ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 107 (เล่ม 53)

ตามมา หรือผู้ใดไม่ปรารถนา ก็จงกลับไปเถิด แต่ตัวฉัน
จะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาประเสริฐ
นี้ละ.
บรรดาคำบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหาภิชาติโก ได้แก่ ผู้มีชาติต่ำ คือ
ผู้ดำรงอยู่ในภาวะมืดมาแล้วมืดไปภายหน้า.
ลำดับนั้น มาณพแม้เหล่านั้น ก็เป็นผู้มุ่งต่อการบรรพชาในที่นั้น
เหมือนกัน เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุ เหมือนกุลบุตรผู้ได้บำเพ็ญ
บุญญาธิการไว้กับเสลพราหมณ์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ถ้าท่านอาจารย์ชอบใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้า แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็จะพากันบวชในสำนักของ
พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ.
ลำดับนั้น เสลพราหมณ์มีจิตยินดีในมาณพเหล่านั้น เมื่อจะแสดง
มาณพเหล่านั้น และทูลขอบรรพชา จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พา
กันประณมมืออัญชลีทูลขอบรรพชาว่า ข้าพระองค์
ทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระองค์.
ลำดับนั้น เพราะเหตุเสลพราหมณ์เป็นหัวหน้าคณะของบุรุษ ๓๐๐
คนเหล่านั้นนั่นแหละ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ โดยนัย
ดังกล่าวไว้ในหนหลัง ได้ปลูกมูลคือกุศลไว้ บัดนี้ แม้ในปัจฉิมภพ
ก็บังเกิดเป็นอาจารย์ของบุรุษเหล่านั้นแหละ ก็ญาณของเสลพราหมณ์และ
มาณพเหล่านั้นก็แก่กล้า ทั้งอุปนิสัยแห่งความเป็นเอหิภิกขุก็มีอยู่ เพราะ-

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 108 (เล่ม 53)

ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้คนเหล่านั้นทั้งหมดบวช โดย
การบวชด้วยความเป็นเอหิภิกขุ จึงตรัสพระคาถาว่า
พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ไม่ไร้ผล
แก่บุคคลผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺทิฏฺฐิกํ แปลว่า เห็นประจักษ์.
บทว่า อกาลิกํ ได้แก่ ไม่พึงบรรลุผลในกาลอื่น เพราะเกิดผลใน
ลำดับมรรค.
บทว่า ยตฺถ แปลว่า เพราะพรหมจรรย์ใดเป็นนิมิต. จริงอยู่
บรรพชาอันมีมรรคพรหมจรรย์เป็นนิมิต ไม่เป็นหมัน คือไม่ไร้ผล. อีก
อย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ ความว่า ผู้ไม่ประมาท คือผู้เว้นจากการอยู่
ปราศจากสติ ศึกษาอยู่ในสิกขา ๓ ในศาสนาใด.
ก็ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงได้ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมา
เถิด. ในขณะนั้นเอง คนทั้งหมดนั้นเป็นผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จ
ด้วยฤทธิ์ เป็นประดุจพระเถระ ๖๐ พรรษา ถวายอภิวาทพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วแวดล้อมอยู่.
เสลพราหมณ์นั้นครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ในวันที่ ๗ พร้อม
ทั้งบริษัทได้บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนน อยู่ในนครหังสวดี ได้
ประชุมบรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นบุญเขตอันสูง
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๙๔.

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 109 (เล่ม 53)

สุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวง
กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณมหาศาลก็ดี ล้วนมี
จิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก
พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส
โสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก คนครึ่งชาติ
พ่อเป็นกษัตริย์แม้เป็นศูทรก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี
พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากัน
ประพฤติธรรมเป็นอันมาก พ่อค้าก็ดี คนรับจ้างก็ดี คน
รับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรองดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส
โสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างย้อม
ก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี ล้วนมีจิต
เลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่าง
ศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมีจิต
เลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก
ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี
ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็น
อันมาก ลูกจ้างก็ดี ช่างซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี
เป็นอันมากได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ คน
ตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้าก็ดี
ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ. คนขาย
ดอกไม้ คนขายพวงมาลัย คนขายรบไม้และคนขาย

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 110 (เล่ม 53)

ผลไม้ ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ. หญิง
แพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนมและคนขายปลา ได้
พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ. เราทั้งหมดนี้
มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกัน ทำบุญกุศลในพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม ญาติเหล่านั้นฟัง
คำของข้าพระองค์แล้ว รวมกันเป็นคณะในขณะนั้น แล้ว
กล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่างสวยงาม
ถวายแก่ภิกษุสงฆ์. ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จ
แล้ว มีใจเบิกบานยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้น
เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นนาถะของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ถวายบังคม
แทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ว่า
ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็น
คณะ ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงามแด่
พระองค์ ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุ-
สงฆ์ โปรดทรงรับเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า บุรุษทั้ง ๓๐๐
คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติ ท่านทั้งปวงพากัน
ทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติเมื่อถึงภพหลังสุด ท่านทั้งหลาย
จักเห็นนิพพานอันเป็นภาวะเย็นอย่างยอดเยี่ยม ไม่แก่
ไม่ตาย เป็นแดนเกษม พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 111 (เล่ม 53)

ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์อย่างนี้ ข้าพระองค์ได้ฟัง
พระพุทธพจน์แล้วได้เสวยโสมนัส ข้าพระองค์รื่นรมย์
อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป เป็นใหญ่กว่าเทวดา
เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัป ได้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช
อันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ในรัชสมบัติ ในมนุษย์นี้
มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพอันเป็นที่สุดที่ถึงนี้ ข้า-
พระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อว่าเสฏฐะ ผู้สั่งสมสมบัติ
ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ ถึงที่สุด
ในองค์ ๖ แวดล้อมด้วยศิษย์ของตน เดินเที่ยวไปสู่วิหาร
ได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฎา จัด
แจงเครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล
วิวาหมงคล หรือท่านเชื้อเชิญพระราชา.
เกนิยะดาบสตอบว่า
เราใคร่จะบวงสรวงบูชาพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประ-
เสริฐ เราไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง
อาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราก็ไม่มี
พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประ-
เสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำประโยชน์
เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ทรงนำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้
เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 112 (เล่ม 53)

พระพุทธเจ้ามีรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณ
มิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรา
นิมนต์เพื่อเสวย ณ วันพรุ่งนี้ และพระองค์มีพระพักตร์
ร่าเริงดังปากเบ้า สุกใสเช่นกับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน
เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เป็นนาถะของโลก เรา
นิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟ
บนยอดภูเขา ดังพระจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟ
ไหม้ไม้อ้อ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ไม่
ทรงครั่นคร้าม ล่วงภัยได้แล้ว ทรงทำให้เป็นผู้เจริญ เป็น
มุนีเปรียบด้วยสีหะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้ ผู้อื่น
ข่มขี่ไม่ได้ เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่ง
คือสัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ
อุปมาดังโคอุสภราช เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น มีวรรณะไม่สุด มียศนับมิได้ มี
ลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความ
ชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีตบะ มีเดช คร่าได้ยาก เปรียบ
ด้วยพรหม เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น มีธรรมเลิศน่าบูชา เป็นพระทศพล ถึงที่สุด

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 113 (เล่ม 53)

กำลัง ล่วงกำลัง เปรียบด้วยแผ่นดิน เป็นมหาวีระ เรา
นิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเกลื่อนกล่น
ด้วยศีลและปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบ
ด้วยทะเล เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะข่มขี่ให้หวั่นไหว
เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยเขาสุเมรุ เป็นมหาวีระ เรา
นิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระญาณไม่สิ้น
สุด ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด
เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัว
ภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ
เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้ เป็นบุญเขตของผู้แสวงหา
สุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้
ประเสริฐ เป็นผู้ประทานสามัญผล เปรียบด้วยเมฆ เป็น
มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็น
มหาวีระที่เขายกย่องในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง
เปรียบด้วยพระอาทิตย์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาพในอารมณ์และ
วิมุตติ เป็นมุนี เปรียบด้วยพระจันทร์ เป็นมหาวีระ เรา

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 114 (เล่ม 53)

นิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว เขา
ยกย่องในโลก ประดับด้วยลักษณะทั้งหลายหาประมาณ
มิได้ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์
นั้น มีพระญาณหาประมาณมิได้ มีศีลไม่มีเครื่องเปรียบ
มีวิมุตติ ไม่มีอะไรเทียมทัน เรานิมนต์แล้ว พระพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น มีธิติไม่มีอะไรเหมือน มีกำลังอันไม่
ควรคิด มีความบากบั่นอันประเสริฐ เรานิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ
และยาพิษทั้งปวงแล้ว เปรียบด้วยยา เป็นมหาวีระ เรา
นิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิ
คือกิเลสและทุกข์เป็นอันมาก เปรียบเหมือนโอสถ เปรียบ
เหมือนสายฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. เกนิย-
พราหมณ์กล่าวประกาศว่า พุทโธ เสียงประกาศนั้นข้า-
พระองค์ได้โดยแสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่า
พุทโธ ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์ ปีติของข้าพระองค์
ไม่จับอยู่ภายในเท่านั้น แผ่ซ่านออกภายนอก ข้าพระองค์
มีใจปีติ ได้กล่าวดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับอยู่
ที่ไหน เราจักไปนมัสการพระองค์ผู้ประทานสามัญผล ณ
ที่นั้น ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประณมกรอัญชลี โปรดยก

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 115 (เล่ม 53)

หัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้บอกพระธรรมราชา ผู้บรรเทาลูกศร
คือความโศกเศร้าแก่ข้าพเจ้าเถิด.
ท่านย่อมเห็นป่าใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้น
ลอยอยู่ เสมอด้วยดอกอัญชัน ปรากฏดุจสาคร พระ-
พุทธเจ้าผู้ฝึกบุคคลที่ยังไม่ได้ฝึก เป็นมุนี ทรงแนะนำ
เวไนยสัตว์ให้ตรัสรู้โพธิปักขิยธรรม พระองค์นั้นประทับ
อยู่ที่นั่น ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคน
กระหายน้ำ ค้นหาน้ำ คนหิวข้าว ค้นหาข้าว ปานดังแม่
โครักลูก ค้นหาลูกฉะนั้น ข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและ
อุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่ธรรม ให้พวกศิษย์ของ
ตนผู้จะไปยังสำนักของพระชินเจ้าศึกษาว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทั้งหลาย ใคร ๆ คร่าได้โดยยาก เสด็จเที่ยวอยู่
พระองค์เดียว เปรียบเหมือนราชสีห์ ท่านมาณพทั้งหลาย
ควรเดินเรียงลำดับกันมา พระพุทธเจ้าทั้งหลายยากที่
ใคร ๆ จะคร่าไป เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสร-
มฤคราช ดังช้างกุญชรที่ฝึกแล้วตกมันฉะนั้น ท่านมาณพ
ทั้งหลายจงอย่าจามและไอ เดินเรียงลำดับกันมา เข้าไป
สู่สำนักของพระพุทธเจ้าเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง
เป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบเงียบเสียง ยากที่จะ
คร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก เราทูลถามปัญหาใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 116 (เล่ม 53)

ขณะนั้น ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่ พระองค์
ทรงแสดงพระสัทธรรมอันเป็นแดนเกษม เพื่อบรรลุพระ-
นิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม
นั้น เพราะการฟังพระสัทธรรมเป็นความงาม ข้าพระองค์
ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ได้ปราศรัยกับพระมุนี ครั้น
ผ่านการปราศรัยไปแล้ว จึงตรวจดูพระลักษณะทั้งหลาย
ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ ๓๐
ประการ พระมุนีทรงแสดงพระคุหยฐานอันเร้นลับอยู่
ในฝัก ด้วยฤทธิ์ และพระชินเจ้าทรงแสดงพระชิวหา
สอดเข้าช่องพระกรรณและพระนาสิก ทรงแผ่พระชิวหา
ปกปิดถึงที่สุดพระนลาตทั้งสิ้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระ-
ลักษณะของพระองค์ บริบูรณ์พร้อมด้วยพยัญชนะ จึง
ลงความสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ แล้วบวชพร้อม
ด้วยพวกศิษย์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์ ๓๐๐ คน ออก
บวชเป็นบรรพชิต เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายบวชแล้วยัง
ไม่ถึงกึ่งเดือน ได้บรรลุถึงความดับทุกข์ทั้งหมด ข้า-
พระองค์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรม ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน เพราะได้
ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็น
อันมาก เพราะกุศลที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้
เหตุ ๘ ประการ คือข้าพระองค์เป็นผู้อันเขาบูชาในทิศ

116