ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 87 (เล่ม 53)

ธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้
กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ไม่
ก่อรากขึ้นได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ฉันนั้น
ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแต่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระ-
นิพพาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เข้าไปได้เห็นรูป
ที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ทางจักษุทวาร.
บทว่า สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิ กโรโต ความว่า เมื่อบุคคล
ไม่ตั้งอยู่ในรูปนั้นเพียงสักว่าเห็นเท่านั้น ใส่ใจถึงสุภนิมิต คือกระทำไว้
ในใจโดยไม่แยบคาย ด้วยอาการถืออาว่างาม สติย่อมหลงลืม. ก็เมื่อเป็น
เช่นนั้น ผู้นั้นเป็นผู้มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ คือเป็นผู้กำหนัดติดข้อง
รูปารมณ์นั้น เสวยอารมณ์เพลิดเพลิน ยินดียิ่งอยู่, ก็บุคคลผู้เป็นอย่างนั้น
ย่อมยึดมั่นรูปารมณ์นั้นด้วย อธิบายว่า ยึดรูปารมณ์นั้น คือยึดมั่นว่าเป็น
สุข ๆ กลืนเอาไว้หมด แล้วดำรงอยู่.
บทว่า ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รูปสมฺภวา ความว่า
เวทนามิใช่น้อยต่างโดยสุขเวทนาเป็นต้น ซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด คือมีรูป
เป็นอารมณ์ อันมีการเกิดขึ้นแห่งกิเลสเป็นตัวเหตุ ย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคล
นั้น คือผู้เห็นปานนั้น.
บทว่า อภิชฺฌา วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ ความว่า จิตของ
บุคคลนั้น ถูกอภิชฌาอันเกิดในปิยรูป ด้วยอำนาจความกำหนัด และ
วิหิงสาอันมีความเศร้าโศกเป็นลักษณะเกิดขึ้น เพราะปิยรูปนั้นแหละ

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 88 (เล่ม 53)

มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจความชิงชังในรูปอันไม่
น่ารัก เบียดเบียนอยู่.
บทว่า เอวมาจินโต ทุกฺขํ ความว่า วัฏทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้มัว
คำนึงถึงอภิสังขารคือภพนั้นๆ ด้วยอำนาจความยินดีในการเสวยอารมณ์.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิด
ตัณหา ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ย่อมมี ดังนี้. สำหรับบุคคล
ผู้เป็นอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไกล คือห่างไกลพระนิพพาน
อธิบายว่า พระนิพพานนั้น อันบุคคลนั้นได้ยาก.
แม้ในคาถามีอาทิว่า สทฺทํ สุตฺวา ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัย
ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆคฺวา แปลว่า สูดดมแล้ว. บทว่า
โภตฺวา แปลว่า ลิ้มแล้ว . บทว่า ผุสฺส แปลว่า ถูกต้องแล้ว.
บทว่า ธมฺมํ ญตฺวา ได้แก่ รู้แจ้งธรรมารมณ์.
พระเถระครั้นแสดงวัฏฏะของคนผู้กำหนัดในอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงวิวัฏฏะพระนิพพานของคนผู้ไม่กำหนัดใน
อารมณ์นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า น โส รชฺชติ รูเปสุ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น โส รชฺชติ รูเปสุ รูปํ ทิสฺวา
ปฏิสฺสโต ความว่า บุคคลใดเห็นรูปแล้ว ยึดเอารูปารมณ์ที่มาอยู่ในคลอง
ด้วยการสืบต่อแห่งวิญญาณอันเป็นไปในจักษุทวาร ย่อมกลับเป็นผู้ได้สติ
เพราะเป็นผู้กระทำความรู้ตัวด้วยสัมปชัญญะทั้ง ๔ บุคคลนั้นย่อมไม่
กำหนัด คือไม่ทำความกำหนัดให้เกิดในรูปารมณ์ทั้งหลาย คือเป็นผู้มีจิต
คลายกำหนัดรู้แจ้งอยู่โดยแท้ เมื่อรู้แจ้งตามความเป็นจริงในรูปารมณ์

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 89 (เล่ม 53)

โดยความเป็นสมุทัยเป็นต้น ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย เป็นผู้มีจิต
คลายกำหนัดรู้แจ้งรูปารมณ์นั้น และเวทนาที่เกิดในรูปารมณ์นั้น ก็บุคคล
ผู้เป็นอย่างนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นรูปารมณ์นั้น อธิบายว่า ย่อมไม่ยึดติด
รูปารมณ์นั้น เพราะเป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดได้โดยชอบ คือย่อมไม่ยึดมั่น
ด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นอัตตา
ของเรา.
บทว่า ยถาสฺส ปสฺสโต รูปํ ความว่า อภิชฌาเป็นต้นในรูปารมณ์
นั้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีนั้นฉันใด ก็ย่อมไม่เป็นไปแก่บุคคลผู้เห็น
รูปโดยความไม่เที่ยงเป็นต้นฉันนั้น.
บทว่า เสวโต จาปิ เวทนํ ได้แก่ แม้ผู้เสวยเวทนาอันปรารภรูป
นั้นเกิดขึ้น และธรรมอันสัมปยุตด้วยเวทนานั้น โดยการเสวยอารมณ์.
บทว่า ขียติ ความว่า กิเลสวัฏทั้งปวงย่อมถึงความสิ้นไปคือความหมด
สิ้น.
บทว่า โนปจิยติ๑ ได้แก่ ย่อมไม่ก่อ คือย่อมไม่ถึงความสั่งสมไว้.
บทว่า เอวํ โส จรตี สโต ความว่า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะประพฤติ
คืออยู่ด้วยการปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสอย่างนี้.
บทว่า เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ ได้แก่ ผู้ปราศจากการก่อวัฏทุกข์
ทั้งสิ้น ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรคอันเป็นเครื่องถึงความปราศจาก
ความสั่งสม โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ความว่า พระผู้มีพระภาณเจ้าตรัส
๑. บาลีเป็น อปจิยฺยติ.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 90 (เล่ม 53)

ว่า ใกล้สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะได้
ทำให้แจ้งอสังขตธาตุ.
แม้ในบทว่า น โส รชฺชติ สทฺเทสุ เป็นต้น ก็พึงทราบเนื้อความ
โดยนัยนี้นั่นแล.
พระเถระประกาศความที่ตนเป็นผู้รองรับพระโอวาทของพระศาสดา
ด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว ลุกขึ้นจากอาสนะถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ก็ไป ไม่นานนัก เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 91 (เล่ม 53)

๖. เสลเถรคาถา
ว่าด้วยคำชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๓๙๐] พระเสลเถระเมื่อครั้งยังเป็นพราหมณ์ได้กล่าวชมเชยพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๖ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ทรงมีพระวิริย-
ภาพ มีพระสรีรกายสมบูรณ์ มีพระรัศมีงดงามชวนให้
น่าดูยิ่งนัก พระฉวีวรรณก็เปล่งปลั่งดังทองคำ พระ-
เขี้ยวแก้วทั้งซ้ายขวาก็สุกใส ด้วยว่าลักษณะแห่งมหาบุรุษ
เหล่าใด ย่อมมีปรากฏแก่พระอริยเจ้า หรือพระบรม-
จักรพรรดิ ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ ลักษณะแห่ง
มหาบุรุษเหล่านั้น ย่อมมีปรากฏในพระกายของพระองค์
ครบทุกสิ่ง พระองค์มีดวงพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์
ผุดผ่อง พระวรกายทั้งสูงทั้งใหญ่และตั้งตรง มีพระเดช
รุ่งโรจน์อยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่พระสมณะ ปานดังดวง
อาทิตย์ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติงดงาม
น่าชม มีพระฉวีวรรณผุดผ่องงดงามดังทองคำ พระองค์
ทรงสมบูรณ์ด้วยพระวรรณะและพระลักษณะอันอุดมถึง
อย่างนี้ จะมัวเมาเป็นสมณะอยู่ทำไมกัน พระองค์ควรจะ
เป็นพระราชาจักรพรรดิผู้ประเสริฐ ทรงปราบปรามไพรี
ชนะแล้วเสด็จผ่านพิภพ เป็นบรมเอกราชในสากลชมพู-
ทวีป มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต ข้าแต่พระโคดม ขอ
เชิญพระองค์เสด็จขึ้นผ่านราชสมบัติ เป็นองค์ราชาธิราช

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 92 (เล่ม 53)

จอมมนุษย์นิกร ตามพระราชประเพณีของกษัตราธิราช
โดยพระชาติที่ได้เสวยราชย์ อันมีหมู่เสวกามาตย์โดย
เสด็จเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดูก่อนเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือ
เป็นธรรมราชายอดเยี่ยม เรายังจักรอันใคร ๆ ให้เป็นไป
ไม่ได้ ให้เป็นไปโดยธรรม.
เสลพราหมณ์ได้กราบทูลด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้งยังได้
ตรัสยืนยันว่า จะทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม ใครหนอ
เป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นสาวกผู้ประพฤติตาม
พระองค์ ผู้เป็นพระศาสดา ใครจะประกาศธรรมจักรที่
พระองค์ทรงประกาศแล้ว ให้เป็นไปตามได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดูก่อนเสลพราหมณ์ สารีบุตรผู้อนุชาตบุตรของตถาคต
จะประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่เราประกาศแล้ว ดู
ก่อนพราหมณ์ เรารู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว เจริญ
ธรรมที่ควรเจริญแล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว เหตุนั้น เรา
จึงเป็นพระพุทธเจ้า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงนำความ
เคลือบแคลงในเราออกเสีย จงน้อมใจเชื่อเถิด เพราะ
การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่อง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในโลก

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 93 (เล่ม 53)

เป็นการหาได้ยาก ดูก่อนพราหมณ์ เราเป็นพระพุทธเจ้า
เป็นหมอผ่าตัดลูกศรคือกิเลสชั้นเยี่ยม เราเป็นดังพรหม
ล่วงพ้นการชั่งตวง เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามาร ทำผู้
มิใช่มิตรทุกจำพวกไว้ในอำนาจได้ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ
เบิกบานอยู่.
เสลพราหมณ์กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับคำ
ของข้าพระองค์นี้ก่อน พระตถาคตผู้มีพระจักษุเป็นแพทย์
ผ่าตัดลูกศร ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ ได้ตรัสพระวาจา
เหมือนราชสีห์บันลือสีหนาทในป่า ใครได้เห็นพระองค์
ผู้ประเสริฐดังพรหม ไม่มีใครเสมอเหมือน ทรงย่ำยีมาร
และเสนามารได้แล้ว จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า แม้คนที่เกิด
ในเหล่ากอคนดำ ก็ย่อมเลื่อมใส ผู้ใดปรารถนาจะตาม
ฉันมา ก็เชิญตามมา หรือผู้ใดไม่ปรารถนาก็จงกลับไป
เถิด แต่ตัวฉันจะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้มีพระ-
ปัญญาอย่างประเสริฐนี้ละ.
พอเสลพราหมณ์ผู้อาจารย์พูดจบลง ทันใดนั้นเอง มาณพอันเตวาสิก
๓๐๐ คนเป็นผู้มุ่งจะบวชเหมือนกัน จึงกล่าวคาถาว่า
ถ้าท่านอาจารย์ชอบใจคำสอน ของพระสัมมสัม-
พุทธเจ้านี้ แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะพากันบวชในสำนัก
ของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาอย่างประเสริฐ.

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 94 (เล่ม 53)

เสลพราหมณ์กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พา
กันประฌมอัญชลีทูลขอบรรพชาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลาย
จักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด พรหมจรรย์เรากล่าว
ดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล
เพราะการบวชในศาสนานี้ ไม่ไร้ผลแก่บุคคลผู้ไม่ประ-
มาทศึกษาอยู่.
ครั้นพระเสลเถระได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เมื่อจะประกาศอรหัตผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา
ความว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ นับแต่วันที่
ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงสรณคมน์ล่วงไปแล้วได้ ๗ วัน ครบ
๘ วันเข้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้มีอินทรีย์อันฝึก
แล้ว ในศาสนาของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ตื่นแล้วและ
ยังทรงปลุกผู้อื่นให้ตื่นได้อีกด้วย พระองค์เป็นครูผู้สั่งสอน
แก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอนปราชญ์ ทรง
ครอบงำมารและเสนามาร ทรงตัดอนุสัยได้แล้ว ทรง
ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้แล้ว ทรงยังหมู่สัตว์นี้ให้ข้าม
ห้วงแห่งสังสารวัฏได้ด้วย ทรงก้าวล่วงอุปธิได้แล้ว ทรง
ทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่น

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 95 (เล่ม 53)

ทรงละความขลาดกลัวต่อภัยได้แล้ว เหมือนสีหราชผู้ไม่
ครั่นคร้ามต่อหมู่เนื้อฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า
ภิกษุ ๓๐๐ รูปเหล่านี้ พากันมายืนประณมอัญชลีอยู่พร้อม
หน้า ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดฝ่าพระบาททั้งสองมา
เถิด ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลายจะขอถวายบังคมพระองค์
ผู้เป็นพระศาสดา.
จบเสลเถรคาถา
อรรถกถาเสลเถรคาถาที่ ๖
คาถาของท่านพระเสลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปริปุณฺณกาโย สุรุจิ
ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ พระเถระนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูล พอรู้เดียงสา ได้เป็นหัวหน้าคณะ ชักชวนบุรุษ
๓๐๐ คน พร้อมกับพวกบุรุษเหล่านั้น ให้สร้างพระคันธกุฎีถวายพระ-
ศาสดา เมื่อสร้างพระคันธกุฎีเสร็จแล้ว บำเพ็ญมหาทานแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ให้พระศาสดาและภิกษุทั้งหลายครองไตรจีวร.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาอยู่แต่ในเทวโลกเท่านั้น ตลอดพุทธันดร
หนึ่ง จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพราหมณคาม ชื่อ
อาปณะ ในอังคุตตราปะชนบท ได้นามว่า เสละ เขาเจริญวัยแล้วเรียน

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 96 (เล่ม 53)

สำเร็จไตรเพท และศิลปของพราหมณ์ทั้งหลาย บอกมนต์แก่มาณพ ๓๐๐
คน อยู่อาศัยในพราหมณคาม ชื่ออาปณะ.
ก็สมัยนั้น พระศาสดาเสด็จจากเมืองสาวัตถี เสด็จจาริกไปใน
อังคุตตราปะ พร้อมกับภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ทรงเห็นความแก่กล้าแห่งญาณ
ของเสละกับพวกอันเตวาสิก จึงประทับอยู่ในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น
ชฎิลชื่อเกนิยะ๑ ได้สดับว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงไปในไพรสณฑ์นั้น
นิมนต์พระศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น แล้วจัดแจง
ของเคี้ยวของฉันมากมายในอาศรมของตน.
ก็สมัยนั้น เสลพราหมณ์กับมาณพ ๓๐๐ คน เดินเที่ยวพักผ่อนไป
โดยลำดับ ได้เข้าไปยังอาศรมของเกนิยชฎิล เห็นชฎิลทั้งหลายตระเตรียม
อุปกรณ์ทาน ด้วยกิจมีการฝ่าฟืนและก่อเตาไฟเป็นต้น จึงถามด้วยคำมี
อาทิว่า ท่านเกนิยะ มหายัญปรากฏเฉพาะแก่ท่านหรือ ? เมื่อเกนิยชฎิลนั้น
กล่าวว่า ข้าพเจ้านิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามาเสวยในวันพรุ่งนี้ พอได้ฟัง
คำว่า พุทโธ เท่านั้น เป็นผู้ร่าเริงดีใจ เกิดปีติโสมนัส ในทันใดนั้นได้เข้า
เฝ้าพระศาสดาพร้อมกับมาณพทั้งหลายได้รับการปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ที่
ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ในพระวรกาย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงคิดว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านั้น จะเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ หรือเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว
ในโลก ก็ท่านผู้นี้เป็นนักบวช และเราก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่
แต่เราก็ได้สดับมาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์บอก
เล่าไว้ว่า ท่านผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมกระทำตนให้
๑. ใน ขุ. สุ. เสลสูตร เป็น เกณิยชฎิล.

96