ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 197 (เล่ม 53)

บทว่า คณิกาว วิภูสายํ ได้แก่ เครื่องประดับร่างกายของตน
เหมือนพวกหญิงผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพ.
บทว่า อิสฺสเร ขตฺติยา ยถา ความว่า ประพฤติเป็นเจ้าแห่ง
ตระกูลในความเป็นใหญ่ คือในการแผ่ความเป็นใหญ่ เหมือนกษัตริย์
ทั้งหลาย.
บทว่า เนกติกา ได้แก่ ประกอบในการโกง, คือยินดีในการ
ประกอบของเทียม โดยกระทำสิ่งที่ไม่ใช่แก้วมณีแท้ ให้เป็นแก้วมณี สิ่งที่
ไม่ใช่ทองแท้ ให้เป็นทอง.
บทว่า วญฺจนิกา ได้แก่ ยึดเอาผิด ด้วยการนับโกงเป็นต้น.
บทว่า กูฏสกฺขี ได้แก่ เป็นพยานไม่จริง.
บทว่า อปาฏุกา ได้แก่ เป็นนักเลง อธิบายว่า เป็นผู้มีความ
ประพฤติไม่สำรวม.
บทว่า พหูหิ ปริกปฺเปหิ ได้แก่ ด้วยชนิดแห่งมิจฉาชีพเป็นอันมาก
ตามที่กล่าวแล้ว และอื่น ๆ.
บทว่า เลสกปฺเป ได้แก่ มีกัปปิยะเป็นเลศ คือสมควรแก่กัปปิยะ.
บทว่า ปริยาเย ได้แก่ ในการประกอบการเลียบเคียงในปัจจัย
ทั้งหลาย.
บทว่า ปริกปฺเป ได้แก่ ในการกำหนดมีกำไรเป็นต้น, ในทุกบท
เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่าวิสัยคืออารมณ์.
บทว่า อนุธาวิตา ได้แก่ แส่ไป คือแล่นไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย
มีความมักใหญ่เป็นต้น. มีการเลี้ยงชีวิตเป็นอรรถ คือมีการเลี้ยงชีวิตเป็น
ประโยชน์ ได้แก่มีอาชีพเป็นเหตุ.

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 198 (เล่ม 53)

บทว่า อุปาเยน ได้แก่ ด้วยอุบายมีปริกถาเป็นต้น คือด้วยนัยอัน
จะยังปัจจัยให้เกิดขึ้น.
บทว่า สงฺกฑฺฒนฺติ แปลว่า รวบรวม.
บทว่า อุปฏฺฐาเปนฺติ ปริสํ ความว่า ยังบริษัทให้บำรุงตน คือ
สงเคราะห์บริษัท โดยประการที่บริษัทจะบำรุงตน.
บทว่า กมฺมโต ได้แก่ เพราะเหตุการงาน. จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้น
ให้บริษัทบำรุง เพราะมีการขวนขวายอันจะพึงทำแก่ตนเป็นเหตุ.
บทว่า โน จ ธมฺมโต ความว่า แต่ไม่ให้บำรุงเพราะเหตุแห่งธรรม
อธิบายว่า ไม่สงเคราะห์ด้วยการสงเคราะห์บริษัทผู้ดำรงอยู่ในสภาวะที่จะ
ยกขึ้นกล่าวอวด ซึ่งพระศาสดาทรงอนุญาตไว้.
บทว่า ลาภโต แปลว่า เหตุลาภ, ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในอิจฉาจาร
ว่า มหาชนเมื่อยกย่องอย่างนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นพหูสูต เป็นผู้บอก
เป็นธรรมกถึก จักน้อมนำลาภสักการะมาเพื่อเราดังนี้ จึงแสดงธรรมแก่
คนอื่นเพราะลาภ.
บทว่า โน จ อตฺถโต ความว่า ประโยชน์นั้นใดอันภิกษุผู้กล่าว
พระสัทธรรม ตั้งอยู่ในธรรมมีวิมุตตายตนะเป็นประธานจะพึงได้ ย่อม
ไม่แสดงธรรมมีประโยชน์เกื้อกูล ต่างโดยประโยชน์ปัจจุบันนั้นเป็นต้น
เป็นนิมิต.
บทว่า สงฺฆลาภสฺส ภณฺฑนฺติ ความว่า ย่อมบาดหมางกัน คือ
ย่อมทำการทะเลาะกัน เพราะเหตุลาภสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่า ถึงแก่เรา
ไม่ถึงแก่ท่าน.

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 199 (เล่ม 53)

บทว่า สงฺฆโต ปริพาหิรา ได้แก่ เป็นผู้มีภายนอกจากพระอริย-
สงฆ์ เพราะในพระอริยสงฆ์ไม่มีการทะเลาะกันนั้น.
บทว่า ปรลาโภปชีวนฺตา ความว่า พวกภิกษุผู้การทำความบาด
หมางกัน เลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยลาภของผู้อันนั้น เพราะลาภในพระ-
ศาสนาเกิดขึ้นเฉพาะพระเสขะ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้เป็นคน
อื่นจากพวกอันธพาลปุถุชน หรือลาภที่จะพึงได้จากทายกอื่น ชื่อว่าผู้ไม่
ละอาย เพราะไม่มีการเกลียดบาป ย่อมไม่ละอายใจ แม้ว่า เราบริโภค
ลาภของผู้อื่น, เรามีความเป็นอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น.
บทว่า นานุยุตฺตา ได้แก่ ไม่ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็น
สมณะ.
บทว่า ตถา ได้แก่ เหมือนดังท่านผู้ประพันธ์คาถาเป็นต้น กล่าว
ไว้ในเบื้องต้น.
บทว่า เอเก แปลว่า บางพวก.
บทว่า มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้โล้น เพราะ
เป็นผู้มีผมโล้นอย่างเดียว ผู้มีร่างกายครองจีวร อันได้นามว่า สังฆาฏิ
เพราะอรรถว่า เอาผ้าท่อนเก่ามาติดต่อกัน.
บทว่า สมฺภาวนํเยวิจฺฉนฺติ ลาภสกฺการมุจฺฉิตา ความว่า เป็นผู้
สยบ คือติดด้วยความหวังลาภสักการะ หรือว่าเป็นผู้แต่งคำพูดอันไพเราะ
ว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก ผู้มีวาทะกำจัดกิเลส ผู้สดับตรับฟังมาก และ
ปรารถนา คือแสวงหาการยกย่อง คือการนับถือมากอย่างเดียวเท่านั้นว่า
เป็นพระอริยะ, หาได้ปรารถนาคุณความดี อันมีการยกย่องนั้นเป็นเหตุไม่.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 200 (เล่ม 53)

บทว่า เอวํ ได้แก่ โดยนัยที่กล่าวว่า เพราะความสิ้นไปแห่งกุศล-
ธรรมและปัญญา.
บทว่า นานปฺปยาตมฺหิ ได้แก่ เมื่อธรรมอันเป็นเครื่องทำลายมี
ประการต่าง ๆ ไปร่วมกันคือกระทำร่วมกัน อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสังกิเลส-
ธรรมเริ่มไปด้วยกัน คือดำเนินไปด้วยประการต่าง ๆ.
บทว่า น ทานิ สุกรํ ตถา ความว่า ในบัดนี้ คือในเวลานี้ซึ่งหา
กัลยาณมิตรได้ยาก และหาการฟังพระสัทธรรมอันเป็นสัปปายะได้ยาก ไม่
ใช่ทำได้โดยง่าย คือไม่อาจให้สำเร็จได้ เหมือนเมื่อพระศาสดายังทรง
พระชนม์อยู่ การถูกต้องคือการบรรลุฌานและวิปัสสนา ซึ่งยังไม่ได้ถูก
ต้อง คือยังไม่ได้บรรลุ หรือการอนุรักษ์คือการรักษา โดยประการที่
ธรรมซึ่งได้บรรลุแล้ว ไม่เป็นหานภาคิยะ หรือไม่เป็นฐิติภาคิยะให้เป็น
วิเสสภาคิยะนั้น ทำได้ง่าย ฉะนั้น.
บัดนี้ เพราะใกล้กับเวลาปรินิพพานของตน พระเถระเมื่อจะโอวาท
เพื่อนสพรหมจารีด้วยโอวาทย่อ ๆ จึงกล่าวค่ามีอาทิว่า ยถา กณฺฐกฏฺฐา-
นมฺหิ ดังนี้.
คำนั้นมีอธิบายว่า บุรุษผู้ไม่สวมรองเท้าเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม
ด้วยประโยชน์บางอย่างเท่านั้น เข้าไปตั้งสติว่า หนามอย่าได้คำเราดังนี้
แล้วเที่ยวไป ฉันใด มุนีเมื่อเที่ยวไปในโคจรตามที่สั่งสมหนามคือกิเลสก็
ฉันนั้น เข้าไปทั้งสติประกอบด้วยสติสัมปชัญญะไม่ประมาทเลย พึงเที่ยว
ไป ท่านอธิบายว่า ไม่ละกรรมฐาน.
บทว่า สริตฺวา ปุพฺพเก โยคี เตสํ วตฺตมนุสฺสรํ ความว่า ท่านผู้
ชื่อว่าโยคี เพราะเป็นผู้ประกอบการอบรมโยคะ อันมีในก่อนระลึกถึง

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 201 (เล่ม 53)

ท่านผู้ปรารภวิปัสสนาแล้ว หวนระลึกถึงวัตรของท่านเหล่านั้น คือวิธี
อบรมสัมมาปฏิบัติตามแนวแห่งพระสูตรที่มา ไม่ทอดทิ้งธุระเสียปฏิบัติ
อย่างไร ๆ อยู่.
บทว่า กิญฺจาปิ ปจฺฉิโม กาโล ความว่า แม้ถึงเวลานี้เป็นกาล
สุดท้าย อันมีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว ถึงอย่างนั้น เมื่อปฏิบัติตามธรรม
นั่นแล เจริญวิปัสสนาอยู่ พึงถูกต้องอมตบท คือพึงบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า อิทํ วตฺวา ความว่า ครั้นแล้วกล่าววิธีปฏิบัตินี้ ในการทำ
ให้ผ่องแผ้วจากสังกิเลสตามที่แสดงไว้แล้ว.
ก็คาถาสุดท้ายนี้ พึงทราบว่า ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว
ไว้ เพื่อประกาศการปรินิพพานของพระเถระ.
จบอรรถกถาปาราสริยเถรคาถาที่ ๑๐
จบปรมัตถทีปนี
อรรถกถาเถรคาถา วีสตินิบาต

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 202 (เล่ม 53)

เถรคาถา ติงสนิบาต
๑. ปุสสเถรคาถา
ว่าด้วยในอนาคตภิกษุจักมีความพอใจอย่างไร
[๓๙๕] ฤาษีมีชื่อตามโคตรว่า ปัณฑรสะ ได้เห็นภิกษุเป็นอัน
มากที่น่าเลื่อมใส มีตนอันอบรมแล้ว สำรวมด้วยดี จึง
ได้ถามพระปุสสเถระว่า ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายใน
ศาสนานี้จักมีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร
กระผมถามแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้นแก่กระผมเถิด.
พระปุสสเถระจึงกล่าวตอบด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า
ดูก่อนปัณฑรสฤาษี ขอเชิญฟังคำของอาตมา จงจำ
คำของอาตมาให้ดี อาตมาจะบอกซึ่งข้อความที่ท่านถาม
ถึงอนาคต คือในกาลข้างหน้า ภิกษุเป็นอันมากจักเป็น
คนมักโกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่คุณเท่านี้ หัวดื้อ โอ้-
อวด ริษยา มีวาทะต่าง ๆ กัน จักเป็นผู้มีมานะในธรรม
ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง คิดว่าตื้นในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบา
ไม่เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน ในกาลข้าง
หน้า โทษเป็นอันมากจักเกิดขึ้นในหมู่สัตวโลก ก็เพราะ
ภิกษุทั้งหลายผู้ไร้ปัญญา จักทำธรรมที่พระศาสดาทรง
แสดงแล้วนี้ให้เศร้าหมอง ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว
โวหารจัด แกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้ศึกษา

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 203 (เล่ม 53)

เล่าเรียน ก็จักมีขึ้นในสังฆมณฑล ภิกษุทั้งหลายใน
สังฆมณฑล แม้ที่มีคุณความดี มีโวหารโดยสมควรแก่
เนื้อความ มีความละอายบาป ไม่ต้องการอะไรๆ ก็จักมี
กำลังน้อย ภิกษุทั้งหลายในอนาคตที่ทรามปัญญา ก็จะ
พากันยินดีเงินทอง ไร่นา ที่ดิน แพะ แกะ และคน
ใช้หญิงชาย จักเป็นคนโง่มุ่งแต่จะยกโทษคนอื่น ไม่
ดำรงมั่นอยู่ในศีล ถือตัว โหดร้าย เที่ยวยินดีแต่การ
ทะเลาะวิวาท จักมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรที่ย้อมสีเขียว
แดง เป็นคนลวงโลก กระด้าง เป็นผู้แส่หาแต่ลาภผล
เที่ยวชูเขา คือมานะ ทำตนดั่งพระอริยเจ้าท่องเที่ยวไป
อยู่ เป็นผู้แต่งผมด้วยน้ำมัน ทำให้มีเส้นละเอียด
เหลาะแหละ ใช้ยาหยอดและทาตา มีร่างกายคลุมด้วย
จีวรที่ย้อมด้วยสีงา สัญจรไปตามตรอกน้อยใหญ่ จักพา
กันเกลียดชังผ้าอันย้อมด้วยน้ำฝาด เป็นของไม่น่าเกลียด
พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วยินดียิ่งนัก เป็นธง
ชัยของพระอรหันต์ พอใจแต่ในผ้าขาว ๆ จักเป็นผู้มุ่ง
แต่ลาภผล เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม
เห็นการอยู่ป่าอันสงัดเป็นความลำบาก จักใคร่อยู่ใน
เสนาสนะที่ใกล้บ้าน ภิกษุเหล่าใดยินดีมิจฉาชีพ จักได้
ลาภเสมอๆ จักพากันประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น (เที่ยว
คบหาราชสกุลเป็นต้นเพื่อให้เกิดลาภแก่ตน) ไม่สำรวม

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 204 (เล่ม 53)

อินทรีย์เที่ยวไป อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลายจะ
ไม่บูชาพวกภิกษุที่มีลาภน้อย จักไม่สมคบภิกษุที่เป็นนัก
ปราชญ์มีศีลเป็นที่รัก จักทรงผ้าสีแดง ที่ชนชาวมิลักขะ
ชอบย้อมใช้ พากันติเตียนผ้าอันเป็นธงชัยของตนเสีย
บางพวกก็นุ่งห่มผ้าสีขาวอันเป็นธงของพวกเดียรถีย์ อนึ่ง
ในอนาคตกาล ภิกษุเหล่านั้นจักไม่เคารพในผ้ากาสาวะ
จักไม่พิจารณาในอุบายอันแยบคาย บริโภคผ้ากาสาวะ
เมื่อทุกข์ครอบงำ ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว ก็ไม่พิจารณาโดย
แยบคาย แสดงอาการยุ่งยากในใจออกมา มีแต่เสียง
โอดครวญอย่างใหญ่หลวง เปรียบเหมือนช้างฉัททันต์
ได้เห็นผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ที่นาย
โสณุตระพราน นุ่งห่มไปในคราวนั้น ก็ไม่กล้าทำร้าย
ได้กล่าวคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์มากมายว่า ผู้ใด
ยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งผ้า
กาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใด
คายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง
ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้า
กาสาวะโดยแท้ ผู้ใดมีศีลวิบัติ มีปัญญาทราม ไม่
สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่อย่างเดียว มีจิต
ฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควร ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่ง
ห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 205 (เล่ม 53)

มีใจตั้งมั่น มีความดำริในใจผ่องใส ผู้นั้นสมควรนุ่งห่ม
ผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มี
จิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟูขึ้นเหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควร
จะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น จักควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ
อย่างไร อนึ่ง ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายในอนาคต จัก
เป็นผู้มีจิตใจชั่วร้าย ไม่เอื้อเฟื้อ จักข่มขี่ภิกษุทั้งหลาย
ผู้คงที่ มีเมตตาจิต แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นคนโง่เขลา มี
ปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่
ถึงพระเถระให้ศึกษาการใช้สอยผ้าจีวร ก็จักไม่เชื่อฟัง
พวกภิกษุที่โง่เขลาเหล่านั้น อันพระเถระทั้งหลายให้การ
ศึกษาแล้วเหมือนอย่างนั้น จักไม่เคารพกันและกัน ไม่
เอื้อเฟื้อนายเพระอุปัชฌายาจารย์ จักเป็นเหมือนม้าพิการ
ไม่เอื้อเฟื้อนายสารถีฉะนั้น ในกาลภายหลังแต่ตติย-
สังคายนา ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายในอนาคต จักปฏิบัติ
อย่างนี้.
ครั้นพระปุสสเถระแสดงมหาภัยอันจะบังเกิดขึ้น ในกาลภายหลัง
อย่างนี้แล้ว เมื่อจะให้โอวาทภิกษุที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นอีก จึงได้กล่าว
คาถา ๓ คาถา ความว่า
ภัยอย่างใหญ่หลวงที่จะทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ย่อม
มาในอนาคตอย่างนี้ก่อน ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ว่า
ง่าย จงพูดแต่ถ้อยคำที่สละสลวย มีความเคารพกันและ

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 206 (เล่ม 53)

กัน มีจิตเมตตากรุณาต่อกัน จงสำรวมในศีล ปรารภ
ความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวบากบั่นอย่างมั่นเป็นนิตย์ ขอ
ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาท โดยความเป็นภัย
และจงเห็นความไม่ประมาท โดยความเป็นของปลอดภัย
แล้วจงอบรมอัฏฐังคิกมรรค เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ย่อมจะ
บรรลุนิพพานอันเป็นทางไม่เกิดไม่ตาย.
อรรถกถาติงสนิบาต
อรรถกถาปุสสเถรคาถาที่ ๑
ใน ติงสนิบาต คาถาของ ท่านพระปุสสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
ปาสาทิเก พหู ทิสฺวา ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ท่านพระปุสสเถระแม้นี้ เป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธ-
เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้แล้ว
ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามัณฑลิกะ มีนามว่า ปุสสะ.
เขาถึงความเจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในชั้นที่พวกขัตติยกุมารจะพึง
ได้รับการศึกษา เพราะเขาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย จึงไม่มีใจเกี่ยวข้อง
ในกามคุณทั้งหลาย ได้ฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระรูปหนึ่งแล้ว
ได้มีศรัทธา จึงบวชแล้วเรียนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่ความพระพฤติ
บำเพ็ญภาวนาอยู่เนือง ๆ ทำฌานให้บังเกิดขึ้น เริ่มตั้งวิปัสสนามีฌาน

206