื้อความ
คือไม่ยอมให้เนื้อความวิปริตอย่างนี้ว่า สิ่งที่เป็นธรรม ก็ว่าเป็นธรรม,
สิ่งที่เป็นอธรรม ก็ว่าเป็นอธรรม, สิ่งที่เป็นวินัย ก็ว่าเป็นวินัย. สิ่งที่ไม่ใช่
วินัย ก็ว่าไม่ใช่วินัย ดังนี้.
บทว่า ทุพฺพลา เต ภวิสฺสนฺติ ความว่า ภิกษุเหล่านั้น จักเป็นผู้
ปราศจากกำลัง เพราะค่าที่พวกตนหนาไปด้วยความไม่ละอาย ในท่ามกลาง
บริษัท, ถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น จักไม่ตั้งอยู่ได้.
บทว่า หิรีมนา อนตฺถิกา ได้แก่ มีความละอาย ไม่ต้องการด้วย
อะไร ๆ. จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้น แม้สามารถเพื่อจะกล่าวด้วยธรรม ไม่
กระทำความทำร้ายด้วยเหตุบางอย่าง เพราะค่าที่ตนเป็นผู้รังเกียจบาป
และเพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีกิจน้อย ไม่ทำความพยายามเพื่อจะยึดมั่นวาทะ
ของตน พากันนิ่งเสีย ไม่ยอมทำการเปิดเผย หรือความตั้งใจแน่วแน่.
บทว่า รชตํ ได้แก่ รูปิยะ, แม้กหาปณะ โลหะและมาสกเป็นต้น
ก็พึงเห็นว่าท่านสงเคราะห์ด้วยรูปิยะนั้น.
บทว่า ชาตรูปํ ได้แก่ ทอง, แม้แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น
ก็พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยทองนั้น. วา ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ ดุจ
ในประโยคเป็นต้นว่า อปทา วา ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า รชตชาต-
รูปญฺจ ดังนี้ก็มี.
บทว่า เขตฺตํ ได้แก่ ปุพพัณชาติและอปรัณชาติ ย่อมงอกงาม
ในที่ใด ที่นั้นชื่อว่านา. ภูมิภาคที่มิได้กระทำเพื่อประโยชน์อย่างนั้น ชื่อว่า
สวน.

216