ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 57 (เล่ม 53)

อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติชอบใน
ศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ
อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกาม
ทั้งหลายโดยเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลาย
โดยเป็นศาสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงในครรภ์ เห็น
ภัยใหญ่ในนรก จึงออกบวช อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้
แล้ว ได้ความสังเวชในกาลนั้น ในกาลนั้นอาตมภาพ
เป็นผู้ถูกลูกศร คือราคะเป็นต้นแทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึง
ความสิ้นอาสวะแล้ว พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคย
แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอาตมภาพทำสำเร็จแล้ว
อาตมภาพได้ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่อง
นำไปสู่ภพขึ้นแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวช
เป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์
ทั้งปวงแล้ว.
จบรัฏฐปาลเถรคาถา
อรรถกถารัฏฐปาลเถรคาถาที่ ๔
คาถาของ ท่านพระรัฏฐปาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปสฺส จิตฺตกตํ
พิมฺพํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติ พระ-
เถระบังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในนครหังสวดี เติบโตแล้ว เมื่อ
บิดาล่วงลับไป ก็ครอบครองบ้านเรือน ได้เห็นทรัพย์ที่ตกทอดมาตาม

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 58 (เล่ม 53)

วงศ์ตระกูลนับประมาณไม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาคลังรัตนะแสดงให้ดู จึง
คิดว่า บรรพชนมีบิดา ปู่ และปู่ทวดเป็นต้นของเรา ไม่สามารถพาเอา
กองทรัพย์มีประมาณเท่านี้ไปกับคน แต่เราควรจะพาเอาไป จึงได้ให้
มหาทานแก่คนเดินทางและคนกำพร้าเป็นต้น.
ท่านได้อุปัฏฐากดาบสรูปหนึ่งผู้ได้อภิญญา อันดาบสนั้นชักนำใน
ความเป็นใหญ่ในเทวโลก จึงได้บำเพ็ญบุญมากหลายจนตลอดอายุ จุติ
จากอัตภาพนั้นบังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติ ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้น
ตลอดกาลกำหนดของอายุ จุติจากเทวโลกนั้น บังเกิดเป็นบุตรคนเดียว
ของตระกูลที่สามารถรวบรวมรัฐซึ่งต่างแบ่งแยกกันในมนุษยโลกไว้.
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมตตระ เสด็จอุบัติขึ้นโนโลก ทรง
ประกาศพระธรรมจักรอันบวร ยังเวไนยสัตว์ให้ลุถึงภูมิอันเกษม กล่าว
คือมหานครนิพพาน. ลำดับนั้น กุลบุตรนั้นรู้เดียงสาโดยลำดับ วันหนึ่ง
ไปวิหารกับพวกอุบาสก เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม มีจิต
เลื่อมใส จึงนั่งลง ณ ท้ายบริษัท.
ก็สมัยนั้นแล พระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศ
กว่าภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา เขาเห็นดังนั้นมีจิตเลื่อมใส จึงตั้งจิตไว้เพื่อ
ต้องการตำแหน่งนั้น แล้วบำเพ็ญมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ผู้อัน
ภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปห้อมล้อม ด้วยสักการะใหญ่ตลอด ๗ วัน แล้วได้
กระทำความปรารถนาไว้.
พระศาสดาทรงเห็นว่าความปรารถนานั้นสำเร็จโดยไม่มีอันตราย จึง
ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล กุลบุตรผู้นี้จักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้บวช
ด้วยศรัทธา ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดม. เขา

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 59 (เล่ม 53)

ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป. เขา
ทำบุญมากหลายในอัตภาพนั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่อง
เที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ เมื่อราชบุตร ๓ พระองค์ ผู้
เป็นพระภาดาต่างพระชนนีกันกับพระศาสดา ทรงอุปัฏฐากพระศาสดาอยู่
ได้กระทำกิจแห่งบุญกิริยาของราชบุตรเหล่านั้น.
เขาสั่งสมกุศลนั้นๆ เป็นอันมากในภพนั้นๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยวอยู่
แต่เฉพาะสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของรัฐปาล
เศรษฐี ในถุลลโกฏฐิกนิคม ในกุรุรัฐ, เพราะเกิดในตระกูลที่สามารถรวบ
รวมรัฐที่แตกแยกออกของท่านรัฐปาลเศรษฐีนั้น จึงได้มีนามตามตระกูล
วงศ์ว่า รัฐปาละ. รัฐปาละนั้นเจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก ถึงความเป็น
หนุ่มโดยลำดับ บิดามารดาจึงหาภรรยาที่สมควรให้ และให้ดำรงอยู่ใน
ยศใหญ่ เสวยเฉพาะสมบิติดุจสมบัติทิพย์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปยังชนบทในแคว้นกุรุรัฐ
เสด็จถึงถุลลโกฏฐิกนิคมโดยลำดับ. รัฐปาลกุลบุตรได้สดับดังนั้น จึงเข้าไป
เฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้วได้ศรัทธาประสงค์
จะบวช ได้ทำการอดอาหาร ๗ วัน ให้บิดามารดาอนุญาตอย่างแสนยาก
ลำบาก แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอบรรพชา ได้บวชในสำนักของ
พระเถระรูปหนึ่ง โดยอาณัติ (คำสั่ง) ของพระศาสดา กระทำกรรมโดย
โยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๒๐.

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 60 (เล่ม 53)

เราได้ถวายช้างตัวประเสริฐมีงางอนงามควรเป็นราช-
พาหนะ ทั้งลูกช้างอันงาม มีเครื่องทัตถาลังการ กั้น
ฉัตรขาว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ เราซื้อสถานที่ทั้งหมดนั้นแล้ว
ได้ให้สร้างอารามถวายแก่สงฆ์ ได้ให้สร้างปราสาทไว้
ภายในวิหารนั้น ๕๔,๐๐๐ หลัง ได้ทำทานดุจห้วงน้ำใหญ่
มอบถวายแด่พระพุทธเจ้า. พระสยัมภูมหาวีรเจ้า ผู้เป็น
อัครบุคคล ทรงอนุโมทนา ทรงยังชนทั้งหมดให้ร่าเริง
ทรงแสดงอมตบท. พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก พระนาม
ว่าปทุมุตตระ ทรงกระทำผลบุญที่เราทำแล้วนั้นให้แจ้งชัด
แล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า ผู้นี้ได้ให้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ หลัง เราจัก
แสดงวิบากของคนผู้นี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
กูฏาคารหมื่นแปดพันหลังจักมีแก่ผู้นี้ และกูฏาคารเหล่า
นั้นสำเร็จด้วยทองล้วน เกิดในวิมานอันอุดม ผู้นี้จักเป็น
จอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติ ๕๐ ครั้ง และจักเป็นพระ-
เจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง. ในกัปที่แสน พระศาสดาพระ-
นามว่า โคดม โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้อันกุศลมูลกระตุ้น
เตือนแล้ว จักจุติจากเทวโลก ไปบังเกิดในสกุลที่เจริญ
มีโภคสมบัติมาก ภายหลังอันกุศลมูลกระตุ้นเตือน จัก
บวช จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา โดยมีชื่อว่ารัฐปาละ

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 61 (เล่ม 53)

เขามีใจตั้งมั่นในความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ-
กิเลส จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้วไม่มีอาสวะ นิพพาน
ดังนี้.
เราจึงลุกขึ้นแล้วสละโภคทรัพย์ออกบวช ความรักใน
โภคสมบัติอันเปรียบด้วยก้อนเขฬะ ไม่มีแก่เรา เรามี
ความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ เป็นเครื่องนำเอาธรรมอันเป็น
แดนเกษมจากโยคะมา เราทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด
ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้
แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว.
ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทูลขออนุญาตพระศาสดา ไปยังถุลล-
โกฏฐิกนิคม เพื่อเยี่ยมบิดามารดา ได้เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกใน
นิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสบูดที่นิเวศน์ของบิดา ฉันขนมกุมมาสนั้น
ประดุจฉันสิ่งที่เป็นอมฤต อันบิดานิมนต์ จึงรับนิมนต์เพื่อจะฉันในวัน
รุ่งขึ้น ในวันที่ ๒ จึงฉันบิณฑบาตในนิเวศน์ของบิดา เมื่อหญิงในเรือน
ตกแต่งประดับประดาแล้ว เข้าไปหากล่าวคำมีอาทิว่า พระลูกเจ้า นางฟ้า
เหล่านั้นเป็นเช่นไร อันเป็นเหตุให้ท่านประพฤติพรหมจรรย์ ดังนี้แล้ว
เริ่มกระทำการประเล้าประโลม จึงได้เปลี่ยนกลับความประสงค์ของเธอ
เสีย เมื่อจะแสดงธรรมอันปฏิสังยุตด้วยความไม่เที่ยงเป็นต้น จึงได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ ความว่า
เชิญดูอัตกาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็น
แผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 62 (เล่ม 53)

คนพาลดำริหวังกันทาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่ง. เชิญดู
รูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตร ด้วยแก้วมณีและกุณฑล
หุ้มด้วยหนัง มีร่างกระดูกอยู่ภายใน งามพร้อมไปด้วย
ผู้ต่าง ๆ. มีเท้าทั้งสองฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้
ทาด้วยฝุ่น สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่
สามารถทำผู้แสวงหาฝั่งโน้นให้ลุ่มหลง ผมทั้งหลายอัน
บุคคลตกแต่งเป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก นัยน์ตาทั้ง
สองหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้
แต่ไม่สามารถทำผู้แสวงฝั่งโน้นให้ลุ่มหลง. กายอันเปื่อย
เน่าอันบุคคลตกแต่งแล้ว เหมือนกล่องยกตาใหม่ วิจิตร
ด้วยลวดลายต่างๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่
ไม่สามารถทำผู้แสวงหาฝั่งโน้นให้ลุ่มหลง.
นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อ
นายพรานเนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อ
แล้วหนีไป บ่วงของนายพรานขาดแล้ว เนื้อไม่ติดบ่วง
เมื่อนายพรานเนื้อเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันกินเหยื่อ
แล้วหนีไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตกตํ แปลว่า กระทำให้วิจิตร
ชื่อว่า กระทำให้วิจิตรงดงาม, อธิบายว่า กระทำให้วิจิตรงดงามด้วยผ้า
อาภรณ์ และระเบียบดอกไม้เป็นต้น.
บท พิมฺพํ ได้แก่ อัตภาพที่ประดับด้วยอวัยวะน้อยใหญ่มี
อวัยวะยาวเป็นต้น ในที่ที่ควรเป็นอวัยวะยาวเป็นต้น

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 63 (เล่ม 53)

บทว่า อรุกายํ ได้แก่ มีของไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลทั้ง ๙
และขุมขน และกายอันเป็นแผลทั่วไป หรือกลุ่มแห่งแผลทั้งหลาย.
บทว่า สมุสฺสิตํ ได้แก่ อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว.
บทว่า อาตุรํ ได้แก่ ป่วยไข้เป็นนิตย์ เพราะเป็นกายที่ต้อง
บริหารด้วยการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นต้น ตลอดกาลทั้งปวง.
บทว่า พหุสงฺกปฺปํ ได้แก่ อันพาลชนยกขึ้นไม่เป็นของจริงแล้ว
ดำริตริเอาโดยมาก.
บทว่า ยฺสส นตูถิ ธุวิ  ิติ ความว่า ความยั่งยืน คือสภาพ
ตั้งมั่น ย่อมไม่มีแก่กายใด คือมีแต่การแตกทำลาย เรี่ยราย กระจัดกระจาย
ไปเป็นธรรมดาโดยส่วยเดียวเท่านั้น.
ด้วยบท ตํ ปสฺส พระเถระกล่าวหมายถึงชนผู้อยู่ในที่ใกล้
หรือกล่าวหมายเอาตนเอง.
บทว่า รูปํ ได้แก่ ร่างกาย จริงอยู่แม้ร่างกายก็เรียกว่ารูป ใน
ประโยคมีอาทิว่า อากาศอาศัยกระดูก อาศัยเอ็น อาศัยเนื้อ และอาศัย
หนังหุ้มห่อแล้ว ย่อมหมายถึงการนับว่า รูป.
บทว่า มณินา กุณฺฑเลน จ ความว่า กระทำให้วิจิตรงดงาม
ด้วยแก้วมณีและกุณฑล ที่จัดเป็นเครื่องอาภรณ์สวมศีรษะเป็นต้น.
บทว่า อฏฐึ ตเจน โอนทฺธํ มีวาจาประกอบความว่า ท่านจง
ดูกระดูกอันเกินกว่า ๓๐๐ ประเภทซึ่งหนังสดหุ้มไว้. ด้วย จ ศัพท์ในบท
ว่า กุณฑเลน จ สงเคราะห์เอาอาภรณ์และเครื่องประดับอย่างอื่นเข้า
ด้วย.
บทว่า สห วตฺเถหิ โสภติ ความว่า รูปนี้นั้นแม้เขาทำให้

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 64 (เล่ม 53)

งดงามด้วยแก้วมณี ที่เขาปกปิดด้วยผ้าต่าง ๆ เท่านั้น จึงงดงาม ที่ไม่
ปกปิดย่อมไม่งดงาม, ก็อาจารย์เหล่าใด กล่าวว่า อฏฐิตเจน อาจารย์
เหล่านั้นอธิบายว่า ร่างกายที่มีหนังห่อย่อมงาม เพราะหุ้มด้วย
หนังที่มีประโยชน์.
บทว่า อลตฺตกกตา แปลว่า ทำการย้อมด้วยครั่งสด คือย้อมด้วย
ครั่ง.
บทว่า ปาทา แปลว่า เท้า.
บทว่า มุขํ จุณฺณกมกฺขิตํ ความว่า มีหน้าพอกด้วยผง, คำนี้
ท่านกล่าวหมายเอาข้อที่ชนผู้ชอบการตกแต่ง ขจัดต่อมบทใบหน้าเป็นต้น
ด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดสุก แล้วเอาดินเค็มมาถูเอาเลือดเสียออกแล้วลูบไล้
ฝุ่นที่ใบหน้า.
บทว่า อลํ ความว่า สามารถทำคนพาลคือปุถุชนผู้บอด ไม่ใช่
ผู้แสวงหาฝั่ง คือผู้ยังยินดีในวัฏฏะ ให้หลง คือให้ลุ่มหลง ได้แก่สามารถ
ทำจิตของคนพาลนั้นให้ลุ่มหลง แต่ไม่อาจ คือไม่สามารถทำบุคคลผู้
แสวงหาฝั่ง คือผู้ยินดีในวิวัฏฏะ ให้หลง.
บทว่า อฏฺฐปทกตา ความว่า การแต่งผมที่เขาทำ คือแต่งโดย
อาการคล้ายกระดานสกา คือที่เขาแต่งโดยกำหนดเอาผมด้านหน้าปิด
หน้าผาก ชื่อว่า อัฏฐปทะ ซึ่งท่านเรียกว่า อลกะ ก็มี.
บท เนตฺตา อญฺชนมกฺขิตา ความว่า แม้นัยน์ตาทั้งสองข้าง
ก็หยอดยาตา โดยประการที่เงายาหยอดปรากฏในภายในตาและขอบตาทั้ง
สองข้าง.
บทว่า อญฺชนีว นวา จิตฺตา ปูติกาโย อลงฺกโต ความว่า

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 65 (เล่ม 53)

กล่องยาตา คือกล่องยาหยอดตาใหม่ ๆ วิจิตรด้วยมาลากรรม คือทำเป็น
ลวดลายดอกไม้และสลักเป็นฟันมังกรเป็นต้น ภายนอกเกลี้ยงเกลาขึ้นเงา
น่าดู แต่ภายในไม่น่าดู ฉันใด. กายของหญิงเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือน
กัน ตกแต่งด้วยการอาบน้ำ หยอดยาตา ผ้าและเครื่องอลังการทั้ง
หลาย ภายนอกสดใส แต่ภายในเสีย เต็มด้วยของไม่สะอาดนานประการ
ตั้งอยู่.
บทว่า โอทหิ แปลว่า ดักบ่วง.
บทว่า มิคโว แปลว่า นายพรานเนื้อ.
บทว่า ปาสํ ได้แก่ บ่วงมีคัน (ด้าม)
บทว่า นาสทา แปลว่า ไม่ติด. บท วาคุรํ แปลว่า บ่วง.
บทว่า นิวาปํ ได้แก่ อาหารมีหญ้าเป็นต้น ที่เขาใส่ไว้เพื่อให้
พวกเนื้อกิน. พระเถระยกอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง.
ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ :- เมื่อพรานเนื้อดักบ่วงมีด้ามเพื่อต้อง-
การฆ่าพวกเนื้อ เอาเหยื่อโปรยที่บ่สงนั้นแล้วแอบซุ่มอยู่ เนื้อตัวหนึ่งใน
ป่านั้นฉลาดสมบูรณ์ด้วยเชาวน์และความพยายาม ไม่กระทบบ่วงเลย เคี้ยว
กินเหยื่อตามสบาย เมื่อนายพรานเนื้อรู้ว่า เนื้อมันลวง จึงร้อนขึ้น ก็ไป
เสียฉันใด เนื้อตัวอื่นมีกำลัง ฉลาด สมบูรณ์ เชาวน์ ไปในที่นั้น
เคี้ยวกินเหยื่อ ทำบ่วงในที่นั้น ๆ ให้ขาด เมื่อนายพรานเนื้อรู้ว่า เนื้อ
มันฉลาด ทำบ่วงขาด เศร้าโศกอยู่ ก็ไปเสียฉันใด แม้เราทั้งหลายก็ฉัน
นั้น เมื่อก่อนในคราวเป็นปุถุนชน บริโภคโภคะที่บิดามารดามอบให้ เพื่อ
ให้ติดข้องอยู่ ไม่ติดข้องในโภคะนั้น ๆ ออกไปเสีย ก็บัดนี้ เราทั้งหลาย
ตัดกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว เป็นผู้ไม่บ่วง บริโภคโภชนะที่บิดามารดา

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 66 (เล่ม 53)

เหล่านั้นให้ เมื่อท่านทั้งสองเศร้าโศกอยู่นั่นแล ก็ไปเสีย.
พระเถระแสดงบิดามารดากระทำให้เป็นเสมือนพรานเนื้อ กระทำ
เงินทอง และเรือนหญิงให้เป็นดุจบ่วง กระทำโภคะที่ตนใช้สอยในกาล
ก่อน และโภชนะที่ตนบริโภคในกาลนี้ ให้เป็นดุจเหยื่อคือหญ้า และ
กระทำให้เป็นดุจเนื้อใหญ่. ท่านกล่าวคาถานี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาสไป นั่ง
อยู่ที่แผ่นศิลาอันเป็นมงคลของพระเจ้าโกรพยะ ในมิคาชินอุทยาน.
ได้ยินว่าโยมบิดาของพระเถระให้ใส่ดาลที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ แห่ง แล้ว
สั่งคนปล้ำไว้ว่า อย่าให้ออกไป จงดึงผ้ากาสายะออกให้นุ่งผ้าขาว เพราะ-
ฉะนั้น พระเถราจึงไปทางอากาศ. ลำดับนั้น พรเจ้าโกพยะ ทรง
สดับว่า พระเถระนั่งอยู่ที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหา ทรงทำสัมโมทนียคาถาอัน
เป็นเครื่องระลึกถึงกันให้ผ่านไปแล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านรัฐปาละผู้เจริญ
บุคคลผู้จะบวชในโลกนี้ เป็นผู้ประสบความเสื่อมเพราะเป็นโรค หรือ
ความเสื่อมเพราะชรา โภคะ และญาติ จึงออกบวช ส่วนตัวท่าน
ไม่ประสบความเสื่อมอะไร ๆ เลย เพราะเหตุไร จึงออกบวช.
ลำดับนั้น พรเถระจึงกล่าวถึงตนผู้มีภาวะอันวิเวกต่อธัมมุทเทส ๔
ประการนี้แด่พระราชาว่า โลกอันชรานำเข้าไป ไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีผู้
ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน, โลกไม่เป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้ง
ปวงไป, โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสตัณหาดังนี้ เมื่อจะ
กล่าวการร้อยกรองตามลำดับแห่งเทศนานั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้ว
ไม่ให้ทาน เพราความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่ง
สมไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป พระราชากดขี่

66