ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 97 (เล่ม 53)

ปรากฏในวรรณะของตนซึ่งสำรวมอยู่ เพราะว่า ผู้มิใช่พระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้า ถูกคนยืนอยู่ตรงหน้าชมเชยด้วยพุทธคุณทั้งหลายอยู่ ย่อมขลาดกลัว
ถึงความเก้อเขิน เพราะความเป็นผู้ถึงความไม่กล้าหาญ (และ) เพราะ
ความเป็นผู้ไม่อดทนต่อการย้อนถาม. ถ้ากระไร เราพึงชมเชยพระสมณ-
โคดมต่อหน้า ด้วยคาถาทั้งหลายอันเหมาะสม ก็ครั้นคิดอย่างนี้แล้วจึง
ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๖ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้มีพระวิริยภาพ
มีพระสรีรกายสมบูรณ์ มีพระรัศมีงดงามชวนให้น่าดูยิ่ง
นัก พระฉวีวรรณก็ผุดผ่องดังทองคำ พระเขี้ยวแก้วทั้ง
ซ้ายขวาก็สุกใส ด้วยว่าลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่าใด
ย่อมมีปรากฏแก่พระอริยเจ้า หรือแก่พระบรมจักรพรรดิ
ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ ลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่า-
นั้น ย่อมมีปรากฏในพระกายของพระองค์ครบทุกสิ่ง
พระองค์มีดวงพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์ผุดผ่อง พระ-
วรกายทั้งสูงทั้งใหญ่และตั้งตรง มีพระเดชรุ่งโรจน์ อยู่
ในท่ามกลางแห่งหมู่พระสมณะ ปานดังดวงอาทิตย์ฉะนั้น
พระองค์ทรงเป็นภิกษุหมู่คุณสมบัติงดงามน่าชม มีพระ-
ฉวีวรรณผุดผ่องงดงามดังทองคำ พระองค์ทรงสมบูรณ์
ด้วยพระวรรณะ และพระลักษณะอันอุดมถึงอย่างนี้ จะ
มัวมาเป็นสมณะอยู่ทำไมกัน พระองค์ควรจะเป็นพระ-
ราชาจักรพรรดิผู้ประเสริฐ ทรงปราบไพรีชนะแล้ว เสด็จ

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 98 (เล่ม 53)

ผ่านพิภพเป็นบรมเอกราชในสากลชมพูทวีป มีสมุทร
สาครสี่เป็นขอบเขต ข้าแต่พระโคดม ขอเชิญพระองค์
เสด็จขึ้นผ่านราชสมบัติเป็นองค์ราชาธิราชจอมมนุษย์นิกร
ตามพระราชประเพณีของกษัตราธิราช โดยพระชาติที่ได้
เสวยราชย์ อันมีหมู่เสวกามาตย์โดยเสด็จเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริปุณฺณกาโย ความว่า ชื่อว่า มี
พระสรีระบริบูรณ์ เพราะมีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการอันปรากฏชัด
บริบูรณ์ และเพราะมีอวัยวะน้อยใหญ่ไม่ต่ำทราม.
บทว่า สุรุจิ ได้แก่ มีรัศมีแห่งพระสรีระงาม.
บทว่า สุชาโต ได้แก่ ชื่อว่าบังเกิดดีแล้ว เพราะถึงพร้อมด้วย
ความสูงและความใหญ่ และเพราะถึงพร้อมด้วยทรวดทรง.
บทว่า จารุทสฺสโน ความว่า ชื่อว่า มีพระทัศนะการเห็นงาม
เพราะมีพระทัศนะงามน่ารื่นรมย์ใจ ไม่น่าเกลียด ทำให้เกิดไม่อิ่มแก่ผู้ที่ดู
อยู่แม้เป็นเวลานาน. แต่บางอาจารย์กล่าวว่า บทว่า จารุทสฺสโน แปลว่า
มีพระเนตรงาม.
บทว่า สุวณฺณวฺโณ แปลว่า มีพระวรรณะดุจทองคำ.
บทว่า อสิ แปลว่า ได้มีแล้ว, ก็บทนี้พึงประกอบกับทุกบท โดย
นัยมีอาทิว่า ปริปุณฺณกาโย อสิ ได้มีกายบริบูรณ์.
บทว่า สุสุกฺกทาโฐ ได้แก่ มีพระเขี้ยวแก้วสุกใสดี. จริงอยู่ พระ-
รัศมีขาวดุจแสงจันทร์เปล่งออกจากพระเขี้ยวแก้วทั้งสองของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า.

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 99 (เล่ม 53)

บทว่า วีริยวา ได้แก่ ทรงประกอบด้วยความดียิ่งแห่งความ
บริบูรณ์ของพระวิริยบารมี และความถึงพร้อมแห่งสัมมัปปธานความเพียร
ชอบ ๔ ประการ โดยทรงอธิษฐานความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔.
บทว่า นรสฺส หิ สุชาตสฺส ได้แก่ ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ
ด้วยดี เพราะความบริบูรณ์แห่งพระบารมี ๓๐ ถ้วน หรือจักรพรรดิวัตร
อันประเสริฐ อธิบายว่า ผู้เป็นมหาบุรุษ.
บทว่า สพฺเพ เต ความว่า คุณของพระรูปใด กล่าวคือมหา-
ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีความที่ทรงมีพระบาทประดิษฐานอยู่ด้วยดี
เป็นต้น ซึ่งได้โวหารว่าพยัญชนะ เพราะทำความเป็นมหาบุรุษ คือความ
เป็นบุคคลผู้เลิศในโลกให้ปรากฏ และกล่าวคืออนุพยัญชนะ ๘๐ มีความ
ที่ทรงมีพระนขาแดงและพระนขานูนยาวเป็นต้น คุณแห่งพระรูปนั้น
ทั้งหมดไม่มีเหลือ มีอยู่ในพระกายของพระองค์ ดังนี้ เป็นคำที่เหลือ.
ด้วยบทว่า มหาปุริสลกฺขณา นี้ เสลพราหมณ์กล่าวซ้ำตามระหว่าง
คำของพยัญชนะทั้งหลายที่กล่าวแล้วในเบื้องต้นนั้นเอง.
บัดนี้ เมื่อจะกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระลักษณะที่
ตนชอบใจ เฉพาะในบรรดาพระลักษณะเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
ปสนฺนเนตฺโต ดังนี้.
จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า มีพระเนตรผ่องใส เพราะ
ถึงพร้อมด้วยความใสแห่งวรรณะ ๕. ชื่อว่ามีพระพักตร์ผุดผ่อง เพราะทรง
มีพระพักตร์ดุจพระจันทร์เต็มดวง. ชื่อว่ามีพระกายสูงใหญ่ เพราะสมบูรณ์
ด้วยส่วนสูงและส่วนใหญ่. ชื่อว่ามีพระกายตรง เพราะมีพระวรกายตรง
ดุจกายพระพรหม. ชื่อว่ามีพระเดชรุ่งโรจน์ เพราะทรงมีความโชติช่วง.

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 100 (เล่ม 53)

บัดนี้ เมื่อจะประกาศถึงความมีพระเดชรุ่งโรจน์นั้นนั่นแหละ ด้วย
การเปรียบด้วยพระอาทิตย์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มชฺเฌ สมณสงฺฆสฺส
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิจฺโจว วิโรจสิ ความว่า พระ-
อาทิตย์เมื่อขึ้นย่อมขจัดความมืดทั้งปวง กระทำความสว่างไพโรจน์อยู่
ฉันใด แม้พระองค์ก็ฉันนั้น ย่อมขจัดความมืดคืออวิชชาทั้งปวงทั้งภายใน
และภายนอก กระทำแสงสว่างคือญาณรุ่งโรจน์อยู่.
ชื่อว่าทรงมีคุณสมบัติงามน่าดู เพราะนำมาซึ่งทัศนสมบัติ สมบัติ
แห่งการน่าดูอันมีอยู่ในพระองค์ เพราะทรงมีพระรูปน่าดู และเพราะ
ประกอบด้วยการเห็นที่ดี ๕ ประการ.
บทว่า อุตฺตมวณฺณิโน ได้เเก่ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระวรรณะอัน
อุดม.
บทว่า จกฺกวตฺตี ความว่า ชื่อว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะ
ยังจักรรัตนะให้เป็นไป, เพราะประพฤติด้วยจักรสมบัติ ๘ ประการ และ
ยังคนอื่นให้ประพฤติจักรสมบัติ ประการนั้น (และ) เพราะทรงมีวัตร
แห่งจักรคืออิริยาบถ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอื่น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะทรงมีวัตรแห่งอาณาจักรที่คนเหล่าอื่น
ครอบงำไม่ได้ เพราะประกอบด้วยอัจฉริยธรรม ๔ และสังคหวัตถุ ๔
ดังนี้ก็มี.
บทว่า รเถสโภ ได้แก่ เป็นบุรุษผู้องอาจชาติอาชาไนยในทหาร
รถทั้งหลาย อธิบายว่า เป็นทหารรถผู้ใหญ่.

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 101 (เล่ม 53)

บทว่า จาตุรนฺโต ได้แก่ เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็น
ที่สุด.
บทว่า วิชิตาวี แปลว่า ชัยชนะของผู้ชนะ.
บทว่า ชมฺพุสณฺฑสฺส ได้แก่ ชมพูทวีป. จริงอยู่ พราหมณ์เมื่อ
จะแสดงความเป็นใหญ่ทั้งหลายตามที่ปรากฏ จงกล่าวอย่างนั้น. ก็พระเจ้า
จักรพรรดิย่อมเป็นใหญ่ในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมทั้งทวีปน้อย.
บทว่า ขตฺติยา ได้แก่ กษัตริย์โดยชาติ.
บทว่า ราชาโน ได้แก่ ราชาเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ครองราชย์.
บทว่า อนุยนฺตา ได้แก่ เหล่าเสวกผู้ตามเสด็จ.
บทว่า ราชาภิราชา ได้แก่ เป็นพระราชาที่พระราชาทั้งหลายบูชา,
อธิบายว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.
บทว่า มนุชินฺโท ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในมนุษย์ อธิบายว่า ผู้เป็น
ใหญ่ยิ่งแห่งพวกมนุษย์.
เมื่อเสลพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง
กระทำให้บริบูรณ์ซึ่งมโนรถ ของเสลพราหมณ์นี้ที่ว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อใคร ๆ กล่าวคุณของตน ย่อมกระทำตนให้
ปรากฏ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือ
เป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม เราจักยังธรรมจักรซึ่ง
ใคร ๆ ให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไป.
ในพระคาถานั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนเสลพราหมณ์ ใน
ข้อที่ท่านอ้อนวอนเราว่า ควรเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น เราเป็นผู้มีความ

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 102 (เล่ม 53)

ขวนขวายน้อย เราเป็นพระราชา เมื่อความเป็นราชามีอยู่ คนอื่นแม้
เป็นพระราชาย่อมปกครองไปได้ร้อยโยชน์บ้าง สองร้อย สามร้อย สี่ร้อย
ห้าร้อยโยชน์บ้าง แม้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ปกครองเพียงทวีปทั้ง ๔
เป็นที่สุดฉันใด เราเป็นผู้มีวิสัยคือเขตแดนอันกำหนดไว้ฉันนั้น หามิได้.
ก็เราเป็นธรรมราชผู้ยอดเยี่ยม ย่อมสั่งสอนโลกธาตุหาประมาณมิได้ โดย
ขวาง จากภวัคคพรหมถึงอเวจีเป็นที่สุด. ก็สัตว์ทั้งหลายชนิดที่ไม่มีเท้า
เป็นต้น มีประมาณเพียงใด เราเป็นผู้เลิศแห่งสัตว์ทั้งหลายมีประมาณ
เพียงนั้น. ก็ใคร ๆ ผู้แม้นี้เหมือนกับเราด้วยศีล. ฯลฯ หรือด้วยวิมุตติ-
ญาณทัสสนะ ย่อมไม่มี ผู้ยิ่งกว่าเราจักมีมาแต่ไหน. เรานั้นเป็นพระธรรม-
ราชาผู้ยอดเยี่ยมอย่างนี้ ย่อมยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม กล่าวคือโพธิ-
ปักขิยธรรม อันต่างด้วยสติปัฏฐาน เป็นต้นอันยอดเยี่ยมทีเดียว คือ
ย่อมยังอาณาจักรให้เป็นไป โดยนัยมีอาทิว่า ท่านจงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่ง
นี้อยู่ หรือยังธรรมจักรนั่นแหละให้เป็นไปโดยปริยัติธรรมมีอาทิว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย ก็นี้แลทุกขอริยสัจ.
บทว่า จกฺกํ อปฺปติวตฺติยํ ความว่า จักรใดอันสมณะ ฯลฯ หรือ
ใคร ๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้.
เสลพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศพระองค์ออกมา
อย่างนี้ เกิดปีติโสมนัส เพื่อจะการทำให้แน่นเข้า จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้ง
ยังตรัสยืนยันว่า ทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม ใครหนอ

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 103 (เล่ม 53)

เป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นสาวกผู้ประพฤติตาม
พระองค์ผู้เป็นศาสดา ใครจะประกาศธรรมจักรนี้ ที่
พระองค์ทรงประกาศแล้ว ให้เป็นไปตามได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ เสนาปติ ความว่า พราหมณ์
ถามว่า ใครหนอเป็นเสนาบดีของพระธรรมราชาผู้เจริญ ผู้ประกาศตามซึ่ง
จักรที่ทรงประกาศแล้วโดยธรรม.
ก็สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ พระปรัศว์เบื้องขวาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า งดงามด้วยสิริ ดุจแต่งทองคำ, พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงพระสารีบุตรนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนแสลพราหมณ์ สารีบุตรผู้อนุชาตบุตรของเรา
ตถาคต จะประกาศตามธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่เรา
ประกาศแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุซาโต ตถาคตํ ความว่า ผู้เป็น
อนุชาคบุตรของตถาคต. อธิบายว่า เกิดในอริยชาติโดยพระตถาคตเป็น
เหตุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาที่เสลพราหมณ์ถามว่า ใคร
หนอเป็นเสนาบดีของพระองค์ ดังนี้ อย่างนี้แล้ว มีพระประสงค์จะทรง
กระทำเสลพราหมณ์ให้หมดสงสัย ในข้อที่ถามว่า พระองค์ทรงปฏิญญา
ว่าเป็นพระสัมพุทธเจ้านั้น เพื่อจะให้เขารู้ว่า เราย่อมไม่ปฏิญญาด้วยสัก
แต่ว่าปฏิญญาเท่านั้น เราเป็นพระพุทธเจ้า แม้เพราะเหตุนี้ ดังนี้ จึงตรัส
พระคาถาว่า

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 104 (เล่ม 53)

เรารู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เจริญธรรมที่ควรเจริญ ละ
ธรรมที่ควรละ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า
นะพราหมณ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิญฺเญยฺยํ ได้แก่ สัจจะ ๔ คือ
อริยสัจ ๔, จริงอยู่ คำว่า อภิญฺเญยํ นั่น เป็นศัพท์สามัญทั่วไปแก่
สัจจะ และอริยสัจ ๔.
บรรดาอริยสัจเหล่านั้น มรรคสัจใดควรเจริญ และสมุทัยสัจใด
ควรละ แม้นิโรธสัจและทุกขสัจอันเป็นตัวผลของมรรคสัจและสมุทัยสัจนั้น
ก็ย่อมเป็นอันถือเอาด้วยศัพท์ทั้งสองนั้น เพราะผลสำเร็จได้ด้วยศัพท์อัน
เป็นเหตุเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น แม้คำนี้ว่า เราทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้
แจ้ง เรากำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ดังนี้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แน่นอนใน
คาถานั้น. อีกอย่างหนึ่ง ก็คำว่า เรารู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงประกาศความเป็นผู้ตรัสรู้พร้อม ในการรู้ยิ่งซึ่งไญยธรรม
แม้ทั้งปวง โดยอุเทศ เมื่อจะทรงแสดงเอกเทศส่วนหนึ่งแห่งความเป็น
ผู้ตรัสรู้พร้อมนั้น โดยนิเทศ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า และเราเจริญ
แล้วซึ่งธรรมที่ควรเจริญ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำว่า เราเจริญธรรมที่ควรเจริญ ละธรรม
ที่ควรละ นี้ ย่อมเป็นอันระบุพระพุทธคุณแม้ทั้งสิ้น เพราะมีการเจริญ
และการละนั้นเป็นมูล โดยมุขคือการระบุถึงญาณสัมปทาและปหานสัมปทา
ของพระองค์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า เพราะฉะนั้น เราจึง
เป็นพระพุทธเจ้า นะพราหมณ์.

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 105 (เล่ม 53)

จริงอยู่ เพราะถือเอาวิชชาและวิมุตติโดยทุกประการ ด้วยศัพท์ว่า
อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็น
สัจจะทั้ง ๔ ซึ่งเป็นไปกับด้วยผล พร้อมทั้งเหตุสมบัติ จึงทรงประกาศ
ความที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า โดยถูกต้องของพระองค์โดยญาณ โดย
เหตุว่าเรารู้สิ่งทั้งปวงที่ควรรู้. จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า.
ครั้นทรงการทำพระองค์ให้ปรากฏโดยตรงอย่างนี้แล้ว เพื่อจะให้
ข้ามพ้นความเคลือบแคลงในพระองค์ เมื่อจะทรงทำพราหมณ์ให้เกิดความ
อุตสาหะ จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงนำความเคลือบแคลงในเรา
ออกเสีย จงน้อมใจเชื่อเถิด เพราะการเห็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าเนือง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในโลก เป็นการหาได้
ยาก. ดูก่อนพราหมณ์ เราเป็นพระพุทธเจ้า เป็นหมอ
ผ่าตัดลูกศรคือกิเลสชั้นเยี่ยม เราเป็นดังพรหม ล่วงพ้น
การชั่งตวง เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามาร ทำผู้ที่มิใช่มิตร
ทุกจำพวกไว้ในอำนาจได้ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิกบาน
อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินยสฺสุ ได้แก่ ท่านจงนำออกเสีย คือ
จงตัดเสีย. บทว่า กงฺขํ ได้แก่ ความลังเลใจ.
บทว่า อธิมุจฺจสฺสุ ความว่า ท่านจงทำความน้อมใจเชื่อ คือจง
เชื่อว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ ความว่า เพราะโลกย่อม
ว่างจากพระพุทธเจ้าตั้งอสงไขยกัป.

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 106 (เล่ม 53)

บทว่า สลฺลกตฺโต ได้แก่ เป็นผู้ผ่าตัดลูกศร คือกิเลสมีราคะ
เป็นต้น.
บทว่า พฺรหฺมภูโต แปลว่า เป็นผู้ประเสริฐสุด.
บทว่า อติตุโล แปลว่า ล่วงพ้นการชั่งตวง คือไม่มีผู้เปรียบเทียบ.
บทว่า มารเสนปฺปมทฺทโน ได้แก่ เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามารซึ่ง
มีที่มาอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเสนาที่หนึ่ง ดังนี้.
บทว่า สพฺพามิตฺเต ได้แก่ ข้าศึกทั้งปวง กล่าวคือขันธมาร กิเลส-
มาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร.
บทว่า วเส กตฺวา ได้แก่ ทำไว้ในอำนาจของตน.
บทว่า โมทามิ อกุโตภโย ความว่า เราไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิก-
บานอยู่ด้วยสุขอันเกิดจากสมาธิ และสุขในผลและนิพพาน.
เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว เสลพราหมณ์เกิดความเลื่อมใสในพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ในขณะนั้นเอง เป็นผู้มุ่งต่อการบรรพชา ผู้ประดุจถูก
อุปนิสัยสมบัติอันถึงความแก่กล้ากระตุ้นเตือน จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับคำ
ของข้าพระองค์นี้ก่อน พระตถาคตผู้มีพระจักษุ เป็น
แพทย์ผ่าตัดลูกศร ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ ได้ตรัส
พระวาจาเหมือนราชสีห์บันลือสีหนาทในป่า ใครได้เห็น
พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ล่วงพ้นการชั่งตวง ทรงย่ำยีมาร
และเสนามารแล้ว จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า แม้ชนผู้เกิดใน
เหล่ากอคนดำ ก็ย่อมเลื่อมใส ผู้ใดจะตามฉันมา ก็เชิญ

106