ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 177 (เล่ม 53)

บทว่า อนฺนภาโร ปุเร ได้แก่ ผู้มีนามอย่างนี้ในชาติก่อน.
บทว่า ฆาสหารโก ได้แก่ ผู้การทำการรับจ้างเพื่อต้องการเพียงอาหาร
เลี้ยงชีวีต.
บทว่า สมณํ ได้แก่ ผู้มีบาปสงบแล้ว.
บทว่า ปฏิปาเหสิ ได้แก่ มอบถวายเฉพาะหน้า, อธิบายว่า
เป็นผู้มีหน้าเฉพาะะด้วยความเลื่อมใส ได้ให้ทานอาหาร.
บทว่า อุปริฏฺฐํ ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีนามอย่างนั้น.
บทว่า ยสสฺสินํ ได้แก่ ผู้มีเกียรติ คือมียศปรากฏ. ด้วยคาถานี้ พระ-
เถระแสดงถึงบุรพกรรมของตน ซึ่งเป็นเหตุให้ได้สมบัติอันยิ่งใหญ่ จน
กระทั่งอัตภาพสุดท้าย . ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เรานั้นเกิด
ในศากยตระกูล.
บทว่า อิโต สตฺต ความว่า จุติจากมนุษยโลกนี้ แล้วเป็นเทพ
๗ ครั้ง ด้วยความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ในเทวโลก.
บทว่า ตโต สตฺต ความว่า จุติจากเทวโลกนั้นแล้วเป็น ๗ ครั้ง
โดยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษยโลก.
บทว่า สํสารานิ จตุทฺทส ได้แก่ ท่องเที่ยวไปในระหว่างภพ
๑๔ ครั้ง.
บทว่า นิวาสมภิชานิสฺสํ แปลว่า ได้รู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในชาติ
ก่อน.
บทว่า เทวโลเก  ิโต ตทา ความว่า ก็เราได้รู้ขันธ์ที่เคยอาศัย
อยู่ในกาลก่อนนั้น ในอัตภาพนี้เท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ ในคราวที่
ดำรงอยู่ในเทวโลก ในอัตภาพที่ล่วงมาติดต่อกับอัตภาพนี้ เราก็ได้รู้.

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 178 (เล่ม 53)

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงอาการที่ตนได้ทิพจักษุญาณและจุตูป-
ปาตญาณ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า ปญฺจงฺคิเก สมาธิ
ประกอบด้วยองค์ ๕.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจงฺคิเก สมาธิมฺหิ ได้แก่ สมาธิ
ในจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา, จริงอยู่ จตุตถฌานสมาธินั้น
ท่านเรียกว่า สมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ เพราะประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้
คือความแผ่ไปแห่งปีติ ความแผ่ไปแห่งสุข ความแผ่ไปแห่งใจ ความ
แผ่ไปแห่งอาโลกแสงสว่าง และปัจจเวกขณนิมิต นิมิตสำหรับเป็นเครื่อง
พิจารณา.
บทว่า สนฺเต ความว่า ชื่อว่าสงบ เพราะสงบระงับข้าศึก และ
เพราะมีองค์สงบแล้ว.
บทว่า เอโกทิภาวิเต ได้แก่ ถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น อธิบาย
ว่า ถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมที่พระพฤติดีแล้ว.
บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺธมฺหิ แปลว่า ได้ความสงบระงับกิเลส
ทั้งหลาย.
บทว่า ทิพฺพจกฺขุ วิสุชฺฌิ เม ความว่า เมื่อสมาธิมีประการ
อย่างนี้พรั่งพร้อมแล้ว ทิพจักษุญาณของเราจึงบริสุทธิ์ คือได้เป็นทิพ-
จักษุญาณอันหมดจด โดยความหลุดพ้นจากอุปกิเลส ๑๑ ประการ.
บทว่า จุตูปปาตํ ชานานิ ความว่า เรารู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์
ทั้งหลาย, ก็เมื่อรู้ย่อมรู้การมาและการไปของสัตว์ทั้งหลายว่า สัตว์เหล่านี้
มาจากโลกโน้นแล้วอุปบัติในโลกนี้ และไปจากโลกนี้แล้วอุปบัติในโลก
โน้น และเมื่อรู้นั่นแหละ ย่อมรู้ได้ก่อนกว่าอุปบัติถึงความเป็นอย่างนี้

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 179 (เล่ม 53)

คือความเป็นมนุษย์ของสัตว์เหล่านั้น และความเป็นประการอื่นจากความ
เป็นมนุษย์นั้น และความเป็นเดียรัจฉานโดยประการอื่น. พระเถระเมื่อ
จะแสดงว่า ความรู้นี้นั้นแม้ทั้งหมดย่อมมี ในเมื่อสมาธิอันประกอบด้วย
องค์ ๕ ถึงพร้อม จึงกล่าวว่า ดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕.
ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราเป็นผู้ดำรงคือประดิษฐานอยู่ในฌานอันประกอบ
ด้วยองค์ ๕ นั้น จึงรู้อย่างนี้.
พระเถระครั้นแสดงวิชชา ๓ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงวิชชาที่ ๓
พร้อมทั้งความสำเร็จแห่งกิจ แม้ที่ได้แสดงไว้แล้วในครั้งก่อน โดย
ประสงค์เอาวิชชา ๓ นั้น จงกล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า พระ-
ศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชฺชีนํ เวฬุวคาเม ได้แก่ ในเวฬุว-
คามแห่งแคว้นวัชชี คือในเวฬุวคามซึ่งเป็นที่เข้าจำพรรษาครั้งสุดท้าย
ในแคว้นวัชชี. บทว่า เหฏฺฐโต เวฬุคุมฺพสฺมึ ได้แก่ ในภายใต้พุ่มไผ่
พุ่มหนึ่งในเวฬุวคามนั้น. บทว่า นิพฺพายิสฺสํ แปลว่า เราจักนิพพาน
อธิบายว่า เราจักปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
จบอรรถกถาอนุรุทธเถรคาถาที่ ๙

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 180 (เล่ม 53)

๑๐. ปาราสริยเถรคาถา
ว่าด้วยความประพฤติของภิกษุเมื่อก่อนอย่างหนึ่งขณะนี้อย่างหนึ่ง
[๓๙๔] พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ ผู้มีจิตแน่วแน่เป็น
อารมณ์เดียว ชอบสงัด เจริญฌาน นั่งอยู่ในป่าใหญ่
มีดอกไม้บานสะพรั่ง ได้มีความคิดว่า เมื่อพระผู้เป็นอุดม
บุรุษเป็นนาถะของโลก ยังทรงพระชนม์อยู่ ความประ-
พฤติของภิกษุทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จ
ปรินิพพานไปแล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง คือภิกษุ
ทั้งหลายแต่ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้
นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล ก็เพียงเพื่อจะป้องกันความหนาว
และลม และปกปิดความละอายเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายแต่
ปางก่อน ขบฉันอาหารประณีตก็ตาม เศร้าหมองก็ตาม
น้อยก็ตาม มากก็ตาม ก็เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น
ไม่ติดไม่พัวพันเลย. ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน (แม้จะถูก
ความเจ็บไข้ครอบงำ) ไม่ขวนขวายหาเภสัชปัจจัยอันเป็น
บริขารแห่งชีวิต เหมือนการขวนขวายหาความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นขวนขวายพอกพูนวิเวก มุ่ง
แต่เรื่องวิเวก อยู่ในป่า โคนไม้ ซอกเขาและถ้ำเท่านั้น
ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนเป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น
เลี้ยงง่าย อ่อนโยน มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ถูกกิเลส
รั่วรด ปากไม่ร้าย เปลี่ยนแปลงตามความคิดอันเป็น

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 181 (เล่ม 53)

ประโยชน์ของตนแลผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน
เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ การ
บริโภคปัจจัย การซ่องเสพโคจร และมีอิริยาบถละมุน
ละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใส เหมือนสายน้ำมันไหล
ออกไม่ขาดสายฉะนั้น บัดนี้ ท่านเหล่านั้น สิ้นอาสวะ
ทั้งปวงแล้ว มักเจริญฌานเป็นอันมาก ประกอบแล้วด้วย
ฌานใหญ่ เป็นพระเถระผู้มั่นคงพากันนิพพานไปเสีย
หมดแล้ว บัดนี้ ท่านเช่นนั้นเหลืออยู่น้อยเต็มที. เพราะ
ความสิ้นไปแห่งกุศลธรรมและปัญญา คำสั่งสอนของ
พระชินเจ้า อันประกอบแล้วด้วยอาการอันประเสริฐทุก
อย่าง จะสิ้นไปในเวลาที่ธรรมทั้งหลายอันลามก และ
กิเลสทั้งหลายเป็นไปอยู่. ภิกษุเหล่าใดปรารถนาความ
เพียรเพื่อความสงัด ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีพระสัท-
ธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ กิเลสเหล่านี้เจริญงอกงาม
ขึ้น ย่อมครอบงำคนเป็นอันมากไว้ในอำนาจ ดังจะเล่น
กับพวกคนพาล เหมือนปิศาจเข้าสิงทำคนให้เป็นบ้า เพ้อ
คลั่งอยู่ฉะนั้น นรชนเหล่านั้นถูกกิเลสครอบงำ ท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ ตามส่วนแห่งอารมณ์นั้น ๆ ในกิเลสวัตถุ ดุจ
ในการโฆษณาที่มีสงครามฉะนั้น. พากันละทิ้งพระสัท-
ธรรม ทำการทะเลาะซึ่งกันและกัน ยึดถือตามความเห็น
ของตน สำคัญสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ นรชนทั้งหลายที่ละ
ทิ้งทรัพย์สมบัติ บุตรและภรรยา ออกบวชแล้ว พากันทำ

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 182 (เล่ม 53)

กรรมที่ไม่ควรทำ แม้เพราะเหตุแห่งภิกษาหารเพียงทัพพี
เดียว ภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหารเต็มอิ่มแล้ว ถึงเวลานอน
ที่นอนหงาย ตื่นแล้วก็กล่าวแต่ถ้อยคำที่พระศาสดาทรงติ
เตียน ภิกษุผู้มีจิตไม่สงบในภายใน พากันเรียนทำแต่
ศิลปะที่ไม่ควรทำ มีการประดับร่มเป็นต้น ย่อมไม่หวัง
ประโยชน์ในทางบำเพ็ญสมณธรรมเสียเลย ภิกษุทั้งหลาย
ผู้มุ่งแต่สิ่งของดี ๆ ให้มาก จึงนำเอาดินเหนียวบ้าง น้ำมัน
บ้าง จุรณเจิมบ้าง น้ำบ้าง ที่นั่งที่นอนบ้าง อาหารบ้าง ไม่
สีฟันบ้าง ผลมะขวิดบ้าง ดอกไม้บ้าง ของควรเคี้ยว
บ้าง บิณฑบาตบ้าง ผลมะขามป้อมบ้าง ไปให้แก่
คฤหัสถ์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพากันประกอบเภสัช
เหมือนพวกหมอรักษาโรค ทำกิจน้อยใหญ่อย่างคฤหัสถ์
ตบแต่งร่างกายเหมือนหญิงแพศยา ประพฤติตนเหมือน
กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่. บริโภคอามิสด้วยอุบายเป็นอันมาก
คือทำให้คนหลงเชื่อ หลอกลวง เป็นพยานโกงตามโรง
ศาล ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ อย่างนักเลง. เที่ยวแส่หา
ในการอ้างเลศ การพูดเลียบเคียง การพูดปริกัป มีการ
เลี้ยงชีพเป็นเหตุ ใช้อุบายรวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก.
ย่อมยังบริษัทให้บำรุงตนเพราะเหตุแห่งการงาน แต่มิให้
บำรุงโดยธรรม เที่ยวแสดงธรรมตามถิ่นต่าง ๆ เพราะ
เหตุแห่งลาภ มิใช่เพราะนุ่งประโยชน์ ภิกษุเหล่านั้น
ทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่งลาภสงฆ์ เป็นผู้เหินห่าง

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 183 (เล่ม 53)

จากอริยสงฆ์ เลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยลาภของผู้อื่น ไม่มี
หิริ ไม่ละอาย จริงอย่างนั้น ภิกษุบางพวกไม่ประพฤติ
ตามสมณธรรมเสียเลย เป็นเพียงคนโล้น คลุมร่างไว้
ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ปรารถนาแต่การสรรเสริญ
ถ่ายเดียว มุ่งหวังแต่ลาภและสักการะ เมื่อธรรมเป็น
เครื่องทำลายมีประการต่าง ๆ เป็นไปอยู่อย่างนี้ การ
บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือการตามรักษาธรรมที่ได้
บรรลุแล้ว ไม่ใช่ทำได้ง่าย เหมือนเมื่อพระศาสดายัง
ทรงพระชนม์อยู่ มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้าน เหมือน
กับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม
ฉะนั้น พระโยคีเมื่อตามระลึกถึงวิปัสสนาที่ปรารภแล้ว
ในกาลก่อน ไม่ทอดทิ้งวัตรสำหรับภาวนาวิธีเหล่านั้นเสีย
ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาสุดท้ายภายหลัง ก็พึงบรรลุอมตบท
ได้ พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะมีอินทรีย์อันอบรม
แล้ว เป็นพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีภพใหม่
สิ้นไปแล้ว ครั้นกล่าววิธีปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ปรินิพพาน
ในสาลวัน.
จบปาราสริยเถรคาถา
รวมพระเถระ
ในวีสตินิบาตนี้ พระเถระ ๑๐ รูปนี้ คือ พระอธิมุตตเถระ ๑
พระปาราสริยเถระ ๑ พระเตลุถามิเถระ ๑ พระรัฐปาลเถระ ๑ พระ-
มาลุงกยปุตตเถระ ๑ พระเสลเถระ ๑ พระภัททิยถาลิโคธาปุตตเถระ ๑

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 184 (เล่ม 53)

พระองคุลิมาลเถระ ๑ พระอนุรุทธเถระ ๑ พระปาราสริยเถระ ๑
ประกาศคาถาไว้ดีเรียบร้อยแล้ว รวมคาถาไว้ ๒๔๕ คาถา.
จบวีสตินิบาต
อรรถกถาปาราสริยเถรคาถาที่ ๑๐๑
คาถาของพระปาราสริยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สมณสฺส อหุ จินฺตา
ดังนี้. เรื่องของพระเถระนี้ มาแล้วในหนหลังทีเดียว และเมื่อพระศาสดา
ยังทรงพระชนม์อยู่ ในเวลาที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ ท่านได้กล่าวคาถานั้น
โดยประกาศความคิดในการข่มอินทรีย์ทั้งหลายอันมีใจเป็นที่ ๖. แต่ใน
กาลต่อมา เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว และเมื่อการปรินิพพานของตน
ปรากฏขึ้น จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยอำนาจการประกาศข้อปฏิบัติธรรม
เบื้องสูง แก่ภิกษุทั้งหลายในกาลนั้น และในกาลต่อไป. ในข้อนั้น
พระสังคีติกาจารย์ ได้ตั้งคาถานี้ไว้ว่า
พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ ผู้มีจิตแน่วแน่มี
อารมณ์เป็นอันเดียว ชอบสงัด มีปกติเพ่งฌาน นั่งอยู่
ในป่าใหญ่มีดอกไม้บานสะพรั่ง ได้มีความคิดว่า ฯลฯ ดังนี้.
เนื้อความแห่งคำเป็นคาถานั้น มีนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแล.
ส่วนเนื้อความที่เกี่ยวเนื่องกันมีดังต่อไปนี้ :- เมื่อพระศาสดา พระ-
อัครสาวก พระมหาเถระบางพวก ได้ปรินิพพานไปแล้ว เมื่อภิกษุ
ทั้งหลายผู้ว่าง่ายผู้ใครต่อการศึกษา หาได้ยาก และภิกษุทั้งหลายผู้ว่ายาก
มากไปด้วยการปฏิบัติผิดเกิดขึ้นในพระธรรมวินัย ซึ่งมีพระศาสดาล่วงไป
๑. อรรถกถาปาราปริกเถรคาถา.

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 185 (เล่ม 53)

แล้ว พระปาราสริยเถระ ผู้ชื่อว่าสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว ผู้มีปกติ
เพ่งฌาน มีจิตแน่วแน่ มีอารมณ์เดียว นั่งอยู่ในป่าไม้สาละใหญ่ อัน
มีดอกบานสะพรั่ง ได้มีความคิดคือการพิจารณาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติ. นอกนี้
พระเถระนั่นแหละได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ผู้เป็นที่พึ่ง
ของชาวโลก ยังทรงพระชนม์อยู่ ความประพฤติของภิกษุ
ทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไป
แล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง. คือภิกษุทั้งหลายแต่
ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นุ่งห่ม
ผ้าเป็นปริมณฑล เพียงป้องกันความหนาวและลม และ
ปกปิดความละอายเท่านั้น. ขบฉันอาหารประณีตก็ตาม
เศร้าหมองก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม ก็เพื่อยังอัตภาพ
ให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ติด ไม่พัวพันเลย. แม้จะถูกความ
ป่วยไข้คารอบงำ ก็ไม่ขวนขวายหาปัจจัยเภสัชบริขารเพื่อ
ชีวิต เหมือนขวนขวายหาความสิ้นอาสวะ ท่านเหล่านั้น
ขวนขวายพอกพูนแต่วิเวก มุ่งแต่ความวิเวก อยู่ในป่า
โคนไม้ ซอกเขา และถ้ำเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายแต่ปาง-
ก่อน เป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น เลี้ยงง่าย อ่อนโยน
มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ถูกกิเลสรั่วรด ปากไม่ร้าย เปลี่ยน
แปลงตามความคิดอันเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น
เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการ
ก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ การบริโภคปัจจัย การซ่อง-

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 186 (เล่ม 53)

เสพโคจร และมีอิริยาบถละมุนละไม ก่อให้เกิดความ
เลื่อมใส เหมือนสายธารน้ำมันไหลออกไม่ขาดสาย
ฉะนั้น. บัดนี้ ท่านเหล่านั้นสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว เจริญ
ฌานเป็นอันมาก ประกอบด้วยฌานใหญ่ เป็นพระเถระ
ผู้มั่นคงพากันนิพพานไปเสียหมดแล้ว บัดนี้ ท่านผู้เช่น
นั้นเหลืออยู่น้อยเต็มที. เพราะความสิ้นไปแห่งกุศลธรรม
และปัญญา คำสั่งสอนของพระชินเจ้าอันประกอบด้วย
อาการอันประเสริฐทุกอย่าง จะเสื่อมสูญไปในเวลาที่
ธรรมอันลามกและกิเลสทั้งหลายเป็นไปอยู่. ภิกษุเหล่าใด
ปรารถนาความเพียรเพื่อความสงัด ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่า
เป็นผู้มีพระสัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ. กิเลสเหล่านั้น
เจริญงอกงามขึ้น ย่อมครอบงำคนเป็นอันมากไว้ในอำนาจ
ดังจะเล่นกับพวกคนพาล เหมือนปิศาจเข้าสิงทำคนให้เป็น
บ้าเพ้อคลั่งอยู่ฉะนั้น. นรชนเหล่านั้นถูกกิเลสครอบงำ
ท่องเที่ยวไปๆ มา ๆ ตามส่วนแห่งอารมณ์นั้น ๆ ในกิเลส
วัตถุทั้งหลาย ดุจในการโฆษณาที่มีสงครามฉะนั้น. พา
กันละทิ้งพระสัทธรรม ทำการทะเลาะกันแลกัน ยึดถือ
ตามความเห็นของตน สำคัญว่าสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ.
นรชนทั้งหลายที่ละทิ้งทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยา ออก
บวชแล้ว พากันทำกรรมที่ไม่ควรทำ แม้เพราะเหตุแห่ง
ภิกษาหารเพียงทัพพีเดียว ภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหาร
เต็มอิ่มแล้ว ถึงเวลานอนก็นอนหงาย ตื่นแล้วก็กล่าวแต่

186