ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน.
ครั้นท่านแสดงฝ่ายข้างบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยสังเขปว่า อินทรีย์ที่รักษา
แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างนี้แล้ว แต่เมื่อจะจำแนกแสดง
ฝ่ายข้างเศร้าหมองว่า อินทรีย์ที่ไม่รักษาย่อมไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า จกฺขุนฺทฺริยํ เจ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ เจ รูเปสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ
อนาทีนวทสฺสาวี ความว่า หากบุคคลใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ที่ไป คือ
ดำเนินไปตามชอบใจในรูปายตนะที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ชนิด
รูปายตนะเขียว เหลือง เป็นต้น เป็นผู้ไม่เห็นโทษในการเป็นไปอย่างนั้น
คือถ้าหากไม่เห็นอาทีนพโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน และเป็นไปในในสัม-
ปรายภพ. บาลีว่า คจฺฉนฺตํ นิวารเย อนิสฺสรณทสฺสาวี ดังนี้ก็มี.
ในบาลีที่ว่านั้น บุคคลใดดำรงในอาการเพียงสักว่าเห็น โดยวิธีที่
กล่าวไว้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ยังจักขุนทรีย์ให้เป็นไปใน
รูปายตนะด้วยสติสัมปชัญญะ ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติเห็นการสลัดออกใน
รูปายตนะนั้น โดยปริยายายตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว พึงเห็นว่า เป็นผู้มี
ปกติไม่เห็นการสลัดออก.
บทว่า โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ความว่า บุคคลนั้น คือเห็น
ปานนั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากวัฏทุกข์ได้เลย.
ก็ความเป็นไปโดยประการที่บาปธรรมมีอภิชฌาเป็นต้น ซ่านไป
ทางทวารนั้น ชื่อว่าการไม่ห้ามจักขุนทรีย์ในที่นี้ ก็การไม่ห้ามจักขุนทรีย์
นั้น โดยใจความ พึงเห็นว่าเป็นการไม่ตั้งขึ้นแห่งสติสัมปชัญญะ. แม้ใน
อินทรีย์ที่เหลือก็นัยนี้แหละ.