ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 47 (เล่ม 53)

บทว่า สงฺกปฺปปรเตชิตํ ความว่า อันความดำริ คือมิจฉาวิตก
ทำคนอื่นผู้ถึงเฉพาะลักษณะนิสัยให้อาจหาญ คือให้อุตสาหะขึ้น.
บทว่า เตน วิทฺโธ ปเวธามิ ความว่า เราถูกลูกศรคือทิฏฐินั้น
เสียบแทงจรดถึงหทัยปักอยู่ ย่อมหวั่นไหว คือย่อมดำริ ได้แก่หมุนไป
รอบด้าน ด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.
บทว่า ปตฺตํว มาลุเตริตํ ความว่า เหมือนใบของต้นไม้ถูกมาลุต
คือลม พัดให้หลุดจากขั้ว.
บทว่า อชฺฌตฺตํ เม สมุฏฺฐาย ความว่า ธรรมดาลูกศรในโลก
ตั้งขึ้นจากภายนอก แล้วห้ำหั่นทำลายภายในฉันใด ลูกศรคือทิฏฐินี้ไม่
เหมือนฉันนั้น. ก็ลูกศรคือทิฏฐินี้ตั้งขึ้นแล้วในภายใน คือในอัตภาพ
ของเรา เหมือนกลุ่มผัสสายตนะ ๖ ที่รู้กันว่าอัตภาพนั้น ย่อมไหม้ไป
เร็วพลัน เหมือนอะไร ? เหมือนไฟไหม้พร้อมทั้งที่อาศัยของมัน เมื่อเผา
ไหม้อัตภาพที่ยึดถือว่าของเรา คืออันเป็นของของเรานั้นนั่นแหละ เกิด
ขึ้นแล้วในที่ใด ย่อมแล่นไปคือเป็นไปในที่นั้นนั่นเอง.
บทว่า น ตํ ปสฺสามิ เตกิจฺฉํ ความว่า เราย่อมไม่เห็นศัลยแพทย์
นั้นชื่อว่าผู้เยียวยา เพราะประกอบการเยียวยาเช่นนั้น.
บทว่า โย เม ตํ สลฺลมุทฺธเร ความว่า แพทย์ใด พึงถอนลูกศรคือ
ทิฏฐิ และลูกศรคือกิเลสนั้น พึงนำเอาคำมาประกอบกัน . ความว่า เมื่อ
จะถอน ไม่เยียวยารักษาโดยสอดเส้นเชือกต่าง ๆ คือเส้นลวดสำหรับ
ตรวจโรคอันคล้ายกับเชือก ตัดด้วยศัสตรา (และ) ด้วยการประกอบมนต์
และอาคมอย่างอื่น อาจเยียวยาลูกศรได้. ก็บทว่า วิจิกิจฺฉิตํ นี้เป็นเพียง
ตัวอย่าง. พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจลูกศรคือกิเลสแม้ทุกชนิด.

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 48 (เล่ม 53)

บทว่า อสตฺโถ ได้แก่ ผู้งดเว้นศัสตรา.
บทว่า อวโณ แปลว่า ไม่มีแผล.
บทว่า อพฺภนฺตรปสฺสยํ ได้แก่ อาศัยหทัย กล่าวคือภายในตั้งอยู่.
บทว่า อหึสํ แปลว่า ไม่เบียดเบียน. บาลีว่า อหึสา ก็มี. อธิบายว่า
โดยไม่เบียคเบียน คือโดยไม่บีบคั้น.
ก็ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ใครหนอแล ไม่ต้องถือศัสตรา
ไร ๆ และไม่ทำให้มีแผล ต่อแต่นั้น ไม่ทำร่างกายทุกส่วนให้ลำบาก โดย
ปรมัตถ์นั้นแล จักถอนลูกศรคือกิเลสอันเป็นตัวลูกศรซึ่งอยู่ในภายใน
หทัยของเรา โดยทิ่มแทงภายใน และปิดกั้นภายใน โดยไม่ให้เกิดการ
บีบคั้น.
พระเถระครั้นแสดงอาการคิดของตนในกาลก่อน ด้วยคาถา ๑๐
คาถาอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะแสดงอาการคิดนั้นซ้ำอีกโดยประการอื่น จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า ธมฺมปฺปติ หิ โส เสฏฺโฐ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมปฺปติ ได้แก่ มีธรรมเป็นนิมิต
คือมีธรรมเป็นเหตุ. ศัพท์ว่า หิ เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า โส เสฏฺโฐ แปลว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐ.
บทว่า วิสโทสปฺปวาหโก ความว่า บุคคลเป็นผู้ลอย คือตัดกิเลส
มีราคะเป็นต้นของเรา.
บทว่า คมฺภีเร ปติตสฺส เม ถลํ ปาณิญฺจ ทสฺสเย ความว่า
ใครหนอแล ปลอบใจว่า อย่ากลัว แล้วพึงแสดงบก คือพระนิพพาน
และหัตถ์คือพระอริยมรรคอันยังสัตว์ให้ถึงนิพพานนั้น แก่เราผู้ตกลงใน
ห้วงน้ำใหญ่ คือสงสารอันลึกยิ่ง.

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 49 (เล่ม 53)

บทว่า รหเทหมสฺมิ โอคาฬฺโห ความว่า เราเป็นผู้หยั่งลง คือ
เข้าไปในห้วงน้ำคือสงสารอันใหญ่โต โดยการดำลงหมดทั้งศีรษะ.
บทว่า อหาริยรชมตฺติเก ความว่า ห้วงน้ำ ชื่อว่า มีดิน คือธุลี
อันใครนำไปไม่ได้ เพราะเป็นที่มีดินคือเปือกตมอันได้แก่ธุลีมีราคะเป็นต้น
อันใคร ๆ ไม่อาจนำออกไปได้, ในห้วงน้ำนั้น . บาลีว่า อหาริยรชมนฺติเก
ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีธุลีคือราคะเป็นต้นอันนำออกไปได้ยาก ในบรรดา
ธุลีมีราคะเป็นต้นซึ่งตั้งอยู่ในที่สุด. บาปธรรมเหล่านั้น คือมายา มีการ
ปกปิดโทษที่มีอยู่เป็นลักษณะ ความริษยา มีการอดกลั้นสมบัติของคนอื่น
ไม่ได้เป็นลักษณะ การแข็งดี มีการกระทำให้ยิ่งกว่าผู้อื่นทำเป็นลักษณะ
ถีนะ มีความคร้านจิตเป็นลักษณะ มิทธะ มีความคร้านกายเป็นลักษณะ
แผ่ลาดไปยังห้วงน้ำใด, ในห้วงน้ำนั้นอันลาดด้วยมายา ริษยา การแข่งดี
ถีนะ และมิทธะ. ก็ในที่นี้ท่านกล่าว ม อักษร ว่ากระทำการเชื่อมบท.
อธิบายว่า แผ่ไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย ตามที่กล่าวแล้วนี้.
บทว่า อุทฺธจฺจเมฆถนิตํ สํโยชนวลาหกํ ท่านกล่าวด้วยวจนวิปลาส
วจนะคลาดเคลื่อน. ชื่อว่า มีเมฆคืออุทธัจจะเป็นเสียงคำรน เพราะมี
อุทธัจจะอันมีภาวะหมุนไป อันเมฆคำรน คืออันเมฆกระหึ่มแล้ว, ชื่อว่า
มีสังโยชน์เป็นฝน เพราะมีฝนคือสังโยชน์ ๑๐ ประการ. อธิบายว่า ความ
ดำริผิดอันอาศัยราคะ ดุจห้วงน้ำ คือเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ ตั้งอยู่ในอสุภ
เป็นต้น ย่อมพาเราผู้มีทิฏฐิชั่วไป คือดึงไปสู่สมุทร คืออบายเท่านั้น.
บทว่า สวนฺติ สพฺพธิ โสตา ความว่า กิเลสเพียงดังกระแส
๕ ประการนี้คือ กระแสคือตัณหา ทิฏฐิ มานะ อวิชชา และกิเลส ชื่อว่า
ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง เพราะไหลไปในอารมณ์ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 50 (เล่ม 53)

โดยจักขุทวารเป็นต้น หรือเพราะไหลไปโดยส่วนทุกส่วน โดยนัยมีอาทิว่า
รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา. บทว่า ลตา ความว่า ชื่อว่าเถาวัลย์
เพราะเป็นดุจเครือเถา เพราะอรรถว่าร้อยรัด เพราะอรรถว่าเกาะติดแน่น
ได้แก่ตัณหา.
บทว่า อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ ความว่า แตกออกจากทวารทั้ง ๖ แล้ว
ตั้งอยู่ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
บทว่า เต โสเต ความว่า ใคร คือบุรุษวิเศษ จะพึงกั้นกระแส
มีตัณหาเป็นต้นอันไหลอยู่ในสันดานของเรา ด้วยเครื่องผูกคือมรรคอัน
เป็นดุจสะพาน.
บทว่า ตํ ลตํ ได้แก่ เครือเถาคือตัณหา, ใครจะตัดคือจักตัดด้วย
ศัสตราคือมรรค.
บทว่า เวลํ กโรถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงกระทำเขตแดน
คือสะพานให้เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น.
บทว่า ภทฺทนฺเต เป็นบทแสดงอาการร้องเรียก.
บทว่า มา เต มโนมโย โสโต ความว่า กระแสน้ำกว้าง.
แม้มหาชนผู้เขลา ก็อาจกระทำสะพานเป็นเครื่องกั้นกระแสน้ำนั้นได้; แต่
กระแสอันเกิดทางใจนี้ ละเอียด ห้ามยาก, กระแสอันเกิดทางใจนั้น
ทำพวกท่านที่ยืนอยู่ริมฝั่งอบายให้พลันตกลงในอบายนั้น เมื่อจะให้ตกลง
สมุทรคืออบาย ก็พึงอย่าให้พัดพาไป คืออย่าให้พินาศ ได้แก่อย่าให้
ถึงความฉิบหาย เหมือนกระแสน้ำพัดมา ทำให้ต้นไม้ที่อยู่ริมฝั่งโค่น
พินาศไปฉะนั้น.
พระเถระนี้ เพราะเป็นผู้อบรมสังขารไว้ในชาติก่อน และเพราะถึง

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 51 (เล่ม 53)

ความแก่กล้าแห่งญาณ เมื่อพิจารณาเห็นทุกข์ในปัจจุบันอยู่อย่างนี้ จึงแสดง
อาการที่กำหนด ถือเอาสังกิเลสธรรมมีวิจิกิจฉาเป็นต้น บัดนี้เกิดความ
สลดใจ เป็นผู้แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล จึงไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อจะแสดง
คุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอวํ เม ภยชาตสฺส ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เม ภยชาตสฺส ความว่า พระศาสดา
ทรงเป็นผู้ต้านทาน คือทรงเป็นที่ต้านทานของโลกพร้อมทั้งเทวโลกผู้มีภัย
คือการเกิดในสงสารโดยประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ผู้แสวงหาคือแสวงหา
ฝั่งคือพระนิพพาน จากที่มิใช่ฝั่ง คือจากสังสารวัฏอันมีภัยเฉพาะหน้าซึ่ง
เป็นฝั่งใน ชื่อว่าทรงมีปัญญาเป็นอาวุธ เพราะมีปัญญา เครื่องตัดกิเลส
เป็นอาวุธ ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเหล่าสัตว์ด้วยทิฏฐธัมมิ-
กัตถประโยชน์เป็นต้น ตามสมควร ผู้อันหมู่ฤาษี คือหมู่แห่งพระอริยบุคคล
มีพระอัครสาวกเป็นต้นซ่องเสพ.
บทว่า โสปานํ ความว่า พระศาสดาทรงประทานบันไดกล่าวคือ
วิปัสสนา ชื่อว่าทอดไว้ดีแล้ว เพราะทรงกระทำไว้ดี คือเพราะปรุงแต่ง
ด้วยเทศนาญาณ ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากอุปกิเลส ชื่อว่าล้วนแล้ว
ด้วยแก่นคือธรรมอันเป็นสาระ มีศรัทธาและปัญญาเป็นต้น ชื่อว่ามั่นคง
เพราะไม่หวั่นไหวด้วยฝ่ายตรงกันข้าม แก่เราผู้ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไป ก็เมื่อ
จะประทานความปลอบใจว่า ด้วยวิธีนี้ เธอจักมีความสวัสดี จึงได้ตรัสว่า
เธออย่ากลัว .
บทว่า สติปฏฺฐานปาสาทํ ความว่า เราใช้บันไดคือวิปัสสนานั้น
ขึ้นสู่ปราสาท คือสติปัฏฐานอันเพียบพร้อมด้วยภูมิ ๔ ด้วยคุณวิเศษ

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 52 (เล่ม 53)

คือสามัญผล ๔ ที่จะพึงได้ด้วยกายานุปัสสนาเป็นต้น แล้วพิจารณา
คือพิจารณาเฉพาะ ได้แก่รู้แจ้งสัจธรรม ด้วยมรรคญาณ.
บทว่า ยํ ตํ ปุพฺเพ อมญฺญิสฺสํ สกฺกายาภิรตํ ปชํ ความว่า
เรารู้แจ้งสัจจะอย่างนี้แล้วได้สำคัญเหล่าสัตว์ คือเดียรถีย์ชน ผู้ยินดียิ่งใน
สักกายะว่าเรา ว่าของเรา และตนที่เดียรถีย์ชนนั้น กำหนดเอาโดยเป็นสาระ
ในกาลก่อน.
บทว่า ยทา จ มคฺคมทฺทกฺขึ นาวาย อภิรูหนํ ความว่า ในกาลใด
เราได้เห็นทางคือวิปัสสนาอันเป็นอุบายสำหรับขึ้นเรือ คืออริยมรรคตาม
ความเป็นจริง. จำเดิมแต่นั้น เราไม่ยึดถือเดียรถีย์ชนและตนนั้น คือไม่
เอามาตั้งไว้ในใจ จึงได้เห็นท่า คืออริยมรรคทัสสนะอันเป็นท่าแห่งฝั่งใหญ่
คืออมตะ กล่าวคือพระนิพพานอย่างอุกฤษฏ์ โดยมรรคทั้งปวง โดยธรรม
ทั้งปวง. อธิบายว่า ได้เห็นตามความเป็นจริง.
พระเถระ ครั้นประกาศการบรรลุมรรคอันยอดเยี่ยมของตนอย่างนี้
แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงมรรคนั้น จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า สลฺลํ อตฺตสมุฏฺฐานํ ลูกศรที่เกิดในตน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลุลํ ได้แก่ ลูกศร คือกิเลสมีทิฏฐิ
มานะ เป็นต้น.
บทว่า อตฺตสมุฏฺฐานํ ได้แก่ เกิดขึ้นในอัตภาพอันได้ชื่อว่า อัตตา
เพราะเป็นที่ตั้งอยู่แห่งมานะ การถือตัวว่าเป็นเรา.
บทว่า ภวเนตฺติปฺปภาวิตํ แปลว่า อันตั้งขึ้นจากภวตัณหา คือเป็น
ที่อาศัยของภวตัณหา. จริงอยู่ ภวตัณหานั้น เป็นแดนเกิดแห่งทิฏฐิ
และมานะเป็นต้น.

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 53 (เล่ม 53)

บทว่า เอเตสํ อปฺปวตฺตาย ความว่า เพื่อความไม่เป็นไป คือ
เพื่อความไม่เกิด แห่งบาปธรรมตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ ความว่า ตรัสอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อันสูงสุด คือประเสริฐ และวิปัสสนามรรคอันเป็นอุบาย
แห่งอริยมรรคนั้น.
บทว่า ทีฆรตฺตานุสยิตํ ความว่า นอนเนือง ๆ อยู่ในสันดาน
มานาน ในสงสารอันมีที่สุดและเบื้องต้นรู้ไม่ได้ คือมีกำลังโดยได้เหตุ
คือโดยภาวะควรแก่การเกิด แต่จากนั้นจะตั้งอยู่นาน ตั้งมั่นคือขึ้นสู่
สันดานตั้งอยู่.
บทว่า คนฺถํ ความว่า พระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรง
ลอยบาปได้ ทรงบรรเทาโทษอันเป็นพิษคือกิเลส อันเป็นตัวร้อยรัดใน
สันดานของเรา มีอภิชฌากายคันถะเป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งเทศนา
ของพระองค์ คือทรงทำโทษอันเป็นพิษคือกิเลสให้สูญหายไป. จริงอยู่
เมื่อละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสที่ชื่อว่ายังไม่ได้ละย่อม
ไม่มีแล.
จบอรรถกถาเตลุกานิเถรคาถาที่ ๓

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 54 (เล่ม 53)

๔. รัฏฐปาลเถรคาถา
ว่าด้วยคนโง่ติดใจในโครงสร้างของร่างกาย
[๓๘๘] เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็น
แผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย
คนพาลพากันดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น เชิญ
ดูรูปอันปัจจัยกระทำให้จิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล หุ้ม
ด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน งามพร้อมไปด้วยผ้าต่างๆ
มีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ด้วยฝุ่น
สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้
ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง ผมทั้งหลายอันบุคคลตบแต่ง
เป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก นัยน์ตาทั้งสองอันหยอด
ด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่
สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง กายอันเปื่อยเน่า
อันบุคคลตบแต่งแล้ว เหมือนกล่องยาตาใหม่ ๆ วิจิตร
ด้วยลวดลายต่างๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่
ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อ
นายพรานเนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันนากินเหยื่อ
แล้วหนีไป บ่วงของนายพรานขาดไปแล้ว เนื้อไม่ติด
บ่วง เมื่อนายพรานเนื้อเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมา
กินเหยื่อแล้วหนีไป.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 55 (เล่ม 53)

เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้ว
ไม่ให้ทานเพราะความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสม
ไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป พระราชากดขี่ช่วง
ชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด
ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยังปรารถนาจัก
ครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป. พระราชาก็ดีมนุษย์
เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมเข้า
ถึงความตาย ยังไม่เต็มความประสงค์ ก็พากันละทิ้ง
ร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายย่อมไม่มีในโลก
เลย หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้นและ
รำพันว่า ทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย
ครั้นพวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่อนำไปเผาเสียที่เชิง
ตะกอน ผู้ที่ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วยไฟ
ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคล
จะตาย ย่อมไม่มีญาติหรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้
พวกที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน
สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์
สมบัติอะไร ๆ คือ พวกบุตร ภรรยา ทรัพย์ แว่นแคว้น
สิ่งใด ๆ จะติดตามไปได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะ
ทรัพย์ก็หาไม่ จะละความแก่รูปแม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่.
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นแล ว่าเป็นของน้อย
ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและ

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 56 (เล่ม 53)

คนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน ทั้งคนพาล
และคนฉลาดก็ถูกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่คนพาล
ถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะ
ความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อม
ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐ
กว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่
คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำกรรมชั่วต่างๆ อยู่
ในภพน้อยภพใหญ่เพราะความหลง ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว
ผู้นั้น จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ ในวัฏสงสารร่ำไป
บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อมาเชื่อต่อการทำของบุคคลผู้ที่
ทำความชั่วนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ร่ำไปเหมือน
กัน โจรผู้มีธรรมอันชั่วช้า ถูกเขาจับได้พร้อมทั้งของ
กลางย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันใด หมู่สัตว์
ผู้มีธรรมอันชั่วช้า ละไปแล้วย่อมเดือดร้อนไปปรโลก
เพราะกรรมของตน ฉันนั้น.
กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ
ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ ดูก่อนมหาบพิตร เพราะ
อาตมภาพได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช
สัตว์ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกายแตก
เหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น.
ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อ
นี้จึงออกบวช ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแลประเสริฐ

56