เป็นบาท ไม่นานนัก ก็ได้อภิญญา ๖. ต่อมาวันหนึ่ง ดาบสคนหนึ่ง
ชื่อว่า ปัณฑรโคตร นั่งฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระแล้ว มอง
เห็นภิกษุหลายรูป ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร มีอินทรีย์อันสำรวมด้วย
ดีแล้ว มีกายอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว จึงมีจิตเลื่อมใส คิดว่า
ดีจริงหนอ ข้อปฏิบัตินี้ พึงตั้งอยู่ในโลกได้นาน ดังนี้ จึงถามพระเถระ
ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อปฏิบัติจักมีแก่ภิกษุทั้งหลายในอนาคตกาลได้
อย่างไรหนอแล. เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย
จึงได้ทั้งคาถาไว้แต่เบื้องต้นว่า
ฤาษีผู้มีชื่อตามโคตรว่า ปัณฑรสะ ได้เห็นภิกษุเป็น
อันมากที่น่าเลื่อมใส มีตนอันอบรมแล้ว สำรวมด้วยดี
จึงได้ถามพระปุสสเถระแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสาทิเก ได้แก่ ผู้สมควรแก่ความ
เลื่อมใส ด้วยข้อปฏิบัติของตน. บทว่า พหู ได้แก่ มีจำนวนมากมาย.
บทว่า ภาวิตตฺเต ได้แก่ มีจิตอันตนอบรมแล้วด้วยสมถภาวนาและ
วิปัสสนาภาวนา. บทว่า สุสํวุเต ได้แก่ มีอินทรีย์อันสำรวมแล้วด้วยดี.
บทว่า อิสิ แปลว่า ดาบส. บทว่า ปณฺฑรสโคตฺโต ได้แก่ ผู้มีโคตร
เสมอด้วยฤาษีนั้น เพราะเกิดในวงศ์แห่งฤาษีชื่อว่า ปัณฑระ. บทว่า
ปุสฺสสวฺหยํ ได้แก่ อันบุคคลพึงเรียกด้วยเสียงว่า ปุสสะ, อธิบายว่า
มีชื่อว่า ปุสสะ. คาถาที่เป็นคำถามของฤาษีนั้น มีดังนี้ :-
ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้ จัก
มีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร กระผม
ถามแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้นแก่กระผมเถิด.