ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 512 (เล่ม 52)

ด้วยคุณ มีภาวะที่ตนมีสาระมั่นคงหนักและใหญ่เป็นต้นฉะนั้น.
บทว่า สพฺเพสํ นาคนามานํ ได้แก่ อหินาค นาคคืองู, หัตถินาค
นาคคือช้าง, ปุริสนาค นาคคือคน อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เสขนาค
นาคคือพระเสขะ, อเสขนาค นาคคือพระอเสขะ, ปัจเจกพุทธนาค
นาคคือพระปัจเจกพุทธ, พุทธนาค นาคคือพระพุทธเจ้า.
บทว่า สจฺจนาโม ได้แก่ ชื่อว่านาความเป็นจริง, ก็พระอุทายี
ย่อมกล่าวซึ่งความที่นาคเป็นชื่อตามจริง ด้วยตนเองทีเดียว ด้วยคำว่า
"เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค" ดังนี้เป็นต้น.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงพระพุทธนาคโดยอวัยวะ และเพื่อจะแสดง
โดยชื่อก่อน จงกล่าวว่า "เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค."
อธิบายว่า ชื่อว่า นาค เพราะไม่กระทำบาปโดยประการทั้งปวง.
บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ศีล.
บทว่า อวิหึสา ได้เเก่ กรุณา. ความที่พระพุทธนาคเป็นดัง
เท้าหน้า สมควรแล้วสำหรับนาคนั้น เพราะการทำวิเคราะห์ว่า โสรัจจะ
และอวิหิงสาทั้งสองนั้น เป็นประธานแห่งกองคุณแม้ทั้งปวง เพราะฉะนั้น
ท่านพระอุทายีจึงกล่าวว่า "ความสงบเสงี่ยมและความไม่เบียดเบียน
๒ อย่างนี้ เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาคคือช้างตัวประเสริฐ" เมื่อจะ
กล่าวโดยความเป็นดังเท้าหลัง จึงกล่าวว่า "สติและสัมปชัญญะเป็น
เท้าหลัง." บาลีว่า ตฺยาปเร ดังนี้ก็มี. จำแนกบทว่า เต อปเร ดังนี้ เหมือน
กัน . ศรัทธาในการยึดถือธรรมอันหาโทษมิได้เป็นดังงวงของช้างนั้น เหตุ
นั้นช้างนั้นชื่อว่ามีศรัทธาเป็นดังงวง. อุเบกขาอันต่างด้วยญาณ (ปัญญา)
อันเป็นเวทนาบริสุทธิ์ดี เป็นงาขาวของช้างนั้นมีอยู่ เหตุนั้นช้างนั้น ชื่อว่า

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 513 (เล่ม 52)

มีอุเบกขาเป็นงาขาว. มีปัญญาเป็นศีรษะ มีสติเป็นที่ตั้งมั่นของปัญญานั้น
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีสติเป็นคอ มีปัญญาเป็นศีรษะ.
บทว่า วีมํสา ธมฺมจินฺตนา ความว่า การลูบคลำ และการสูด
กลิ่น สิ่งที่ควรกินและไม่ควรกินด้วยงวง ชื่อว่าปัญญาเครื่องพิจารณา
ของหัตถินาคฉันใด ความคิดซึ่งธรรมมีกุศลเป็นต้น ชื่อว่าปัญญาเครื่อง
พิจารณาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐฉันนั้น. ชื่อว่า สมาวาสะ เพราะ
เป็นที่อยู่ร่วมกันเสมอ ได้แก่การอยู่ร่วมกัน คือท้องอันเป็นที่รองรับ ได้แก่
ธรรมกล่าวคือสมถะและวิปัสสนา เพราะเป็นที่รองรับอภิญญา และสมถะ,
ธรรมเป็นที่อยู่เสมอคือท้องของนาคมีอยู่ เหตุนั้น นาคจึงเป็นผู้ชื่อว่า
กุจฉิสมาวาสะ มีธรรมเป็นที่อยู่คือท้อง.
บทว่า วิเวโก ได้แก่ อุปธิวิเวก.
บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระพุทธนาค. ชื่อว่าเป็นหาง เพราะหางเป็น
อวัยวะที่สุด.
บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่งฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์
บทว่า อสฺสาสรโต ความว่า ยินดีแล้วในพระนิพพานอันเป็น
ที่โล่งใจอย่างยิ่ง.
บทว่า อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ความว่า มีจิตตั่งมั่นด้วยดีในผล-
สมาบัติ อันเป็นอารมณ์ภายใน เพราะแสดงว่า การตั้งมั่นนี้นั่นเป็นไป
ได้ทุกกาลด้วยดี ท่านจึงกล่าวว่า ช้างตัวประเสริฐเมื่อเดินก็จิตตั้งมั่น.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระทัยตั้งมั่นด้วยดีเป็นนิจ เพราะ
ไม่มีความฟุ้งซ่าน เหตุละอุทธัจจะเสียได้. เพราะฉะนั้น พระองค์สำเร็จ
อิริยาบถใด ๆ มีพระหทัยตั้งมั่นสำเร็จอิริยาบถนั้น ๆ แล.

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 514 (เล่ม 52)

บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในอารมณ์ทั้งปวง และปิดกั้นความเป็น
ไปโดยประการทั้งปวงในทวารทั้งปวง. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า กายกรรมทั้งปวงเป็นตัวนำแห่งญาณ (ปัญญา) คือเป็นไปตามญาณ.
บทว่า เอสา นาคสฺส สมฺปทา ความว่า นี้เป็นคุณสมบัติ คือ
เป็นความบริบูรณ์ด้วยคุณแห่งช้างตระกูลคันธะคือพระพุทธเจ้า ตามที่
กล่าวแล้วและกำลังจะกล่าวอยู่ โดยนัยมีอาทิว่า สมฺพุทฺธํ.
บทว่า ภุญฺชติ อนวชฺชานิ มีวาจาประกอบว่า บริโภคสิ่งที่ไม่ถูก
ติเตียน เพราะเพียบพร้อมอย่างยิ่งแห่งสัมมาอาชีวะ และไม่บริโภคสิ่งที่มี
โทษ คือสิ่งที่ถูกติเตียน เพราะละมิจฉาชีพพร้อมด้วยวาสนาโดยประการ
ทั้งปวง. และเมื่อจะบริโภคสิ่งที่ไม่มีโทษ ย่อมบริโภคสิ่งที่สะสมพร้อม
คือสิ่งที่ควรเว้น.
บทว่า สํโยชนํ ได้แก่ สังโยชน์ทั้ง ๑๐ อันสามารถจะให้สัตว์จม
ลงในวัฏฏะ เพราะประกอบสัตว์ไว้กับด้วยวัฏทุกข์.
บทว่า อณุํ ถูลํ แปลว่า เล็กและใหญ่.
บทว่า สพฺพํ เฉตฺวาน พนฺธนํ ความว่า ตัดเครื่องผูกคือกิเลส
ได้เด็ดขาดด้วยมรรคญาณ.
บทว่า เยน ได้แก่ โดยทิสาภาคใด ๆ มีโยชนาว่า เหมือนดอกบัว
ขาบที่เกิดในน้ำ ย่อมงอกงาม ไม่คิดอยู่ในน้ำ เพราะมีสภาวะไม่เข้าไป
ติดด้วยน้ำฉันใด พระพุทธเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลกแล้วย่อมอยู่
ในโลก ย่อมไม่ติดด้วยโลก เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือตัณหา ทิฏฐิ และ
มานะ.
บทว่า คินิ แปลว่า ไฟ. บทว่า อนาหาโร แปลว่า ไม่มีเชื้อ.

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 515 (เล่ม 52)

บทว่า อตฺถสฺสายํ วิญฺญาปนี ความว่า การทำให้ผู้อื่นรู้ คือการ
ประกาศอรรถแห่งอุปไมย กล่าวคือคุณของพระศาสดา นี้ชื่อว่าเป็นอุปมา
แห่งนาคคือช้างตัวประเสริฐ
บทว่า วิญฺญูหิ ได้แก่ ผู้กำหนดรู้สัจธรรมที่พระศาสดาทรงตรัสรู้
แล้ว ด้วยคำนี้ท่านกล่าวหมายถึงตน.
บทว่า วิญฺญิสฺสนฺติ เป็นต้น เป็นคำกล่าวถึงเหตุ, อธิบายว่า
เพราะเหตุที่พระมหานาคคือพระขีณาสพ ตั้งอยู่ในวิสัยของตน จักรู้แจ้ง
ซึ่งช้างคือช้างผู้มีกลิ่นหอมคือพระตถาคต อันนาคคือเราแสดงแล้ว ฉะนั้น
เพื่อจะประกาศแก่ผู้ปุถุชนเหล่าอื่น เราจึงกล่าวอุปมานี้.
บทว่า สรีรํ วิชหํ นาโค ปรินิพฺพิสฺสตฺยนาสโว ความว่า ช้าง
คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้ไม่มีอาสวะ ด้วยสอุปาทิเสสปรินิพพาน
ณ ควงโพธิพฤกษ์ บัดนี้เมื่อทรงละร่างกาย คืออัตภาพ จักปรินิพพาน
ด้วยขันธปรินิพพาน.
พระเถระครั้นประดับด้วยอุปมา ๑๔ อย่างนี้แล้ว จึงพรรณนา
พระคุณของพระศาสดา ด้วยคาถา ๑๖ คาถา มี ๖๔ บาท แล้วให้เทศนา
จบลง ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
จบอรรถกถาอุทายีเถรคาถาที่ ๒
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
โสฬสกนิบาต

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 1 (เล่ม 53)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย เถรคาถา
เล่ม ๒ ภาคที่ ๓
ตอนที่ ๔
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เถรคาถา วีสตินิบาต
๑. อธิมุตตเถรคาถา
ว่าด้วยผู้หลุดพ้นย่อมไม่กลัวตาย
[๓๘๕] พระอธิมุตตเถระถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาด
เสียว มีหน้าผ่องใส เมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้น เกิดความอัศจรรย์ใจ จึง
ได้กล่าวคาถาสรรเสริญ ๒ คาถาว่า
เมื่อก่อน เราจะฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือเพื่อ
ปล้นเอาทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัว
ย่อมพากันหวาดหวั่นและบ่นเพ้อ แต่ความกลัวมิได้มีแก่
ท่านเลย ซ้ำยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็น
ปานนี้ปรากฏแล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญเล่า.
พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม โดยมุ่งการตอบคำถามของนายโจรนั้น
จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 2 (เล่ม 53)

ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยใน
ชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว
เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตายใน
ปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษ
ไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์
เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มี
ความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรคเพราะโรคสิ้นไป
แล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็
อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้ว
เหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่ง
แห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จแล้ว หมดอาสวะ
ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือนบุคคลพ้นแล้ว
จากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว
ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวง ย่อมไม่เศร้าโศก
ในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น
สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ได้อยู่ในโลก
นี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ได้ตรัสไว้ว่า สิ่ง
ทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดัง
ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพไร ๆ
ดังบุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น เราไม่มี
ความคิดว่า ได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารจักปราศจาก
ไป จะคร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 3 (เล่ม 53)

ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น
ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์
และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคล
พิจารณาเห็นเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อ
นั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้า
โศกว่า ของเราไม่มี เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้อง-
การด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกาย
อื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของ
เรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ใน
ร่างกายนั้น จักไม่มีแก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำ
กิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น. โจรทั้งหลายได้
ฟังคำของท่านอันน่าอัศจรรย์ ทำให้ขนลุกชูชัน จึงพา
กันวางศาสตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไร
ไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่ง
สอนของใคร.
พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า
พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ
หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้งปวง
เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้นอาสวะอัน
ยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศก
เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ พวกโจรฟัง

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 4 (เล่ม 53)

ถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษีแล้ว พากัน
วางศาสตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บาง
พวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้บรรพชาในศาสนา
ของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็น
บัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว
ได้บรรลุสันตบท คือนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้.
จบอธิมุตตเถรคาถา
อรรถกถากถาวิสตินิบาต
อรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑
ใน วีสตินิบาต คาถาของท่านพระอธิมุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
ยญฺญตฺถํ วา ธนตฺถํ วา ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง
ก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสส-
บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดา
ปรินิพพานไป ได้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในท้องของน้องสาวท่านพระสังกิจจเถระ ได้
มีชื่อว่า อธิมุตตะ ท่านเจริญวัยแล้ว ได้บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็น
ลุง บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งๆ ที่ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณรก็ได้

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 5 (เล่ม 53)

บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
เมื่อพระโลกนาถนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคล
เสด็จนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส บำรุงภิกษุสงฆ์
เรานิมนต์ภิกษุสงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่น แล้วเอา
อ้อยมากระทำมณฑป นิมนต์ให้พระสงฆ์ผู้เป็นรัตนะ
อันสูงสุดฉันอ้อย เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ จะเป็นเทวดา
หรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้น ๆ เราย่อมครอบงำสัตว์
ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่ ๑๑๘ เรา
ได้ให้ทานใดไว้กาลนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอ้อย. คุณวิเศษ
เหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
เราได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ให้กาลเวลาล่วงไปด้วยความสุขใน
สมาบัติ มีความประสงค์จะอุปสมบท คิดว่าจะบอกลามารดา จึงไปหา
มารดา ในระหว่างทางได้พบโจร ๕๐๐ คน ผู้เที่ยวหาเนื้อเพื่อจะทำพลี
กรรมแก่เทวดา. ฝ่ายพวกโจรได้จับตัวท่านด้วยหวังว่า จักทำเป็นพลีแก่
เทวดา. ท่านอธิมุตตะนั้น แม้จะถูกพวกโจรจับก็ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น
ได้มีสีหน้าผ่องใสยืนอยู่. หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดอัศจรรย์จิตอย่างไม่เคย
เป็น เมื่อจะสรรเสริญ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
เมื่อก่อน เราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือเพื่อ
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๘.

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 6 (เล่ม 53)

ปล้นทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัวตัว-
สั่นและพร่ำเพ้ออยู่ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย ซ้ำ
ยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏ
แล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺญตฺถํ ได้แก่ เพื่อบูชา หรือเพื่อ
กระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย. วา ศัพท์ เป็นอรรถวิกัปปะ. กำหนด
หมายเอา.
บทว่า ธนตฺถํ แปลว่า เพื่อปล้นทรัพย์สมบัติ.
บทว่า เย หนาม มยํ ปุเร ความว่า เมื่อก่อนพวกเราได้ฆ่า
สัตว์เหล่าใด. จริงอยู่ บทว่า หนาม นี้ เป็นคำบอกปัจจุบันกาล ใช้ใน
อรรถเป็นอดีตกาล.
บทว่า อวเส ได้แก่ กระทำให้หมดอำนาจ คือไม่ให้เสรีภาพ.
บทว่า ตํ ได้แก่ เตสํ คือแก่สัตว์เหล่านั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า อวเสสํ
หมดสิ้น ดังนี้ก็มี. (ความแห่งบาลีนั้นว่า) แก่สัตว์ทั้งหมดเว้นท่านไว้ผู้
หนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่พวกเราจับมา อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า ภยํ โหติ ความว่า ย่อมมีความกลัวแต่ความตาย อัน
เป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นตัวสั่น บ่นเพ้อ คือตัวสั่นเพราะจิตสะดุ้งกลัว บ่น
เพ้อพูดคำมีอาทิว่า ข้าแต่นาย พวกฉันจักให้สิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่านทั้งหลาย
พวกฉันจักยอมเป็นทาสของท่านทั้งหลาย.
บทว่า ตสฺส เต ความว่า แก่ท่านผู้ใด อันเราทั้งหลายประสงค์
จะปลงชีวิตเพื่อทำพลีกรรมแก่เทวดา เงื้อดาบคุกคามอยู่นั้น. บทว่า
ภีตตฺตํ แปลว่า ความเป็นคนกลัว อธิบายว่า ความกลัว.

6