ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 502 (เล่ม 52)

ขาดแล้ว ปราศจากแล้ว จากเครื่องผูกคือกิเลสมารแม้ทั้งหมด เพราะ
เหตุนั้น พระเถระกล่าวหมายเอาตนนั่นเอง.
ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้สัทธิวิหาริกของตน
เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลว มีจิตฟุ้งซ่าน มีจิตดังไม้อ้ออันยกขึ้น
อยู่ด้วยการคลุกคลีด้วยบุคคลผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร จึงไปในที่นั้นด้วยฤทธิ์
แล้วโอวาทภิกษุนั้นว่า อย่ากระทำอย่างนี้เลยอาวุโส จงละบุคคลผู้ไม่เป็น
กัลยาณมิตร คบหาบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งหลาย. ภิกษุนั้นไม่เอื้อเฟื้อ
คำของพระเถระ. พระเถระถึงธรรมสังเวช ด้วยการไม่เอื้อเฟื้อของภิกษุ
นั้น จึงติเตียนการปฏิบัติผิด ด้วยถ้อยคำเป็นบุคลาธิษฐาน เมื่อจะ
สรรเสริญการปฏิบัติชอบ และการอยู่ด้วยความสงัด จึงได้กล่าวคาถา
เหล่านี้ว่า
ภิกษุมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก คบหาแต่มิตรที่เลว-
ทราม ถูกคลื่นซัดให้จมอยู่ในห้วงน้ำคือสงสาร ส่วนภิกษุ
ผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตัวรอด
สำรวมอินทรีย์ คบหากัลยาณมิตร เป็นนักปราชญ์ พึง
ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ นรชนผู้ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วย
เส้นเอ็นดังเถาหญ้านาง เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าวและน้ำ
มีใจไม่ย่อท้อ ถูกเหลือบยุงทั้งหลายกัดอยู่ในป่าใหญ่
ย่อมมีสติอดกลั้นได้อยู่ในป่านั้น เหมือนช้างที่อดทนต่อ
ศาตราวุธในยุทธสงครามฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย
ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ เรารอเวลาตาย เหมือน

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 503 (เล่ม 52)

ลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย
ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอ
เวลาตาย พระศาสดาเราได้คุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอน
ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ที่
กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว
เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไร ด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่า
ยากแก่เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธโต ความว่า ประกอบด้วยความ
ฟุ้งซ่าน คือมีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตฟุ้งซ่าน.
บทว่า จปโล ความว่า ประกอบด้วยความโยกโคลง มีการตบแต่ง
บาตรและจีวรเป็นต้น คือเป็นผู้มีจิตโลเลเป็นปกติ.
บทว่า มิตฺเต อาคมฺม ปาปเก ความว่า อาศัยบุคคลไม่เป็น
กัลยาณมิตรแล้วไม่กระทำสมณธรรม. บทว่า สํสีทติ มโหฆสฺมึ อูมิยา
ปฏิกุชฺชิโต ความว่า บุรุษผู้ตกไปในมหาสมุทร อันคลื่นในมหาสมุทร
ท่วมทับ เมื่อไม่สามารถจะยกศีรษะขึ้นได้ ก็จมไปในมหาสมุทรนั่นเอง
ฉันใด บุคคลผู้วนเวียนอยู่ในโอฆะใหญ่ ในสงสารก็ฉันนั้น ถูกคลื่นคือ
โกธะและอุปายาสครอบงำ คือท่วมทับ เมื่อไม่สามารถเพื่อจะยกศีรษะคือ
ปัญญาขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา จึงจมลงไปในโอฆะใหญ่คือสงสารนั้น
นั่นเอง.
บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้ละเอียดอ่อน คือเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์
คนและประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า สํวุตินฺทฺริโย ความว่า ผู้มีอินทรีย์อันปิด

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 504 (เล่ม 52)

แล้ว ด้วยการปิดอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖. บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ได้แก่
ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตรทั้งหลาย.
บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะอันเกิดแต่ธรรม
บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยา ความว่า บุคคลเช่นนั้น พึงกระทำที่สุด
แห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น.
บทว่า กาลปพฺพงฺคสงฺกาโส เป็นต้น เป็นบทระบุถึงความยินดี
ในวิเวก. ส่วนบทว่า นาภินนฺทามิ เป็นต้น เป็นบทแสดงภาวะแห่งกิจ
ที่ทำเสร็จแล้ว. คำทั้งหมดมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ก็ในที่สุด
ท่านกล่าวหมายเอาสัทธิวิหาริกของตนด้วยคำว่า กึ เม สทฺธิวิหารินา.
เพราะฉะนั้น จะประโยชน์อะไรแก่เรา ด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก ผู้ไม่
เอื้อเฟื้อเช่นนั้น อธิบายว่า เราชอบใจการอยู่โดดเดี่ยวเท่านั้น.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ไปสู่สระฉันทันตะนั่นแล. ท่านอยู่
ในที่นั้นสิ้น ๑๒ ปี เมื่อจวนปรินิพพาน จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว จึงไปปรินิพพานในที่นั้นนั่นเอง
จบอรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 505 (เล่ม 52)

๒. อุทายีเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอุทายีเถระ
[๓๘๔] เราเคยได้ฟังมาจากพระอรหันต์ทั้งหลายว่า มนุษย์ทั้ง
หลายย่อมนอบน้อมบุคคลใด ผู้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระ-
พุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง มีตนอันได้ฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้งมั่น
ดำเนินไปในทางของพรหม ยินดีในการสงบระงับจิต ถึง
ฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็พากันนอบน้อม
บุคคลนั้น เทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ออกจาก
ป่า คือกิเลสมาสู่นิพพาน ออกจากกามมายินดีในเนก-
ขัมมะ เหมือนทองคำอันพ้นแล้วจากหินฉะนั้น พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแลเป็นนาค รุ่งเรืองพ้น
โลกนี้กับทั้งเทวโลก เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรืองล่วง
ภูเขาเหล่านั้น เราจักแสดงช้างตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นนาค
นี้ชื่อโดยแท้จริง เป็นเยี่ยมกว่าบรรดาผู้มีชื่อว่านาคทั้ง
หมด แก่ท่านทั้งหลาย เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อ
ว่า นาค ความสงบเสงี่ยมและการไม่เบียดเบียน ๒ อย่าง
นี้ เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาค สติสัมปชัญญะเป็นเท้า
หลัง ช้างตัวประเสริฐควรบูชา มีศรัทธาเป็นงวง มี
อุเบกขาเป็นงาอันขาว มีสติเป็นคอ มีปัญญาเครื่อง
พิจารณาค้นคว้าธรรมเป็นศีรษะ มีธรรม คือสมาวาสะเป็น

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 506 (เล่ม 52)

ท้อง มีวิเวกเป็นหาง ช้างตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้า
นั้น เป็นผู้มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในนิพพาน มีจิตตั้งมั่น
ดีแล้วในภายใน คือเมื่อเดินก็มีจิตตั้งมั่น เมื่อยืนก็มีจิต
ตั้งมั่น นอนก็มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้สำรวมในที่ทั้งปวง อัน
นี้เป็นคุณสมบัติของช้างตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้า ช้าง
ตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้านั้น บริโภคของอันหาโทษ
มิได้ ไม่บริโภคของที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม
แล้ว ก็ไม่สั่งสมไว้ ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวผูกพันน้อยใหญ่
ทั้งสิ้น ไม่มีความห่วงใยเลย เที่ยวไปในที่ทุกแห่ง เปรียบ
เหมือนดอกบัวขาบ มีกลิ่นหอมหวานชวนให้รื่นรมย์ เกิด
ในน้ำ เจริญในน้ำ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด พระ-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก อยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ด้วย
โลก เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันนั้น ไฟกอง
ใหญ่ลุกโชนเมื่อหมดเชื้อก็ดับไป ก็เมื่อเถ้ายังมีอยู่ เขา
ก็เรียกกันว่าไฟดับแล้ว ฉันใด อุปมาอันทำให้รู้เนื้อความ
แจ่มแจ้งนี้ วิญญูชนทั้งหลายแสดงไว้แล้ว ก็ฉันนั้น
พระมหานาคทั้งหลายจักรู้แจ้งนาคด้วยนาค อันพระพุทธ-
เจ้าทรงแสดงแล้ว พระพุทธนาคเป็นผู้ปราศจาก ราคะ
โทสะ และโมหะ หมดอาสวะ เมื่อละสรีระร่างกายนี้แล้ว
ก็จักไม่มีอาสวะปรินิพพาน.
จบอุทายีเถรคาถา

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 507 (เล่ม 52)

ในโสฬสกนิบาตนี้ พระเถระผู้มีมหิทธิฤทธิ์ ๒ รูป
คือ พระโกณฑัญญเถระ กับ พระอุทายีเถระ ได้ภาษิต
คาถาไว้องค์ละ ๑๖ คาถา รวมเป็น ๓๒ คาถา ฉะนี้แล.
จบโสฬสกนิบาต
อรรถกถาอุทายีเถรคาถาที่ ๒
คาถาของ ท่านพระอุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ
ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่ง
สมบุญกุศลอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงกบิลพัสดุ์
ได้นามว่า อุทายี เจริญวัยแล้ว เห็นพระพุทธานุภาพในสมาคมพระญาติของ
พระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนากรรม ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหัต, ก็พระอุทายีเถระทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ กาฬุทายี มาในก่อนเป็นบุตร
ของอำมาตย์, ลาลุทายีบุตรของโกวริยพราหมณ์, พระเถระนี้เป็นบุตรของ
พราหมณ์ ชื่อว่า มหาอุทายี, วันหนึ่ง ท่านอุทายีนี้นั่น เมื่อพระศาสดาทรง
แสดงนาโคปมสูตร กระทำช้างเผือก ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
อันมหาชนพากันสรรเสริญ ให้เป็นอัตถุปบัติเหตุ ในเวลาจบเทศนานึก
ถึงคุณของพระศาสดา อันสมควรแก่กำลังญาณของตน ผู้มีใจอันปีติ
ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์กระตุ้นเตือน จึงคิดว่า มหาชนนี้สรรเสริญ
นาค ซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ไม่ใช่สรรเสริญมหานาคคือพระพุทธเจ้า

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 508 (เล่ม 52)

เอาเถอะ เราจักกระทำคุณแห่งช้างมหาคันธะ คือพระพุทธเจ้าให้ปรากฏ
ดังนี้แล้ว เมื่อจะชมเชยพระศาสดา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เราเคยได้ฟังมาจากพระอรหันต์ทั้งหลายว่า มนุษย์
ทั้งหลายย่อมนอบน้อมบุคคลใด ผู้เกิดเป็นมนุษย์ เป็น
พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง มีตนอันได้ฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้ง
มั่น ดำเนินไปในทางของพรหม ยินดีในการสงบระงับ
จิต ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็พากัน
นอบน้อมบุคคลนั้น เทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง
ออกจากป่า คือกิเลสมาสู่นิพพาน ออกจากกามมายินดี
ในเนกขัมมะ เหมือนทองคำอันพ้นแล้วจากหินฉะนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแลเป็นนาค รุ่งเรื่องพ้น
โลกนี้กับทั้งเทวโลก เหมือนภูเขาหิมวันต์ รุ่งเรืองล่วง
ภูเขาเหล่าอื่นฉะนั้น เราจักแสดงนาค ซึ่งเป็นนาคมีชื่อ
โดยแท้จริง เป็นเยี่ยมกว่าบรรดาผู้มีชื่อว่านาคทั้งหมด แก่
ท่านทั้งหลาย เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค ความ
สงบเสงี่ยมและการไม่เบียดเบียน ๒ อย่างนี้ เป็นเท้าหน้า
ทั้งสองของนาค สติสัมปชัญญะ เป็นเท้าหลัง นาคคือช้าง
ตัวประเสริฐควรบูชา มีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาอัน
ขาว มีสติเป็นคอ มีปัญญาเครื่องค้นคว้าธรรมเป็นศีรษะ
มีธรรม คือสมาวาสะเป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง ช้างตัว
ประเสริฐคือพระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้มีปกติเพ่งฌาน ยินดี

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 509 (เล่ม 52)

ในนิพพาน มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในภายใน คือเมื่อเดินก็มี
จิตตั้งมั่น เมื่อยืนก็มีจิตตั้งมั่น นอนก็มีจิตตั้งมั่น แม้เมื่อ
นั่งก็มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้สำรวมในที่ทั้งปวง อันนี้คือสมบัติ
ของช้างตัวประเสริฐคือพระพุทธเจ้า ช้างตัวประเสริฐคือ
พระพุทธเจ้านั้นบริโภคของอันหาโทษมิได้ ไม่บริโภคของ
ที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มแล้ว ก็ไม่สั่งสมไว้
ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวผูกพันน้อยใหญ่ทั้งสิ้น ไม่มีความห่วง
ใยเลย เที่ยวไปในที่ทุกหนทุกแห่ง เปรียบเหมือนดอกบัว
ขาบ มีกลิ่นหอมหวลชวนให้รื่นรมย์ เกิดในน้ำ เจริญใน
น้ำ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉันใด พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ
แล้วในโลก อยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก เหมือนดอก
ปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันนั้น ไฟกองใหญ่ลุกโชน เมื่อ
หมดเชื้อก็ดับไป ก็เมื่อเถ้ายังมีอยู่เขาเรียกกันว่า ไฟดับ
แล้วฉันใด อุปมาอันทำให้รู้เนื้อความแจ่มแจ้งนี้ วิญญูชน
ทั้งหลายแสดงไว้แล้ว ก็ฉันนั้น พระมหานาคทั้งหลาย
จักรู้แจ้งนาคด้วยนาคอันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระ-
พุทธนาคผู้ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะ หมดอาสวะ
เมื่อละสรีระร่างกายนี้แล้ว ก็จักไม่มีอาสวะปรินิพพาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสภูตํ ความว่า เป็นคือบังเกิดใน
มนุษย์ หรือถึงอัตภาพมนุษย์. จริงอยู่พระศาสดา แม้ทรงพ้นจากคติ
ทั้งปวง ด้วยทรงบรรลุอาสวักขยญาณ เขาก็เรียกว่ามนุษย์เหมือนกัน ด้วย
อำนาจที่พระองค์ทรงถือปฏิสนธิในภพสุดท้าย ก็พระองค์เป็นเทพยิ่งกว่า

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 510 (เล่ม 52)

เทพ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม ด้วยอำนาจคุณ. บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า
เป็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองทีเดียว.
บทว่า อตฺตทนฺตํ ได้แก่ ผู้ฝึกตนด้วยตนเอง. จริงอยู่พระผู้มีพระภาค
เจ้า ทรงฝึกพระองค์ด้วยการฝึกอย่างสูงสุด โดยจักษุบ้าง ฯลฯ โดยใจบ้าง
ด้วยอริยมรรคที่พระองค์ให้เกิดขึ้นด้วยพระองค์เอง. บทว่า สมาหิตํ ความ
ว่า ตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธิ ๘ อย่าง และด้วยสมาธิอันเกิดจากมรรคและผล.
บทว่า อิริยมานํ พฺรหฺมปเถ ความว่า ในคลองแห่งพรหมวิหาร-
ธรรมทั้ง ๔ หรือเป็นไปในคลองแห่งผลสมาบัติ อันประเสริฐคือสูงสุด
ด้วยอำนาจการเข้าสมาบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ดำเนินในคลองอัน
ประเสริฐ ตามที่กล่าวแล้วตลอดกาลทั้งสิ้นก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น ท่าน
ก็กล่าวว่า อิริยมานํ เพราะอาศัยความเป็นผู้น้อมไปในอริยสมาบัตินั้น.
บทว่า จิตฺตสฺสูปสเม รตํ ความว่า ยินดียิ่ง ในการสงบสังขาร
ทั้งปวงคือในพระนิพพาน อันเป็นเหตุสงบแห่งจิต.
บทว่า ยํ มนุสฺสา นมสฺสนฺติ สพฺพธมฺมาน ปารคุํ ความว่า
มนุษย์ทั้งหลายมีกษัตริย์และบัณฑิตเป็นต้น ย่อมนอบน้อมซึ่งพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าใด ผู้มีสมบัติอันสูงสุดอย่างยอดเยี่ยม ผู้ถึงฝั่งทั้ง ๖ คือถึงฝั่งแห่ง
อภิญญาแห่งธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้นทั้งหมด ๑ ถึงฝั่งแห่งปริญญา
๑ ถึงฝั่งแห่งภาวนา ๑ ผู้ถึงฝั่งแห่งการกระทำให้แจ้ง ๑ ถึงฝั่งแห่งสัมมา-
ปฏิบัติ ๑ ถึงฝั่งแห่งปหานะ ๑ เมื่อบูชาด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่
ธรรมย่อมเป็นผู้น้อมไป โอนไป เงื้อมไป ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่น
ด้วยกาย วาจา และใจ.
บทว่า เทวาปิ ตํ นมสฺสนฺติ ความว่า ไม่ใช่พวกมนุษย์อย่างเดียว

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 511 (เล่ม 52)

เท่านั้น โดยที่แท้ แม้เทวดาทั้งหลาย ในโลกธาตุหาประมาณมิได้ ก็ย่อม
นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
ด้วยบทว่า อิติ เม อรหโต สุตํ นี้ ท่านแสดงว่า คำอย่างนี้
คือคำที่เราสดับมาแล้วอย่างนี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อรหันต์
และของพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ผู้กล่าวคำมีอาทิว่า สตฺถา เทวมนุสฺ-
สานํ ด้วยเหตุมีความเป็นผู้ไกล (จากกิเลส) เป็นต้น.
บทว่า สพฺพสํโยชนาตีตํ ความว่า ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งหมด ๑๐
ด้วยมรรค ๔ ตามสมควรพร้อมด้วยวาสนา.
บทว่า วนา นิพฺพนมาคตํ ความว่า ผู้เข้าถึงความเบื่อหน่าย อัน
เว้น จากป่าคือกิเลสนั้น.
บทว่า กาเมหิ เนกฺขมฺมรตํ ความว่า ออกจากกามโดยประการทั้ง
ปวง แล้วยินดีในเนกขัมมะ ต่างด้วยบรรพชา ฌานและวิปัสสนาเป็นต้น.
บทว่า มุตฺตํ เสลาว กญฺจนํ ความว่า เหมือนทองคำอันพ้นแล้ว
จากหิน เพราะมีสภาวะเป็นทองแท้ที่กำจัดสิ่งมิใช่ทองออกแล้ว. มีวาจา
ประกอบความว่า แม้เทวดาทั้งหลายก็ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น.
บทว่า ส เว อจฺจรุจิ นาโค ความว่า พระองค์ไม่กระทำบาปโดย
ส่วนเดียว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ เป็นผู้มีกำลังเหมือนช้าง เพราะฉะนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พระนามว่า นาค.
บทว่า อจฺจรุจิ ความว่า พระองค์รุ่งเรื่องพ้นโลกนี้พร้อมทั้งเทว-
โลก ด้วยความรุ่งเรื่องแห่งพระกายและพระญาณของพระองค์. เหมือน
อะไร ? เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรื่องล่วงภูเขาเหล่าอื่นฉะนั้น อธิบายว่า
พระองค์ทรงรุ่งเรืองยิ่ง เหมือนขุนเขาหิมวันต์ รุ่งเรื่องล่วงภูเขาเหล่าอื่น

511