ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 67 (เล่ม 53)

ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดินอันมีสาครเป็น
ที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยังปรารถนา
จักครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป พระราชก็ดี
มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา
ย่อมเข้าถึงความตาย ยังไม่เต็มความประสงค์ก็พากันละ
ทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายย่อมไม่มีในโลก
เลย หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น
และรำพันว่า ทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่
ตาย ครั้นพวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่อนำไปเผาเสียที่
เชิงตะกอน ผู้ที่ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วย
ไฟ ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัว ไปเมื่อ
บุคคลจะตามย่อมไม่มีญาติหรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้
พวกที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน
สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์
สมบัติอะไร ๆ คือ พวกบุตร ภรรยา ทรัพย์ แว่นแคว้น
สิ่งใด ๆ จะติดตามไปได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะ
ทรัพย์ก็หาไม่ จะละความแก่ไปแม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่.
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั่นแล ว่าเป็นของน้อย
ไม่ยั่งยืน มีความเปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและ
คนยากจนย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน ทั้งคนพาลและ
คนฉลาดก็ถูกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่คนพาลถูก
อารมณ์ที่ไม่ชอบใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะ

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 68 (เล่ม 53)

ความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้อง ย่อม
ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐ
กว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่
คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำกรรมชั่วต่าง ๆ อยู่
ในภพน้อยภพใหญ่ เพราะความหลง. ผู้ใดทำกรรมชั่ว
แล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป
บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อมาเชื่อต่อการทำของบุคคลผู้ทำ
กรรมชั่วนั้น ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไปเหมือน
กัน. โจรผู้มีธรรมอันชั่งช้า ถูกเขาจับได้พร้อมของกลาง
ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนอันใด หมู่สัตว์ผู้มีธรรม
อันชั่วช้า ละไปแล้ว ย่อมเดือนร้อนในปรโลกเพราะ
กรรมของตนฉันนั้น.
กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อยน่ารื่นรมย์ใจ ย่อม
ย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ. ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพ
ได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช สัตว์
ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างหายแตก
เหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น.
ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเห็นความไม่เที่ยงไม้
ข้อนี้ จึงออกบวช. ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั่นและประ-
เสริฐ อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติ
ชอบในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพ
ไม่มีโทษ อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพ
เห็นกามทั้งหลายโดยเป็นของอันไฟติดทั่งแล้ว เห็นทอง

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 69 (เล่ม 53)

ทั้งหลายโดยเป็นศาสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงใน
ครรภ์ เห็นภัยใหญ่ในนรก จึงออกบวช อาตมภาพเห็น
โทษอย่างนี้แล้ว ได้ความสังเวชในกาลนั้น ในกาลนั้น
อาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศรคือราคะเป็นต้นเสียบแทงแล้ว
บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว พระศาสดาอันอาตม-
ภาพคุ้นเคยแล้ว คำสั่งสอนอขงพระพุทธเจ้า อาตมภาพ
ทำเสร็จแล้ว อาตมภาพได้ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอน
ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่
กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึง
ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามิ โลเก ความว่า ดูก่อน
มหาบพิตร อาตมภาพเห็นหมู่มนุษย์ผู้มีทรัพย์คือสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ผู้มั่งคั่ง
ในโลกนี้ ก็หมู่มนุษย์เหล่านั้นได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ คือได้ทรัพย์แล้ว
ดำรงอยู่ในโภคสมบัติ ย่อมไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ ในบรรดาสมณ-
พราหมณ์เป็นต้น. เพราเหตุไร ? เพราเขลา คือเพราะไม่มีกัมมัสกตา-
ปัญญา, เป็นผู้โลภ คือถูกโลภะครอบงำ ย่อมปรารถนาคือหวังเฉพาะ
กาม คือกามคุณที่ยิ่งขึ้น คือสูงกว่ากามที่ได้รับว่า ก็เราพึงได้โภคะ
เช่นนี้เหมือนอย่างนั้น ดังนี้ และกระทำความพยายามอันเกิดจากความ
หวังนั้น.
พระเถระเมื่อจะแสดงอุทาหรณ์แห่งการปรารถนากามที่ยิ่ง ๆ ขึ้น จึง

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 70 (เล่ม 53)

กล่าวคำว่า มหาราช ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสยฺหปฺปฐวี วิเชตฺวา ความว่า ชนะ
วิเศษเฉพาะแผ่นดินที่อยู่ในอำนาจของตน โดยพลการ.
บทว่า อาวสนฺโต แปลว่า ปกครองอยู่.
บทว่า โอรํ สมุทฺทสฺส ความว่า แม้ได้ส่วนในแห่งสมุทรจน
หมดสิ้น ก็ยังไม่อิ่มด้วยการได้นั้น ก็ปรารถนาฝั่งคือทวีปอื่นๆ แห่งสมุทร
ต่อไปอีก.
บทว่า อวีตตณฺหา ได้แก่ ผู้ไม่ปราศจากตัณหา.
บทว่า อูนาว ได้แก่ ผู้มีมโนรถยังไม่บริบูรณ์เลย.
บทว่า กาเมหิ โลกมฺหิ น หตฺถิ ติตฺติ ความว่า ชื่อว่าความ
อิ่มด้วยวัตถุกามทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่คนผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา.
บทว่า กนฺทนฺติ นํ ความว่า ย่อมกระทำความคร่ำครวญระบุถึง
คุณของเขา เจาะจงคนที่ตายไปแล้ว.
บทว่า อโห วตา โน อมราติ จาหุ ความว่า ย่อมคร่ำครวญ
ว่า ทำอย่างไรหนอ ญาติทั้งหลายของพวกเราจะพึงไม่ตาย, ก็ในที่นี้ เพื่อ
สะดวกในการผูกคาถา ท่านจึงทีฆะ (วต) เป็น วตา.
บทว่า โส ฑยฺหติ สูเลหิ ตุชฺชมาโน ความว่า สัตว์ผู้ตาย
แล้วนั้น สัปเหร่อเอาหลาวแทงเพื่อเผ่าง่าย. บทว่า ตาณา แปลว่า ผู้
กระทำการต้านทาน.
บทว่า เยนกมฺมํ แปลว่า ตามยถากรรม.
บทว่า ธนํ ได้แก่ วัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บุคคลพึงออกเสียงร้อง (ว่า
นี้ของเรา). ท่านกล่าว ธนํ ซ้ำอีก โดยหมายถึงเงินและทอง.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 71 (เล่ม 53)

ท่านกล่าวถึงความไม่มีการตอบแทนแห่งกามคุณและชรา ด้วยบท
มีอาทิว่า น ทีฆายุ อายุไม่ยืน เพื่อจะแสดงซ้ำถึงความทีกามคุณนั้น
เป็นฝ่ายเดียวกัน จึงกล่าวคำว่า อปฺปํ หิ = น้อยนัก ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ผุสนฺติ ความว่า ย่อมถูกต้อง คือได้รับผัสสะอันไม่น่า
ปรารถนา, ในการถูกต้องผัสสะนั้น ท่านแสดงว่า ความเป็นคนมั่งคั่ง
และขัดสน ไม่ใช่เหตุ.
บทว่า ผสฺสํ พาโล จ ธีโร จ ตเถว ผุฏฺโฐ ความว่า คนพาล
ถูกต้องผัสสะทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ฉันใด นักปราชญ์ก็
ย่อมถูกต้องผัสสะทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในข้อนี้ ทั้งคนพาลและบัณฑิต ไม่มีความผิดแผกอะไรกัน, ส่วนข้อ
ที่แปลกกันมีดังนี้ ก็คนพาลเป็นผู้ถูกเบียดเบียนอยู่เพราะความเป็นคนพาล
อธิบายว่า พาลบุคคลอันทุกขธรรมอะไร ๆ ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ลำบาก
คร่ำครวญทุบอก เป็นผู้ถูกเบียดเบียนอยู่เพราะความเป็นคนพาล คือคน
พาลอันผัสสะถูกต้องแล้ว หมุนมาหมุนไปทางโน้นทางนี้ ร้อนใจ หวั่น
ไหวอยู่ ส่วนนักปราชญ์คือบัณฑิตอันทุกขสัมผัสถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่น
ไหว คือแม้มาตรว่า ความหวั่นไหวก็ไม่มีแก่นักปราชญ์นั้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่คนพาลและบัณฑิตมีความ
เป็นไปในโลกธรรมเป็นเช่นนี้ เพราเหตุนั้นแล ปัญญาอันเป็นคุณเครื่อง
ให้บรรลุถึงที่สุดในโลกนี้ จึงประเสริฐกว่าทรัพย์ อธิบายว่า ปัญญาอัน
เป็นคุณเครื่องให้บรรลุถึงที่สุด คือพระนิพานอันเป็นที่สุดแห่งภพ จึง
เป็นคุณชาติน่าสรรเสริญกว่าทรัพย์.
บทว่า อโพฺยสิตตฺตา หิ ได้แก่ เพราะไม่ได้บรรลุถึงความสำเร็จ.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 72 (เล่ม 53)

บทว่า ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพน้อยภพใหญ่ทั้งหลาย.
บทว่า อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลก สสารมาปชฺช ปรมฺ-
ปราย ความว่า บุคคลใดกระทำบาปทั้งหลาย ถึงการท่องเที่ยวไป ๆ
มา ๆ ย่อมเข้าถึงครรภ์และโลกหน้า คือย่อมไม่พ้นไปจากการนอนอยู่ใน
ครรภ์และการเกิดขึ้นในโลกหน้า คนแม้อื่นผู้ไม่มีปัญญาคืนคนพาล เชื่อ
การกระทำของบุคคลผู้มีปกติทำกรรมชั่วนั้น คือปฏิบัติอยู่ว่า เรามีตน
ย่อมไม่พ้นจากครรภ์และโลกหน้า โดยประการที่ตนปฏิบัติแล้วเข้าถึงอยู่
นั้น.
บทว่า โจโร ยถา ความว่า โจรผู้มีบาปธรรมตัดที่ต่อเรือน ถูก
คนเฝ้าจับได้ที่ปากช่องต่อ ย่อมเดือดร้อนด้วยกรรมของตน คือด้วยกรรม
คือการตัดที่ต่อของตนนั้น อันเป็นตัวเหตุ โดยการเฆี่ยนเป็นต้นด้วยแส้
เป็นต้น คือถูกพวกราชบุรุษเบียดเบียนและจองจำ ฉันใด.
บทว่า เอวํ ปชา ความว่า สัตว์โลกนี้ก็ฉันนั้น กระทำบาป
ทั้งหลายในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า คือในนรก
เป็นต้นเพราะกรรมนั้น คือย่อมถูกเบียดเบียนด้วยกรรมกรณ์เครื่องจองจำ
๕ อย่างเป็นต้น.
พระเถระประกาศธัมมุทเทส ๔ ประการตามสมควร ด้วยคาถา ๑๑
คาถานี้ด้วยประการอย่างนี้ บัดนี้ เมื่อจะประกาศความที่ตนเห็นโทษใน
กามและสงสาร จึงบวชด้วยศรัทธา และการบรรลุถึงที่สุดแห่งกิจของ
บรรพชิต จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า กามา หิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ความว่า ธรรมทั้งหลายมีรูป
เป็นต้นอันเป็นที่รักของใจ ชื่อว่า วัตถุกาม ชนิดของราคะแม้ทั้งหมด

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 73 (เล่ม 53)

ชื่อว่ากิเลสกาม. แต่ในที่นี้ต้องเข้าใจว่า วัตถุกาม. เพราะว่าวัตถุกาม
เหล่านั้นชื่อว่า วิจิตร เพราะมีเป็นอเนกประการด้วยอำนาจรูปเป็นต้น.
ชื่อว่า อร่อย เพราะมีอาการน่าปรารถนาด้วยอำนาจความยินดีแห่ง
ชาวโลก. ชื่อว่า น่ารื่นรมย์ใจ เพราะทำใจของพวกพาลปุถุชนให้ยินดี.
บทว่า วิรูปรูเปน ได้แก่ ด้วยรูปต่างๆ อธิบายว่า โดยสภาวะ
หลายอย่าง.
จริงอยู่ กามทั้งหลายวิจิตรด้วยรูปเป็นต้น คือมีรูปแปลก ๆ โดย
เป็นรูปสีเขียวเป็นต้น. กามทั้งหลายแสดงความชอบใจโดยประการนั้นๆ
ด้วยรูปแปลก ๆ นั้นอย่างนี้แล้ว ย่อมย่ำยีจิต คือไม่ให้ยินดีในการบรรพชา
เพราะเหตุนั้น เราเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย โดยมีความยินดีน้อยมีทุกข์
มากเป็นต้น เพราะฉะนั้น คือเพราะการเห็นโทษในกามคุณนั้น เราจึง
บวช.
ผลไม้ทั้งหลาย ในเวลาสุกและเวลายังไม่สุก ย่อมตกไปในที่ใดที่
หนึ่ง โดยความพยายามของคนอื่น หรือโดยหน้าที่ของตน ฉันใด สัตว์
ทั้งหลายก็ฉันนั้น จะเป็นคนหนุ่มและคนแก่ ย่อมตกไปเหมือนกัน.
เพราะร่างกายแตก
บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา อธิบายว่า เราเห็นแม้ความไม่เที่ยงอย่างนี้
ด้วยปัญญาจักษุ ไม่ใช่เห็นเฉพาะโทษ เพราะมีความยินดีน้อยเป็นต้น
อย่างเดียว.
บทว่า อปณฺณกํ ความว่า สามัญญะ คือความเป็นสมณะที่ไม่ผิด
นั่นแหละประเสริฐ คือยิ่งกว่า.
บทว่า สทฺธาย ได้แก่ เชื่อกรรม ผลของกรรม ความที่

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 74 (เล่ม 53)

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว ความที่พระธรรมเป็นธรรมดี และความ
ปฏิบัติดีของพระสงฆ์.
บทว่า อุเปโต ชินสาสเน ได้แก่ เข้าถึงการปฏิบัติชอบใน
ศาสนาของพระศาสดา.
การบรรพชาของเราไม่ไร้ผล เพราะเราได้บรรลุพระอรหัต. เพราะ
เหตุนั้นแล เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีหนี้ บริโภคโภชนะ เพราะบริโภคด้วย
สามีบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้าของด้วยอำนาจความหมดกิเลส.
บทว่า กาเม อาทิตฺตโต ทิสฺวา ความว่า เห็นวัตถุกามและ
กิเลสกามทั้งหลาย โดยภาวะที่ถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว.
บทว่า ชาตรูปานิ สตฺถโต ได้แก่ สุวรรณพิกัตทุกชนิด อันต่าง
โดยทำเป็นรูปพรรณและไม่ได้ทำเป็นรูปพรรณ โดยเป็นศาสตรา เพราะ
เป็นของนำความพินาศมา.
บทว่า คพฺภโวกฺกนฺติโต ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์อันเกิดจากความเป็น
ไปในสงสารทั้งปวง จำเดิมแต่ก้าวลงสู่ครรภ์.
บทว่า นิรเยสุ มหพฺภยํ มีวาจาประกอบความว่า และเห็นภัย
ใหญ่ที่จะได้รับในมหานรกทั้ง ๘ ขุม พร้อมด้วยอุสสทนรก นรกที่เป็น
บริวาร ในที่ทุกแห่ง.
บทว่า เอตมาทีนวํ ญตฺวา ได้แก่ รู้อาทีนพโทษแห่งกามทั้งหลาย
นี้ มีความที่ไฟติดทั่วแล้วเป็นต้น ในสงสาร.
บทว่า สํเวคํ อลภึ คทา ความว่า ในเวลาที่ได้ฟังธรรมใน
สำนักของพระศาสดานั้น เราได้ความสังเวชในภพเป็นต้น.
บทว่า วิทฺโธ ตทา สนฺโต ความว่า ในเวลาที่เราเป็นคฤหัสถ์

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 75 (เล่ม 53)

นั้น เราเป็นผู้ถูกเสียบแทงด้วยลูกศรคือราคะเป็นต้น บัดนี้ ได้ถึงความ
สิ้นอาสวะ เพราะอาศัยคำสอนของพระศาสดา, อีกอย่างหนึ่ง เรารู้แจ้ง
แล้ว อธิบายว่า รู้แจ้งเฉพาะแล้วซึ่งสัจจะทั้ง ๔. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่าย
ทั้งนั้น เพราะได้กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ เป็นต้น.
พระเถระครั้นแสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรพยะอย่างนี้แล้ว ไปเฝ้า
พระศาสดาทีเดียว และในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลาง
อริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวช
ด้วยศรัทธา ฉะนี้แล.
จบอรรถกถารัฐปาลเถรคาถาที่ ๔

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 76 (เล่ม 53)

๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
ว่าด้วยผู้ห่างไกลพระนิพพาน
[๓๘๙] เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่าเป็น
นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมี
จิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรูปนั้นด้วย เวทนา
มิใช่น้อยซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น
อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด-
ร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้นผู้มัวคำนึงถึงรูปอยู่
อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกล
พระนิพพาน.
เมื่อบุคคลได้ฟังเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงเสียงนั้น
ว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้น
ย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นเสียงนั้นด้วย
เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีเสียงเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้น
แก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้น
ให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึง
ถึงเสียงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า
เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน.
เมื่อบุคคลได้ดมกลิ่นแล้ว มัวใส่ใจถึงกลิ่นนั้นว่าเป็น
นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมี
จิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นกลิ่นนั้นด้วย เวทนา

76