ด้วยคุณ มีภาวะที่ตนมีสาระมั่นคงหนักและใหญ่เป็นต้นฉะนั้น.
บทว่า สพฺเพสํ นาคนามานํ ได้แก่ อหินาค นาคคืองู, หัตถินาค
นาคคือช้าง, ปุริสนาค นาคคือคน อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เสขนาค
นาคคือพระเสขะ, อเสขนาค นาคคือพระอเสขะ, ปัจเจกพุทธนาค
นาคคือพระปัจเจกพุทธ, พุทธนาค นาคคือพระพุทธเจ้า.
บทว่า สจฺจนาโม ได้แก่ ชื่อว่านาความเป็นจริง, ก็พระอุทายี
ย่อมกล่าวซึ่งความที่นาคเป็นชื่อตามจริง ด้วยตนเองทีเดียว ด้วยคำว่า
"เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค" ดังนี้เป็นต้น.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงพระพุทธนาคโดยอวัยวะ และเพื่อจะแสดง
โดยชื่อก่อน จงกล่าวว่า "เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค."
อธิบายว่า ชื่อว่า นาค เพราะไม่กระทำบาปโดยประการทั้งปวง.
บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ศีล.
บทว่า อวิหึสา ได้เเก่ กรุณา. ความที่พระพุทธนาคเป็นดัง
เท้าหน้า สมควรแล้วสำหรับนาคนั้น เพราะการทำวิเคราะห์ว่า โสรัจจะ
และอวิหิงสาทั้งสองนั้น เป็นประธานแห่งกองคุณแม้ทั้งปวง เพราะฉะนั้น
ท่านพระอุทายีจึงกล่าวว่า "ความสงบเสงี่ยมและความไม่เบียดเบียน
๒ อย่างนี้ เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาคคือช้างตัวประเสริฐ" เมื่อจะ
กล่าวโดยความเป็นดังเท้าหลัง จึงกล่าวว่า "สติและสัมปชัญญะเป็น
เท้าหลัง." บาลีว่า ตฺยาปเร ดังนี้ก็มี. จำแนกบทว่า เต อปเร ดังนี้ เหมือน
กัน . ศรัทธาในการยึดถือธรรมอันหาโทษมิได้เป็นดังงวงของช้างนั้น เหตุ
นั้นช้างนั้นชื่อว่ามีศรัทธาเป็นดังงวง. อุเบกขาอันต่างด้วยญาณ (ปัญญา)
อันเป็นเวทนาบริสุทธิ์ดี เป็นงาขาวของช้างนั้นมีอยู่ เหตุนั้นช้างนั้น ชื่อว่า