ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 187 (เล่ม 53)

ถ้อยคำที่พระศาสดาทรงติเตียน ภิกษุผู้มีจิตไม่สงบใน
ภายใน พากันเรียนทำแต่ศิลปะที่ไม่ควรทำ มีการ
ประดับร่มเป็นต้น ย่อมไม่หวังประโยชน์ในทางบำเพ็ญ
สมณธรรม. ภิกษุทั้งหลายผู้มุ่งแต่สิ่งของดี ๆ ให้มาก
จึงนำเอาดินเหนียวบ้าง น้ำมันบ้าง จุรณเจิมบ้าง น้ำ
บ้าง ที่นั่งบ้าง อาหารบ้าง ไม้สีฟันบ้าง ผลมะขวิดบ้าง
ดอกไม้บ้าง ของเคี้ยวบ้าง บิณฑบาตบ้าง ผลมะขาม
ป้อมบ้าง ไปให้แก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายพา
กันประกอบเภสัช เหมือนพวกหมอรักษาโรค ทำกิจน้อย
ใหญ่อย่างคฤหัสถ์ ตกแต่งร่างกายเหมือนหญิงแพศยา
ประพฤติตนเหมือนกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ บริโภคอามิสด้วย
อุบายเป็นอันมาก คือทำให้คนหลงเชื่อ หลอกลวง เป็น
พยานโกงตามโรงศาล ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ อย่าง
นักเลง. เที่ยวแส่หา (ปัจจัย) ในการอ้างเลศ การเลียบ
เคียง การปริกัป มีการเลี้ยงชีพเป็นเหตุ ใช้อุบายรบ
รวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก ย่อมยังบริษัทให้บำเรอตน
เพราะเหตุแห่งการงาน แต่มิให้บำรุงโดยธรรม เที่ยว
แสดงธรรมตามถิ่นต่าง ๆ เพราะเหตุแห่งลาภ มิใช่มุ่ง
ประโยชน์. ภิกษุเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่ง
ลาภสงฆ์ เป็นผู้เหินห่างจากอริยสงฆ์ เลี้ยงชีวิตด้วยการ
อาศัยลาภของผู้อื่น ไม่มีหิริ ไม่ละอาย. จริงอย่างนั้น
ภิกษุบางพวกไม่ประพฤติตามสมณธรรมเสียเลย เป็น

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 188 (เล่ม 53)

เพียงคนโล้น คลุมร่างไว้ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น
ปรารถนาแต่ความสรรเสริญถ่ายเดียว มุ่งหวังต่อลาภ
สักการะ. เมื่อธรรมเป็นเครื่องทำลายมีประการต่าง ๆ
เป็นไปอยู่อย่างนี้ การบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ หรือการ
ตามรักษาธรรมที่ได้บรรลุแล้ว ไม่ใช่ทำได้ง่าย เหมือน
เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่. มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไป
ในบ้าน. เหมือนบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้าตั้งสติเที่ยวไป
ในถิ่นที่มีหนามฉะนั้น. พระโยคีเมื่อตามระลึกถึงวิปัสสนา
ที่ปรารภนาแล้วในกาลก่อน ไม่ทอดทิ้งวัตรสำหรับภาวนา-
วิธีเหล่านั้น ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาสุดท้ายภายหลัง ก็จะ
พึงบรรลุอมตบทได้. พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ มี
อินทรีย์อันอบรมแล้ว เป็นพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว ครั้นกล่าววิธีปฏิบัติอย่างนี้
ปรินิพพานในป่าสาลวัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิริยํ อาสิ ภิกฺขูนํ ความว่า เมื่อ
พระโลกนาถ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ยังทรงดำรงอยู่
คือยังทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุทั้งหลายได้มีอิริยะคือความประพฤติโดย
อย่างอื่น คือโดยประการอื่นจากการปฏิบัติในบัดเดี๋ยวนี้ เพราะยังปฏิบัติ
ตามที่ทรงพร่ำสอน.
บทว่า อญฺญถา ทานิ ทิสฺสติ มีอธิบายว่า แต่บัดนี้ ความ
ประพฤติของภิกษุทั้งหลายปรากฏโดยประการอื่นจากนั้น เพราะไม่ปฏิบัติ
ตามความเป็นจริง.

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 189 (เล่ม 53)

บัดนี้ เพื่อจะแสดงอาการที่ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติ อย่างเมื่อพระศาสดา
ทรงประพฤติอยู่ก่อนนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เพียงป้องกันความหนาว
และลม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺตฏฺฐิยํ ความว่า การป้องกันหนาว
และลมนั้นเป็นประมาณ คือเป็นประโยชน์. ภิกษุทั้งหลายใช้สอยจีวร
กระทำให้เป็นเพียงป้องกันความหนาวและลมเท่านั้น คือเพียงปกปิดอวัยวะ
ที่ให้เกิดความละอายเท่านั้น. อย่างไร ? คือเป็นผู้สันโดษปัจจัยตามมีตาม
ได้ คือถึงความสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้ คือตามที่ได้ จะเลวหรือ
ประณีตก็ตาม.
บทว่า ปณีตํ ได้แก่ ดียิ่ง คือระคนด้วยเนยใสเป็นต้น, ชื่อว่า
เศร้าหมอง เพราะไม่มีความประณีตนั้น.
บทว่า อปฺปํ ได้แก่ เพียง ๔-๕ คำเท่านั้น.
บทว่า พหุํ ยาปนตฺถํ อภุญฺชึสุ ได้แก่ แม้เมื่อจะฉันอาหารมากอัน
ประณีต ก็ฉันอาหารเพียงยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น. กว่านั้นไปก็ไม่ยินดี
คือไม่ถึงกับยินดี. ไม่สยบ คือไม่พัวพันบริโภค เหมือนเจ้าของเกวียน
ใช้น้ำมันหยอดเพลา และเหมือนคนมีบาดแผลใช้ยาทาแผลฉะนั้น.
บทว่า ชีวิตานิ ปริกฺขาเร เภสชฺเช อถ ปจฺจเย ได้แก่ ปัจจัย
คือคิลานปัจจัย กล่าวคือเภสัชอันเป็นบริขารเพื่อให้ชีวิตดำเนินไป.
บทว่า ยถา เต ความว่า ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนนั้น เป็นผู้
ขวนขวาย คือเป็นผู้ประกอบในความสิ้นอาสวะฉันใด ภิกษุทั้งหลาย
เหล่านั้นก็ฉันนั้น แม้ถูกโรคครอบงำ ก็ไม่เป็นผู้ขวนขวายมากเกินไปใน
คิลานปัจจัย.

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 190 (เล่ม 53)

บทว่า ตปฺปรายณา ได้แก่ มุ่งในวิเวก น้อมไปในวิเวก. พระ-
เถระเมื่อแสดงสันโดษในปัจจัย ๔ และความยินดียิ่งในภาวนาด้วยคาถา ๔
คาถาอย่างนี้แล้ว จึงแสดงอริยวังสปฏิปทาของภิกษุเหล่านั้น.
บทว่า นีจา ได้แก่ เป็นผู้มีความประพฤติต่ำ โดยไม่กระทำการยก
ตนข่มผู้อื่นว่า เราถือบังสุกุลเป็นวัตร คือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อธิบายว่า
เป็นผู้มีปกติประพฤติถ่อมตน.
บทว่า นิวฏฺฐา ได้แก่ มีศรัทธาตั้งมั่นในพระศาสนา.
บทว่า สุภรา ได้แก่ เป็นผู้เลี้ยงง่าย โดยความเป็นผู้มักน้อย
เป็นต้น.
บทว่า มุทู ได้แก่ เป็นผู้อ่อนโยนในการประพฤติวัตร และใน
พรหมจรรย์ทั้งสิ้น คือเป็นผู้ควรในการประกอบให้วิเศษดุจทองคำที่หล่อ
หลอมไว้ดีแล้วฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มุทู ได้แก่ เป็นผู้ไม่สยิ้วหน้า คือเป็นผู้เงย
หน้า มีหน้าเบิกบานประพฤติปฏิสันถาร ท่านอธิบายว่า เป็นผู้นำความสุข
มาให้ ดุจท่าดีฉะนั้น.
บทว่า อถทฺธมานสา ได้แก่ ผู้มีจิตไม่แข็ง, ด้วยบทนั้น ท่าน
กล่าวถึงความเป็นผู้ว่าง่าย.
บทว่า อพฺยเสก ได้แก่ ผู้เว้นจากการถูกกิเลสรั่วรด เพราะไม่มี
ความอยู่ปราศจากสติ อธิบายว่า ผู้ไม่ถูกตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ทำให้
นุงนังในระหว่าง ๆ.
บทว่า อมุขรา แปลว่า ไม่เป็นคนปากกล้า, อีกอย่างหนึ่ง ความว่า
ไม่เป็นคนปากแข็ง คือเว้นจากความคะนองทางวาจา.

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 191 (เล่ม 53)

บทว่า อตฺถจินฺตาวสานุคา ได้แก่ เป็นผู้คล้อยตามอำนาจความคิดอัน
เป็นประโยชน์ คือเป็นไปในอำนาจความคิดที่มีประโยชน์ ได้แก่เป็นผู้
ปริวรรตตามความคิดที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่นเท่านั้น.
บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุนั้น คือเหตุมีการประพฤติต่ำ
เป็นต้น.
บทว่า ปาสาทิกํ ได้แก่ อันยังให้เกิดความเลื่อมใส คือนำความ
เลื่อมใสมาให้แก่ผู้ที่ได้เห็นและได้ยินการปฏิบัติ.
บทว่า คตํ ได้แก่ การไป มีการก้าวไป ถอยกลับและการเลี้ยวไป
เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คตํ ได้แก่ ความเป็นไปทางกายและ
วาจา.
บทว่า ภุตฺตํ ได้แก่ การบริโภคปัจจัย ๔.
บทว่า นิเสวิตํ ได้แก่ การซ่องเสพโคจร.
บทว่า สินิทฺธา เตลธาราว ความว่า สายธารน้ำมันที่คนฉลาดเท
ราดไม่หวนกลับ ไหลไม่ขาดสาย เป็นสายธารติดกันกลมกลืนน่าดูน่าชื่น
ชมใจ ฉันใด อิริยาบถของภิกษุเหล่านั้นผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาท ย่อมเป็น
อิริยาบถไม่ขาดช่วง ละมุนละม่อม สละสลวยน่าดู น่าเลื่อมใส ฉันนั้น.
บทว่า มหาฌายี ความว่า ชื่อว่าผู้เพ่งฌานใหญ่ เพราะมีปกติเพ่ง
ด้วยฌานทั้งหลายอันยิ่งใหญ่ หรือเพ่งพระนิพพานใหญ่. เพราะเหตุนั้น
แหละ จึงเป็นผู้มีประโยชน์เกื้อกูลใหญ่ อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วย
ประโยชน์เกื้อกูลมาก.
บทว่า เต เถรา ความว่า บัดนี้ พระเถระทั้งหลายผู้มุ่งการปฏิบัติ
มีประการดังกล่าวแล้วนั้น พากันปรินิพพานเสียแล้ว.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 192 (เล่ม 53)

บทว่า ปริตฺตา ทานิ ตาทิสา ความว่า บัดนี้ คือในกาลสุดท้าย
ภายหลัง พระเถระทั้งหลายผู้เช่นนั้น คือผู้เห็นปานนั้นมีน้อย ท่านกล่าว
อธิบายว่า มีเล็กน้อยทีเดียว.
บทว่า กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษอันเป็นเครื่อง
อุดหนุนแก่วิโมกข์ อันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน.
บทว่า ปญฺญาย จ ได้แก่ และแห่งปัญญาเห็นปานนั้น.
บทว่า ปริกฺขยา ได้แก่ เพราะไม่มี คือเพราะไม่เกิดขึ้น. จริงอยู่
ในที่นี้ แม้ปัญญาก็พึงเป็นธรรมไม่มีโทษโดยแท้ แต่ถึงกระนั้น เพื่อจะ
แสดงว่าปัญญามีอุปการะมาก จึงถือเอาปัญญานั้นเป็นคนละส่วน เหมือน
คำว่า ปุญฺญญาณสมฺภารา เป็นธรรมอุดหนุนบุญและญาณฉะนั้น.
บทว่า สพฺพาการวรูเปตํ ความว่า คำสอนของพระผู้มีพระภาค-
ชินเจ้า อันประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งหมด คือด้วยความวิเศษ
แต่ละประการ จะเสื่อมคือพินาศไป.
ด้วยบทว่า ปาปกานญฺจ ธมฺมานํ กิเลสานญฺจ โย อุตุ เอาคำที่
เหลือมาเชื่อมความว่า ฤดูคือกาลแห่งบาปธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น และ
แห่งกิเลสมีโลภะเป็นต้นนี้นั้น ย่อมเป็นไป.
บทว่า อุปฏฺฐิตา วิเวกาย เย จ สทฺธมฺมเสสกา ความว่า ก็ใน
กาลเห็นปานนี้ ภิกษุเหล่าใด เข้าไปตั้ง คือปรารภความเพียรเพื่อต้องการ
กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก และภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีพระ-
สัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้:-
ภิกษุทั้งหลายแม้เป็นผู้มีศีล และอาจาระอันบริสุทธิ์ก็มีอยู่ แต่บัดนี้
ภิกษุบางพวกยังบุรพกิจมีอาทิอย่างนี้ให้ถึงพร้อม คือทำอิริยาบถให้ดำรง

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 193 (เล่ม 53)

อยู่ด้วยดี บำเพ็ญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ตัดปลิโพธใหญ่ ตัด
ปลิโพธเล็ก ๆ น้อย ๆ จำเริญภาวนาเนือง ๆ อยู่ ภิกษุเหล่านั้นยังมีพระ-
สัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ ย่อมไม่อาจทำข้อปฏิบัติให้ถึงที่สุดได้.
บทว่า เต กิเลสา ปวฑฺฒนฺตา ความว่า ก็ในกาลนั้น กิเลสเหล่าใด
ถึงความสิ้นไปจากบุตรอันเกิดแต่พระอุระของพระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้
กิเลสเหล่านั้นได้โอกาส จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในหมู่ภิกษุ.
บทว่า อาวิสนฺติ พหุํ ชนํ ความว่า ครอบงำชนผู้บอดเขลา ผู้งด
เว้นกัลยาณมิตร ผู้มากไปด้วยการใส่ใจอันไม่แยบคาย กระทำไม่ให้มี
อำนาจอยู่ คือเข้าไปถึงสันดาน. ก็ภิกษุเหล่านั้นผู้เป็นแล้วอย่างนั้น เหมือน
จะเล่นกับคนพวก ดังคนถูกปีศาจเข้าสิงทำให้เป็นบ้า เพ้อคลั่งอยู่ฉะนั้น
คือว่า คนผู้มีปกติชอบเล่นครอบงำคนบ้าผู้เว้นจากสักการะรากษส ทำคน
บ้าเหล่านั้นให้ถึงความวิบัติ จึงเล่นกับคนบ้าเหล่านั้น ชื่อฉันใด กิเลส
ทั้งหลายเหล่านั้นก็ฉันนั้น ครอบงำพวกภิกษุอันธพาลผู้เว้นจากความ
เคารพในพระพุทธเจ้า ยังความฉิบหายชนิดที่เป็นไปในปัจจุบันเป็นต้น
ให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุเหล่านั้น เหมือนดังจะเล่นกับภิกษุเหล่านั้น อธิบายว่า
ทำเป็นเหมือนเล่น.
บทว่า เตน เตน ได้แก่ โดยส่วนของอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า วิธาวิตา แปลว่า แล่นไปผิดรูป คือปฏิบัติโดยไม่สมควร.
บทว่า กิเลสวตฺถูสุ ความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน เป็นกิเลส, กิเลส
นั่นแหละเป็นกิเลสวัตถุ เพราะเป็นเหตุแห่งกิเลสทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายหลัง.
ในกิเลสและกิเลสวัตถุเหล่านั้นที่ร่วมกัน.
บทว่า สสงฺคาเมว โฆสิเต ความว่า การโปรยทรัพย์มีเงินทอง

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 194 (เล่ม 53)

แก้วมณี และแก้วมุกดาเป็นต้นแล้ว แล้วโฆษณาให้อยากได้อย่างนี้ว่า
เงินและทองเป็นต้นใด ๆ อยู่ในมือของคนใด ๆ เงินและทองเป็นต้นนั้น ๆ
จงเป็นของคนนั้น ๆ เถิด ดังนี้ ชื่อว่าการโฆษณาที่มีการสงคราม. ใน
ข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ :-
ภิกษุปุถุชนผู้เป็นคนพาลทั้งหลายนั้น ถูกกิเลสนั้น ๆ ครอบงำ แล่น
ไป คือถึงการอยู่ตามส่วนแห่งอารมณ์นั้น ๆ ในกิเลสและกิเลสวัตถุทั้งหลาย
เหมือนในสถานที่มีสงคราม อันมารผู้มีกิเลสเป็นเสนาบดีโฆษณาว่า กิเลส
ตัวใด ๆ จับสัตว์ใด ๆ ครอบงำได้ สัตว์นั้นๆ จงเป็นของกิเลสตัวนั้น ๆ.
เพื่อเลี่ยงคำถามที่ว่า ภิกษุเหล่านั้นแล่นไปอย่างนี้ ย่อมกระทำ
อะไร ? จึงเฉลยว่า พากันละทิ้งพระสัทธรรม ทำการทะเลาะกัน
แลกัน.
คำนั้นมีอธิบายว่า ละทิ้งปฏิบัติสัทธรรมเสียแล้วทะเลาะ คือทำการ
ทะเลาะกันแลกัน เพราะมีเกสรคืออามิสเป็นเหตุ.
บทว่า ทิฏฺฐิคตานิ ความว่า เป็นไปตาม คือไปตามทิฏฐิ คือการ
ยึดถือผิดมีอาทิอย่างนี้ว่า มีเพียงวิญญาณเท่านั้น รูปธรรมไม่มี และว่า
ชื่อว่าบุคคลโดยปรมัตถ์ไม่มีฉันใด แม้สภาวธรรมทั้งหลายก็ฉันนั้น ว่าโดย
ปรมัตถ์ย่อมไม่มี มีเพียงโวหารคือชื่อเท่านั้น ย่อมสำคัญว่า นี้ประเสริฐ
คือสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ อย่างอื่นผิด.
บทว่า นิคฺคตา แปลว่า ออกจากเรือน.
บทว่า กฏจฺฉุภิกฺขเหตฺปิ แปลว่า แม้มีภิกษาหารเพียงทัพพีเดียว
เป็นเหตุ. ภิกษุทั้งหลายย่อมซ่องเสพ คือกระทำสิ่งที่มิใช่กิจ คือกรรมที่

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 195 (เล่ม 53)

บรรพชิตไม่การทำแก่คฤหัสถ์ผู้ให้ภิกษาหารนั้น ด้วยอำนาจการระคนอัน
ไม่สมควร.
บทว่า อุทราวเทหกํ ภุตฺวา ความว่า ไม่คิดถึงคำที่กล่าวว่า เป็นผู้มี
ท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ กลับบริโภคจนเต็มท้อง.
บทว่า สยนฺตุตฺตานเสยฺยกา ความว่า ไม่ระลึกถึงวิธีที่กล่าวไว้ว่า
สำเร็จสีหไสยา การนอนอย่างราชสีห์ โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อม
เท้า มีสติสัมปชัญญะ กลับเป็นผู้นอนหงาย.
ด้วยบทว่า ยา กถา สตฺถุ ครหิตา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาเดียรัจฉาน-
กถา มีกถาว่าด้วยพระราชาเป็นต้น.
บทว่า สพฺพการุกสิปฺปานิ ได้แก่ หัตถศิลปทั้งหลายมีการทำพัด
ใบตาล สำหรับพัดเวลาฉันภัตเป็นต้น อันนักศิลปมีพวกแพศย์เป็นต้น
จะพึงกระทำ.
บทว่า จิตฺตึ กตฺวาน แปลว่า กระทำโดยความเคารพ คือโดยมี
ความเอื้อเฟื้อ.
บทว่า อวูปสนฺตา อชฺฌตฺตํ ความว่า ชื่อว่าผู้ไม่สงบในภายใน
เพราะไม่มีความสงบระงับกิเลส และเพราะไม่มีความตั้งใจมั่นแม้เพียงชั่ว
ขณะรีดนม อธิบายว่า มีจิตไม่สงบระงับ.
บทว่า สามญฺญตฺโถ ได้แก่ สมณธรรม.
บทว่า อติอจฺฉติ ได้แก่ นั่งแยกกัน โดยไม่ถูกต้องแม้แต่เอกเทศ
ส่วนหนึ่ง เพราะเป็นผู้ขวนขวายกิจเกี่ยวกับอาชีพแก่คฤหัสถ์เหล่านั้น ท่าน
อธิบายไว้ว่า ไม่ติดชิดกัน.
บทว่า มตฺติกํ ได้แก่ ดินตามปกติ หรือดิน ๕ สี ที่ควรแก่การ
ประกอบกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย.

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 196 (เล่ม 53)

บทว่า เตลจุณฺณญฺจ ได้แก่ น้ำมันและจุรณ ตามปกติ หรือที่
ปรุงแต่ง.
บทว่า อุทกาสนโภชนํ ได้แก่ น้ำ อาสนะ และโภชนะ.
บทว่า อากงฺขนฺตา พหุตฺตรํ ความว่า ผู้หวังบิณฑบาตเป็นต้นที่ดีๆ
มากมาย จึงมอบให้แก่พวกคฤหัสถ์ ด้วยความประสงค์ว่า เมื่อพวกเรา
ให้ดินเหนียวเป็นต้น มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีการคบหากันเป็นหลักเป็นฐาน
จักให้จตุปัจจัยที่ดี ๆ มาก.
ชื่อว่าไม้ชำระฟัน เพราะเป็นเครื่องชำระฟัน คือทำฟันให้บริสุทธิ์
ได้แก่ไม้สีฟัน.
บทว่า กปิตฺถํ แปลว่า ผลมะขวิด.
บทว่า ปุปฺผํ ได้แก่ ดอกไม้มีดอกมะลิ และดอกจำปาเป็นต้น.
บทว่า ขาทนียานิ ได้แก่ ของเคี้ยวพิเศษทั้ง ๑๘ ชนิด.
บทว่า ปิณฺฑปาเต จ สมฺปนฺเน ได้แก่ ข้าวสุกพิเศษที่ประกอบ
ด้วยกับข้าวเป็นต้น.
ก็ด้วยศัพท์ว่า อมฺเพ อามลกานิ จ ท่านสงเคราะห์เอาผลมะงั่ว
ผลตาล และผลมะพร้าวเป็นต้นที่มิได้กล่าวไว้ด้วย จ ศัพท์ ในทุก ๆ บท
มีวาจาประกอบความว่า หวังของดี ๆ มาก จึงน้อมเข้าไปให้แก่คฤหัสถ์.
บทว่า เภสชฺเชสุ ยถา เวชฺชา อธิบายว่า พวกภิกษุปฏิบัติเหมือน
หมอทั้งหลาย ผู้ทำการประกอบเภสัชแก่พวกคฤหัสถ์.
บทว่า กิจฺจากิจฺเจ ยถา คิหี ความว่า กระทำกิจน้อยใหญ่แก่
พวกคฤหัสถ์ เหมือนคฤหัสถ์ทั้งหลาย.

196