ได้เกิดมาเบียดเบียนพระหฤทัยของพระราชา เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อว่า
หิงสกะ ภายหลังจึงเรียกชื่อว่า อหิงสกะ เหมือนที่พูดกันว่า เห็นแล้วก็
พูดเสียว่าไม่เห็นฉะนั้น.
อหิงสกะนั้น เติบโตแล้ว ทรงกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก เพราะ
กำลังแห่งบุรพกรรม, อหิงสกะนั้นมีบุรพกรรมดังนี้ :-
ในคราวที่โลกว่างจากพระพุทธเจ้า เขาบังเกิดเป็นชาวนา ได้เห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเปียกน้ำฝน มีจีวรชุ่ม ถูกความหนาวเบียด-
เบียน เข้าไปยังพื้นที่นาของตน เกิดความโสมนัสว่า บุญเขตปรากฏ
แก่เราแล้ว จึงได้ก่อไฟถวาย. ด้วยกำลังแห่งกรรมนั้น เขาจึงเป็นผู้เพียบ
พร้อมด้วยกำลังแรงและกำลังเชาวน์ ในที่ที่เกิดแล้ว ๆ ในอัตภาพสุดท้าย
นี้ จึงทรงกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก.
อหิงสกะนั้นไปเมืองตักกศิลา เป็นธัมมันเตวาสิก (คือศิษย์ชนิดทำ
การงานให้อาจารย์) ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เรียนศิลปะ ปฏิบัติ
พราหมณ์ผู้อาจารย์ และภรรยาของอาจารย์โดยเคารพ. ด้วยเหตุนั้น
นางพราหมณีนั้น จึงได้ทำการสงเคราะห์เขาด้วยอาหารเป็นต้นที่มีอยู่ใน
เรือน. พวกมาณพอื่น ๆ อดทนไม่ได้ ซึ่งการสงเคราะห์นั้น จึงได้ทำ
ให้แตกกับอาจารย์. พราหมณ์ไม่เชื่อคำของมาณพเหล่านั้น ๒-๓ วาระ
มาภายหลังเชื่อ คิดว่า มาณพมีกำลังมาก ใคร ๆ ไม่อาจฆ่าได้ เราจักฆ่า
เขาด้วยอุบาย จึงกล่าวกะมาณพผู้เรียนจบศิลปะแล้ว มาลาเพื่อจะไปเมือง
ของตนว่า พ่ออหิงสกะ ธรรมดาศิษย์ผู้เรียนจบศิลปะแล้ว จะต้องให้ของ
คำนับครู แก่อาจารย์ เจ้าจงให้ของคำนับครูนั้น แก่เรา. อหิงสกะกล่าว
ว่า ดีแล้วท่านอาจารย์ ผมจักให้อะไร. พราหมณ์กล่าวว่า เจ้าจงนำเอา
นิ้วมือขวาของพวกมนุษย์มา ๑,๐๐๐ นิ้ว. ได้ยินว่า พราหมณ์ได้มีความ