ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 117 (เล่ม 53)

ทั้งหลาย ๑ โภคสมบัติของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน. ข้า-
พระองค์เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ความสะดุ้งหวาดเสียว
ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑
ข้าพระองค์ย่อมรักษาอายุได้ยืนนาน ๑ ข้าพระองค์เป็นผู้
มีผิวพรรณละเอียดอ่อน เมื่ออยู่ในที่ฝนตก ๑ เพราะได้
ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรม
อีกข้อหนึ่ง คือปฏิสัมภิทาและอรหัต นี้เป็นข้อที่ ๘ ของ
ข้าพระองค์. ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่อง
อยู่ อันอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ
เป็นบุตรของพระองค์ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี. เพราะได้ถวาย
เสา ๕ ต้น ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วย
ศีลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ
คือข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑ มีโภค-
สมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ โดยที่ข้า-
พระองค์ไม่ต้องกำจัด ๑ จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑
ข้าพระองค์ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใคร ๆ ๑ ด้วยกุศลธรรม
ที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้ปราศจากมลทินในพระ-
ศาสนา. ข้าแต่พระมหามุนีวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์
มีความเคารพ มีความยำเกรง ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มี
อาสวะ ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ได้ทำบัลลังก์
อันทำอย่างสวยงามแล้ว จัดตั้งไว้ในศาลา ด้วยกุศล

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 118 (เล่ม 53)

กรรมที่ทำไว้นั่น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ
ย่อมเกิดในสกุลสูง มีโภคสมบัติมาก ๑ เป็นผู้มี
สมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ เมื่อข้าพระองค์
ปรารถนาจะไป บัลลังก์ก็ย่อมตั้งรออยู่ ๑ ย่อมไปสู่ที่
ปรารถนาพร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑ เพราะการ
ถวายบัลลังก์นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้ทั้งหมด
ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพละ
ทั้งปวง ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวงอัน
เป็นกิจของผู้อื่นและของตนเสร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรม
ที่ทำแต่นั้น ข้าพระองค์ได้เขาไปสู่บุรีอันมีภัย ข้า-
พระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภค ในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว
ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความ
เป็นผู้ประเสริฐ. ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึก
เหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่าง ๆ นานา
แล้วฝึกด้วยความทารุณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์
หาได้ฝึกชายและหญิงเหมือนอย่างนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึก
ในวิธีฝึกอันสูงสุด โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ใช้ศาสตรา
พระมุนีทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา
และพระมุนีตรัสปัญหาข้อเดียว ยังคน ๓๐๐ คนให้ตรัสรู้
ได้ ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว
พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวง

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 119 (เล่ม 53)

ดับแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ. ในกัปที่แสนแต่กัปนี้
ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลใด ด้วยทานนั้น ภัย
ทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา ข้า-
พระองค์ได้เผากิเลสทั้งหลายแล้ว... ฯลฯ ...พระพุทธ-
ศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว.
ก็ท่านพระเสลเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ นับแต่วันที่
ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงสรณคมน์ ล่วงไปแล้วได้ ๗ วัน
ครบ ๘ วันเข้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้มีอินทรีย์
อันฝึกแล้ว ในศาสนาของพระองค์ ดังนี้ .
คำอันเป็นคาถานั้นมีความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ
ด้วยจักษุ ๕ เพราะเหตุที่ในวันที่ ๘ อันผ่านไปแล้วจากวันนี้ พวกข้า-
พระองค์ได้ถึงสรณะนั้น เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์ได้เป็นผู้ฝึกแล้ว
ด้วยการฝึกในศาสนาของพระองค์ได้ ๗ วัน น่าอัศจรรย์ อานุภาพแห่ง
สรณคมน์ของพระองค์. เบื้องหน้าแต่นั้นไป ได้ชมเชย (พระศาสดา)
ด้วยคาถา ๒ คาถานี้ว่า
พระองค์เป็นผู้ตื่นแล้ว และทรงปลุกผู้อื่นให้ตื่นอีก
ด้วย พระองค์เป็นครูผู้สั่งสอนทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นจอมปราชญ์ ทรงครอบงำมารและเสนามาร ทรงตัด

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 120 (เล่ม 53)

อนุสัยได้แล้ว ทรงข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้แล้ว ยังทรง
ทำให้หมู่สัตว์ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้ด้วย ทรงก้าวล่วง
อุปธิได้แล้ว ทรงทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็น
ผู้ไม่มีความยึดมั่น ทรงละความขลาดกลัวต่อภัยได้แล้ว
ดุจราชสีห์ไม่ครั่นคร้ามต่อหมู่เนื้อฉะนั้น.
ในคาถาสุดท้าย ได้ทูลขอถวายบังคมพระศาสดาว่า
ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้ พากันมายืนประณมอัญชลีอยู่พร้อม
หน้า ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดฝ่าพระบาททั้งสองมา
เถิด ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลาย จะขอถวายบังคมพระองค์
ผู้เป็นศาสดา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ พุทฺโธ ความว่า พระองค์เท่านั้น
เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในโลกนี้. พระองค์เท่านั้น ชื่อว่าเป็นพระ-
ศาสดา เพราะทรงสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายด้วยประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้น.
ชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำมาร เพราะทรงครอบงำพวกมารทั้งปวง. ชื่อว่าเป็น
มุนี เพราะความเป็นผู้รู้.
บทว่า อนุสเย เฉตฺวา ได้แก่ ตัดอนุสัยมีกามราคะเป็นต้น ด้วย
ศาสตราคือพระอริยมรรค.
บทว่า ติณฺโณ ความว่า พระองค์เองทรงข้ามโอฆะใหญ่ คือสงสาร
ได้แล้ว ยังทรงให้เหล่าสัตว์นี้ข้ามไปด้วยหัตถ์คือเทศนา.
บทว่า อุปธิ ได้แก่ อุปธิทั้งปวงมีขันธูปธิเป็นต้น.

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 121 (เล่ม 53)

บทว่า อนุปาทาโน ได้แก่ ทรงละกามุปาทานเป็นต้น ได้ทั้งหมด.
พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พร้อมทั้งบริษัทได้ถวายบังคมพระศาสดา
ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาเสลเถรคาถาที่ ๖

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 122 (เล่ม 53)

๗. ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา
ว่าด้วยความสุขอื่นจากความสุขในวิเวกไม่มี
[๓๙๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์จะไปไหน
ก็ขึ้นคอช้างไป แม้จะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มแต่ผ้าที่ส่งมาจาก
แคว้นกาสีมีเนื้ออันละเอียด แม้จะบริโภค ก็บริโภคแต่
อาหารล้วนเป็นข้าวสาลี พร้อมด้วยเนื้ออันสะอาดมีโอชา-
รส ถึงกระนั้น ความสุขนั้นก็หาได้ทำจิตของข้าพระองค์
ยินดีเหมือนความสุขในวิเวกในบัดนี้ไม่ แต่เดี๋ยวนี้
ข้าพระองค์ผู้มีนามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิ-
โคธา เป็นผู้เจริญประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหาร
ที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่ง
ฌานอยู่ บัดนี้ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าภัททิยะ เป็นโอรสของ
พระนางกาลิโคธา ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ประ-
กอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วยการ
บิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่งฌานอยู่ บัดนี้
ข้าพระองค์ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ประกอบด้วย
ความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ใช้แต่ผ้าไตรจีวรเป็นวัตร
ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยว
บิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร ประกอบด้วยความ
เพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการนั่งฉันบนอาสนะแห่ง-
เดียวเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระ-

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 123 (เล่ม 53)

องค์ถือการฉันอาหารเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ประกอบ
ด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการห้ามอาหารที่
เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร...
บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ประกอบด้วย
ความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร
ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการ
อยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้
ข้าพระองค์ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร ประกอบด้วย
ความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในเสนาสนะ
ตามที่ท่านจัดให้เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้
ข้าพระองค์ถือการนั่งเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร...
บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้มักน้อยเป็นวัตร ประกอบ
ด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้สันโดษ
เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์
ถือการเป็นผู้ชอบสงัดเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร...
บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นวัตร
ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์นามว่า
ภัททิยะเป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้ปรารภ
ความเพียร ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่
ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่ง
ฌานอยู่... ข้าพระองค์ละทิ้งเครื่องราชูปโภค คือ จาน
ทองคำอันมีราคา ๑๐๐ ตำลึง ซึ่งประกอบไปด้วยลวดลาย

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 124 (เล่ม 53)

อย่างงดงาม วิจิตรไปด้วยภาพทั้งภายในและภายนอกนับ
ได้ตั้ง ๑๐๐ มาใช้บาตรดินใบนี้ นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่สอง
แต่ก่อนข้าพระองค์มีหมู่ ทหารถือดาบรักษาบนกำแพงที่
ล้อมรอบซึ่งสูง และที่ป้อมและซุ้มประตูพระนครอย่าง
แน่นหนา ก็ยังมีความหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ บัดนี้
ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา
เป็นผู้เจริญ ไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ละความขลาดกลัว
ภัยได้แล้ว มาหยั่งลงสู่ป่า เพ่งฌานอยู่ ข้าพระองค์ตั้งมั่น
อยู่ในศีลขันธ์ อบรมสติปัญญา ได้บรรลุถึงความสิ้นไป
แห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ.
จบภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา
อรรถกถากาลิโคธาปุตตภัททิยเถรคาถาที่ ๗๑
คาถาของท่านพระภัททิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยาตํ เม หตฺถีคีวาย
ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง
ก่อนทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูล
มีโภคะมาก พอรู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง กำลังฟังธรรมอยู่ในสำนักของ
ศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศ
ของภิกษุผู้มีสกุลสูง แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น ได้ถวายมหาทาน
แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอดสัปดาห์ แล้วได้กระทำ
ประณิธานไว้.
๑. บาลีเป็นภัททิยกาลิโคธาปุตตเถระ.

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 125 (เล่ม 53)

ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นว่าประณิธานของเขานั้น สำเร็จโดยไม่มี
อันตรายข้อขัดข้อง จึงทรงพยากรณ์ให้ ฝ่ายกุลบุตรนั้นครั้นได้สดับพยากรณ์
นั้น จึงทูลถามถึงกรรมที่จะให้เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีสกุลสูง แล้ว
กระทำบุญเป็นอันมากตลอดชีวิต มีอาทิอย่างนี้คือ ให้สร้างสถานที่
ฟังธรรม ๑ ถวายที่นั่งในมณฑปที่ฟังธรรม ๑ ถวายพัด กระทำสักการะ
บูชาพระธรรมกถึก ๑ ถวายเรือนที่อาศัยให้เป็นโรงอุโบสถ ๑ จุติจาก
อัตภาพนั้นท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถัดจากกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายจะ
เสด็จอุบัติขึ้น (เขา) บังเกิดในเรือนของกุฎุมพีในเมืองพาราณสี ได้เห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอันมากเที่ยวบิณฑบาต แล้วมาประชุมในที่แห่ง
เดียวกันแบ่งภัตตาหารกัน จึงลาดแผ่นหินลาดในที่นั้นแล้วตั้งน้ำล้างเท้า
เป็นต้นไว้ ได้บำรุงจนตลอดอายุ.
เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลศากยราชในนครกบิลพัสดุ์ ได้มี
ชื่อว่า ภัททิยะ. ภัททิยะนั้นเจริญวัยแล้ว เมื่อพระศาสดาพร้อมกับภิกษุ
กษัตริย์ ๕ รูปมีพระอนุรุทธะเป็นต้น ประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวัน จึง
บวชในสำนักของพระศาสดา ได้บรรลุพระอรหัต.
กาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยะในพระ-
เชตวัน ทรงสถาปนาท่านพระภัททิยะนั้นไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุ
ทั้งหลายผู้มีตระกูลสูง. ท่านยับยั้งอยู่ด้วยผลสุขและนิพพานสุข. จะอยู่ในป่า
ก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่าง ๆ ก็ดี เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ
สุขหนอ. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า ท่าน

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 126 (เล่ม 53)

พระภัททิยะโอรสพระนางกาลิโคธา กล่าวเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ
เห็นจะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์.
พระศาสดารับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า ภัททิยะ ได้ยินว่า
เธอพูดบ่อย ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้ จริงหรือ ? ท่านพระภัททิยะ
ทูลรับว่า จริง พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาล
ก่อน เมื่อข้าพระองค์ครองราชย์ ได้มีการจัดอารักขาเป็นอย่างดี แม้ถึง
อย่างนั้นข้าพระองค์ยังกลัว หวาดเสียว ระแวงอยู่ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์
บวชแล้ว ไม่กลัวไม่หวาดเสียว ไม่ระแวงอยู่ ดังนี้แล้ว ได้บันลือสีหนาท
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญู เมื่อก่อนข้าพระองค์จะไปไหน
ก็ขึ้นคอช้างไป แม้จะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มผ้าที่ส่งมาจาก
แคว้นกาสีมีเนื้ออันและเอียด แม้จะบริโภค ก็บริโภคแต่
อาหารล้วนเป็นข้าวสาลี พร้อมด้วยเนื้ออันสะอาดมีโอชา-
รส ถึงกระนั้น ความสุขนั้น ก็หาได้ทำจิตของข้าพระองค์
ให้ยินดีเหมือนความสุขในวิเวกในบัดนี้ไม่. แต่เดี๋ยวนี้
ข้าพระองค์ผู้มีนามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิ-
โคธา เป็นผู้เจริญ ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่
อาหารที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ
เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีชื่อว่าภัททยะ เป็น
โอรสของพระนางกาลิโคธา ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็น
วัตร ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วย
การเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่งฌานอยู่.

126