ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 157 (เล่ม 53)

อันเบิกบาน ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นดวงประทีป
ของชาวโลกกับทั้งเทวโลก เสด็จดับขันธปรินิพพาน
ความพ้นพิเศษแห่งพระหฤทัยได้มีขึ้นแล้ว บัดนี้ธรรม
เหล่านี้อันมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของพระมหามุนี ได้สิ้นสุด
ลงแล้ว ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน
แล้ว จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป ดูก่อน
เทวดา บัดนี้ การอยู่อีกต่อไปด้วยอำนาจการอุบัติใน
เทพนิกาย ย่อมไม่มี ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้การ
เกิดในภพใหม่มิได้มี ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลก เทวโลก
พร้อมทั้งพรหมโลก อันมีประเภทตั้งพัน ได้ในเวลา
ครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ และ
ในจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็น
เทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์. เมื่อก่อนเรามี
นามว่าอันนภาระ เป็นคนยากจน เที่ยวรับจ้างหาเลี้ยงชีพ
ได้ถวายอาหารแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะ
เรืองยศ. เพราะบุญกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เราจึงได้มาเกิด
ในศากยตระกูล พระประยูรญาติขนานนามให้เราว่า
อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยการฟ้อนรำและขับร้อง
มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมา
เราได้เห็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ภัยแต่ที่ไหนๆ ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 158 (เล่ม 53)

ออกบวชเป็นบรรพชิต เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ เรา
ได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์เทวราชอยู่ในดาวดึงส์เทพพิภพ
มาแล้ว เราได้ปราบปรามไพรีพ่ายแพ้แล้ว ขึ้นผ่านสมบัติ
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์นิกรในชมพูทวีป มี
สมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวง
ประชานิกรโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตรา
ใด ๆ เราระลึกชาติหนหลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้
ดังนี้คือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์
๗ ชาติ รวมการท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน ใน
เมื่อสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นธรรมอันเอกปรากฏ
ขึ้น ที่เราได้ความสงบระงับกิเลส ทิพยจักษุของเราจึง
บริสุทธิ์ เราดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประ-
การ รู้จุติและอุปบัติ การมา การไป ความเป็นอย่างนี้และ
ความเป็นอย่างอื่น ของสัตว์ทั้งหลาย เรามีความคุ้นเคยกับ
พระบรมศาสดาเป็นอย่างดี เราได้ทำตามคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว
ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
จักนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภายใต้พุ่มกอไผ่
ใกล้บ้านเวฬุวคามแห่งแคว้นวัชชี.
จบอนุรุทธเถรคาถา

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 159 (เล่ม 53)

อรรถกถาอนุรุทธเถรคาถาที่ ๙
คาถาของท่านพระอนุรุทธเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปหาย มาตาปิตโร
ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่
ปางก่อน บังเกิดเป็นกุฎุมพี ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ. ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ วันหนึ่ง เขาไปวิหารฟังธรรมในสำนัก
ของพระศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ใน
ตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีจักษุทิพย์ แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น
จึงยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีภิกษุ
บริวารแสนหนึ่ง ในวันที่ ๗ ได้ถวายผ้าชั้นเลิศแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และ
ภิกษุสงฆ์ แล้วกระทำปณิธานความปรารถนาไว้ ฝ่ายพระศาสดาทรง
ทราบว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จโดยไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์
ว่า ในอนาคตกาล จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีจักษุทิพย์ในศาสนาของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม. แม้เขาก็ทำบุญทั้งหลายในพระ-
ศาสดานั้น เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อพระเจดีย์ทองสูง ๗ โยชน์
สำเร็จแล้ว ก็ทำการบูชาประทีปอย่างโอฬาร ด้วยต้นไม้ประดับประทีป
และตัวประทีปหลายพัน โดยอธิษฐานว่า ขอจงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่
ทิพยจักษุญาณเถิด.
เขากระทำบุญทั้งหลายจนตลอดชีวิตด้วยประการอย่างนี้ แล้วท่อง-
เที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป
บังเกิดในเรือนกุฎุมพี ในเมืองพาราณสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เมื่อ
พระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อสร้างพระเจดีย์ทองโยชน์หนึ่งสำเร็จแล้ว

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 160 (เล่ม 53)

ให้สร้างถาดสำริดเป็นจำนวนมาก บรรจุเต็มด้วยเนยใสอย่างใส แล้ววาง
ก้อนงบน้ำอ้อยก้อนหนึ่ง ๆ ไว้ตรงกลาง วางล้อมพระเจดีย์ให้ขอบปาก
กับขอบปาก (ถาด) จดกัน ส่วนตนให้สร้างถาดสำริดใหญ่ถาดหนึ่ง บรรจุ
เต็มด้วยเนยใสอย่างใส. ตามไส้ ๑,๐๐๐ ไส้ ให้สว่างโพลง แล้วทูนศีรษะ
เดินเวียนพระเจดีย์ตลอดคืนยังรุ่ง.
ในอัตภาพแม้นั้น เขาทำกุศลจนตลอดชีวิตด้วยประการอย่างนี้ จุติ
จากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุ
จุติจากเทวโลกนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้บังเกิดในตระกูล
เข็ญใจ ในเมืองพาราณสีนั่นแล ได้มีชื่อว่าอันนภาระ. นายอันนภาระนั้น
กระทำการงานในเรือนของสุมนเศรษฐีเลี้ยงชีวิตอยู่. วันหนึ่ง เขาเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า อุปริฏฐะ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว เหาะ
จากภูเขาคันธมาทน์ มาลงใกล้ประตูเมืองพาราณสี ห่มจีวรแล้วเข้าไป
บิณฑบาตในเมือง มีจิตเลื่อมใสรับบาตร เริ่มประสงค์จะใส่ภัตตาหาร
ที่เขาแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเขาเก็บไว้เพื่อตน ในบาตรถวายพระปัจเจก-
พุทธเจ้า. ฝ่ายภรรยาของเขา ก็ใส่ภัตตาหารอันเป็นส่วนของตนในบาตร
นั้นเหมือนกัน. เขานำบาตรนั้นไปวางในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า.
พระปัจเจกพุทธเจ้ารับบาตรนั้น กระทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป.
เพราะได้เห็นการกระทำนั้น ตกกลางคืน เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ฉัตรของ
สุมนเศรษฐี ได้อนุโมทนาด้วยเสียงดัง ๆ ว่า โอ ทาน เป็นทานอย่างเยี่ยม
นายอันนภาระประดิษฐานไว้ดีแล้วในพระอริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า. สุมน-
เศรษฐีได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า ทานที่เทวดาอนุโมทนาอย่างนี้นี่แหละ เป็น
อุดมทาน จึงขอส่วนบุญในทานนั้น. ฝ่ายนายอันนภาระได้ให้ส่วนบุญแก่

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 161 (เล่ม 53)

ท่านเศรษฐีนั้น. สุมนเศรษฐีมีจิตเลื่อมใสกับนายอันนภาระนั้น ได้ให้
ทรัพย์พันหนึ่งแก่เขาแล้วกล่าวว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านไม่มีกิจในการ
ทำงานด้วยมือของตน ท่านจงสร้างบ้านให้เหมาะสมแล้วอยู่ประจำเถิด.
เพราะเหตุที่บิณฑบาตซึ่งถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ออกจาก
นิโรธสมาบัติ ย่อมมีวิบากโอฬารมากในวันนั้นเอง เพราะฉะนั้น ในวันนั้น
สุมนเศรษฐีเมื่อจะไปเฝ้าพระราชา จึงได้พานายอันนภาระนั้นไปด้วย.
แม้พระราชาก็ทรงทอดพระเนตรด้วยความเอื้อเฟื้อ. เศรษฐีกราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้นี้สมควรเป็นผู้จะพึงทอดพระเนตรทีเดียว พระเจ้าข้า
แล้วกราบทูลถึงบุญที่เขาทำในกาลนั้น ทั้งความที่คนได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง
แก่เขาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงสดับดังนั้น ก็ทรงโปรด ได้ประทาน
ทรัพย์พันหนึ่ง แล้วทรงสั่งว่า เจ้าจงสร้างบ้านอยู่ในที่ชื่อโน้น. เมื่อ
นายอันนภาระกำลังชำระสถานที่นั้นอยู่ หม้อทรัพย์ใหญ่ก็ผุดขึ้น เขาเห็น
ดังนั้นจึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชารับสั่งให้ขนทรัพย์
ทั้งหมดมากองไว้แล้วตรัสถามว่า ในนครนี้ ในเรือนของใครมีทรัพย์
ประมาณเท่านี้บ้าง. อำมาตย์ราชบริพารพากันกราบทูลว่า ของใครๆ
ไม่มีพระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น อันนภาระนี้ จงเป็นผู้ชื่อว่า
อันนภารเศรษฐีในนครนี้ ดังนี้แล้ว พระราชทานฉัตรเศรษฐีแก่เขาใน
วันนั้นเอง.
จำเดิมแต่นั้น เขากระทำกุศลกรรมจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพ
นั้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้ถือปฏิสนธิในพระราชมนเทียรของพระเจ้าสุกโกทนศากยะ ในเมือง
กบิลพัสดุ์ ได้มีพระนามว่าอนุรุทธะ. เจ้าอนุรุทธะนั้นเป็นพระกนิษฐ-

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 162 (เล่ม 53)

ภาดาของเจ้ามหานามศากยะ เป็นโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา
เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง มีบุญมาก อันพวกหญิงนักฟ้อนผู้ประดับประดา
แวดล้อมอยู่ในปราสาท ๓ หลังอันเหมาะสมแก่ฤดูทั้ง ๓ เสวยสมบัติดุจ-
เทวดา เข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้เสด็จประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวัน กับกุมาร
ทั้งหลายมีภัททิยกุมารเป็นต้น ผู้อันเจ้าศากยะทั้งหลาย ซึ่งพระเจ้าสุทโธ-
ทนมหาราชให้กำลังใจสั่งไปเพื่อเป็นบริวารของพระศาสดา จึงบวชใน
สำนักของพระศาสดา ก็ในภายในพรรษานั่นเอง ทำทิพยจักษุให้
บังเกิด แล้วเรียนเอากรรมฐานในสำนักของพระธรรมเสนาบดี แล้วไปยัง
ปาจีนวังสทายวัน ในเจติยรัฐ กระทำสมณธรรมอยู่ ตรึกถึงมหาปุริสวิตก
ได้ ๗ ประการ ไม่อาจรู้ประการที่ ๘. พระศาสดาทรงทราบความเป็นไป
ของเธอ จึงตรัสมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ แล้วทรงแสดงมหาอริยวังสปฏิปทา
อันประดับด้วยความยินดีในการเจริญสันโดษด้วยปัจจัย ๔.
ท่านพระอนุรุทธะนั้น เจริญวิปัสสนาตามแนวแห่งพระธรรมเทศนา
นั้น ได้ทำให้แจ้งพระอรหัตมีอภิญญาและปฏิสัมภิทาเป็นองค์ประกอบ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสุเมธ
เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้องอาจ ผู้นายกของโลก
เสด็จหลีกเร้นอยู่ จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก แล้วได้ประคองอัญชลี ทูลอ้อนวอน
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๖.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 163 (เล่ม 53)

เชษฐบุรุษของโลกเป็นนระผู้องอาจ ขอจงทรงอนุเคราะห์
เถิด ข้าพระองค์ขอถวายประทีป แก่พระองค์ผู้เข้าณานอยู่
ที่ควงไม้ พระสยัมภูผู้ประเสริฐ ธีรเจ้านั้น ทรงรับแล้ว
จึงห้อยไว้ที่ต้นไม้ ประกอบยนต์ในกาลนั้น เราได้ถวาย
ไส้ตะเกียงน้ำมันพันหนึ่ง แก่พระพุทธเจ้าผู้เผาพันธุ์ของ
โลก ประทีปลุกโพลงอยู่ ๗ วันแล้วดับไปเอง ด้วยจิตอัน
เลื่อมใสนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกายมนุษย์
แล้วได้เข้าถึงวิมาน เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมาน
อันบุญกุศลนิรมิตไว้เรียบร้อย ย่อมรุ่งโรจน์โดยรอบ นี้
เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๒๘ ครั้ง เวลานั้น เรามองเห็นได้ตลอดโยชน์หนึ่งโดย
รอบทั้งกลางวันกลางคืน เราย่อมไพโรจน์ทั่วโยชน์หนึ่ง
โดยรอบ ในกาลนั้น ย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็น
ผลแห่งการถวายประทีป เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช
สมบัติในเทวโลก ๓๐ กัป ใคร ๆ ย่อมไม่ดูหมิ่นเราได้
นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้บรรลุทิพยจักษุมอง
เห็นได้ตลอดพันโลกด้วยญาณในศาสนาของพระศาสดา
นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธ เสด็จอุบัติในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ นับแต่กัปนี้ เรามีจิต
ผ่องใสได้ถวายประทีปแก่พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ ...ฯ ลฯ... คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้
ทำเสร็จแล้ว.

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 164 (เล่ม 53)

ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริย-
เจ้า ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่ง
ภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุรุทธะนี้เป็นเลิศ
แห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้มีจักษุทิพย์.
ท่านเสวยวิมุตติสุขอยู่ วันหนึ่ง พิจารณาข้อปฏิบัติของตนแล้วเกิด
ปีติโสมนัส ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถอุทานมีอาทิว่า เราละพระชนก
และพระชนนี ดังนี้. ฝ่าอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลาย เมื่อจะประกาศการบรรพชาและการบรรลุพระอรหัตของพระ-
เถระ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาข้างต้น คาถาต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงมีพระทัยโปรดปรานอริยวังสปฏิบัติของพระเถระ จึงตรัสไว้. คาถา
นอกนี้แม้ทั้งหมด พระเถระเท่านั้นกล่าวไว้ตามเหตุการณ์นั้น ๆ. ดังนั้น
คาถาเหล่านี้ทั้งที่พระเถระกล่าวไว้ ทั้งที่ตรัสไว้โดยเฉพาะพระเถระ ก็พึง
ทราบว่า เป็นคาถาของพระเถระแม้โดยประการทั้งปวง, คือท่านกล่าว
คาถาเหล่านี้ไว้ว่า
พระอนุรุทธะละพระชนกชนนี ละพระประยูรญาติ
ละเบญจกามคุณได้แล้ว เพ่งฌานอยู่ บุคคลผู้เพียบพร้อม
ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจ
อยู่ทุกเช้าค่ำ ก็ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการฟ้อนรำ
ขับร้องนั้นได้ เพราะยังเป็นผู้ยินดีในกามคุณอันเป็นวิสัย
แห่งมาร. พระอนุรุทธะก้าวล่วงเบญจกามคุณนั้นแล้ว
ยินดีในพระพุทธศาสนา ก้าวล่วงโอฆะทั้งปวงแล้ว เพ่ง
ฌานอยู่. พระอนุรุทธะได้ก้าวล่วงกามคุณเหล่านี้ คือ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 165 (เล่ม 53)

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันรื่นรมย์ใจ เพ่ง
ฌานอยู่. พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ หาอาสวะมิได้
ผู้เดียวไม่มีเพื่อน กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวแสวงหา
ผ้าบังสุกุลอยู่. พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ มีปรีชา
หาอาสวะมิได้ เที่ยวเลือกหาเอาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้
มาแล้ว ก็มาซักย่อมเอาเองแล้วนุ่งห่ม. บาปธรรมอัน
เศร้าหมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ
ระคนด้วยหมู่ มีจิตฟุ้งซ่าน. อนึ่ง ภิกษุใดเป็นผู้มีสติ
มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก ชอบ
สงัด ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ กุศลธรรมซึ่งเป็นฝ่าย
ให้ตรัสรู้เหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ทั้งพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ตรัสสรรเสริญ
ภิกษุนั้นว่า เป็นผู้หมดอาสวะ. พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมใน
โลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วย
มโนมยิทธิทางกาย เมื่อใดความดำริได้มีแก่เรา เมื่อนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทราบความดำริของเราแล้ว ได้เสด็จ
เข้ามาหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงแสดงธรรมอันยิ่ง
แก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า
ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้าแก่เรา เรารู้ทั่วถึง
พระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระ-
ศาสนา ปฏิบัติตามคำพร่ำสอนอยู่ เราบรรลุวิชชา ๓
โดยลำดับ ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 166 (เล่ม 53)

เราถือการไม่นอนเป็นวัตรมาเป็นเวลา ๕๕ ปี เรากำจัด
ความง่วงเหงาหาวนอนมาแล้วเป็นเวลา ๒๕ ปี ในเวลา
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภิกษุ
ทั้งหลายถามเราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว
หรือยัง เราได้ตอบว่า ลมหายใจออกและหายใจเข้า
มิได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น ผู้คงที่
แต่พระองค์ยังไม่ปรินิพพานก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี
พระจักษุ ผู้ไม่มีตัณหาเป็นเครื่องทำใจให้หวั่นไหว ทรง
ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ คือเสด็จออกจากจตุตถฌาน
แล้ว จึงจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อดกลั้นเวทนาด้วยพระหฤทัยอันเบิกบาน ก็เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ผู้เป็นดวงประทีปของชาวโลกพร้อมเทวโลก
เสด็จดับขันธปรินิพพาน ความพ้นพิเศษแห่งพระหฤทัย
ได้มีขึ้นแล้ว บัดนี้ ธรรมเหล่านี้อันมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของ
พระมหามุนี ได้สิ้นสุดลงแล้ว ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่น
จักไม่มีอีกต่อไป. ดูก่อนเทวดา บัดนี้การอยู่อีกต่อไป
ด้วยอำนาจการอุบัติในเทพนิกายย่อมไม่มี ชาติสงสาร
สิ้นไปแล้ว บัดนี้การเกิดในภพใหม่มิได้มี. ภิกษุใดรู้แจ้ง
มนุษยโลก เทวโลกพร้อมทั้งพรหมโลก อันมีประเภท
ตั้งพันได้ในเวลาครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คือ
อิทธิฤทธิ์ และในการจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย

166