ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 482 (เล่ม 52)

บทว่า นรา ทุกฺขํ นิคจฺฉนฺติ เตธ โสจนฺติ มาณวา ความว่า คน
เหล่านั้น คือสัตว์ผู้ได้นามว่า มาณวา ถึงความยินดีและความยินร้าย
ด้วยอำนาจมีลาภและเสื่อมลาภ คือด้วยอำนาจความเจริญและความเสื่อม
ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ และย่อมถึง คือย่อมประสบทุกข์มีทุกข์ในนรก
เป็นต้นในโลกหน้า.
แม้ด้วยบทว่า อุนฺนตา เป็นต้น ท่านแสดงเฉพาะความประสบ
ความพินาศของสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจโลกธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุนฺนตา สุขธมฺเมน ความว่า ถึงความ
ฟูขึ้น ด้วยเหตุแห่งสุข คือด้วยปัจจัยแห่งความสุข ได้แก่ด้วยโภคสมบัติ
เป็นต้น อธิบายว่า เป็นผู้เมาด้วยความเมาในโภคะเป็นต้น
บทว่า ทุกฺขธมฺเมน โจนตา ความว่า ถึงความเป็นผู้เสื่อม เพราะ
เหตุแห่งทุกข์ คือเพราะปัจจัยแห่งความทุกข์ ได้แก่เพราะความวิบัติแห่ง
โภคะเป็นต้น คือถึงความเป็นผู้ควรกรุณา ด้วยความเป็นคนจนเป็นต้น.
บทว่า ทฺวเยน ความว่า พาลปุถุชนทั้งหลาย ย่อมเดือดร้อนด้วย
การฟูขึ้น และการยุบลงทั้งสองอย่าง คือด้วยเหตุ ๒ อย่าง มีลาภและเสื่อม
ลาภเป็นต้น คือถูกบีบคั้นและถูกเบียดเบียนด้วยอำนาจความยินดีและความ
ยินร้าย.
เพราะเหตุไร ? อธิบายว่า เพราะผู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงเหล่า
นั้น ไม่รู้ยิ่งสภาวะแห่งธรรมตามความเป็นจริง และเป็นผู้ไม่กำหนดรู้ขันธ์
และยังละกิเลสไม่ได้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ไม่เห็นตามความเป็นจริง
ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เพราะการไม่รู้เป็นเหตุ.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 483 (เล่ม 52)

บทว่า เย จ ทุกฺเข สุขสฺมิญฺจ มชฺเฌ สิพฺพินิมจฺจคู ความว่า
ก็พระอริยะเหล่าใดไม่ล่วงถึง คือก้าวล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัด อันเป็น
ฉันทราคะ อันเนื่องด้วยทุกขเวทนา สุขเวทนา และอุเบกขาเวทนานั้น
ด้วยการบรรลุอรหัตมรรค พระอริยะเหล่านั้น ดำรงอยู่ไม่หวั่นไหวด้วย
โลกธรรม เหมือนเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวด้วยลมฉะนั้น ผู้ไม่ชื่อว่า ไม่ฟู
ไม่ยุบ แม้ในบางคราวไม่ฟูหรือไม่ยุบ เพราะไม่มีความยินดีและความ
ยินร้ายโดยประการทั้งปวง.
ครั้นแสดงการไม่เข้าไปฉาบทาของพระอรหันต์ อันเป็นที่ตั้งแห่ง
เวทนาอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะจำแนกโลกธรรม แล้ว แสดงการไม่เข้าไป
ฉาบทาแห่งพระอรหันต์ อันมีประโยชน์ทั้งปวงนั่นแล จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า นเหว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลาเภ ความว่า ได้เฉพาะปัจจัยมีจีวร
เป็นต้น.
บทว่า อลาเภ ความว่า ไม่ได้เฉพาะ คือไม่พึงประสบปัจจัย
มีจีวรเป็นต้นนั้นนั่นแล.
บทว่า น ยเส ได้แก่ เสื่อมจากบริวารและไม่มีเกียรติยศ.
บทว่า กิตฺติยา ความว่า ในความเป็นผู้ปรารถนาเกียรติยศใน
ที่ลับหลัง
บทว่า นินฺทาย ได้แก่ ในการครหานินทาต่อหน้า.
บทว่า ปสํสายํ ได้แก่ ในการชมเชยคุณโดยซึ่งหน้า.
บทว่า ทุกฺเข ได้แก่ เมื่อทุกข์เกิดขึ้น.
แม้ในบทว่า สุเข นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 484 (เล่ม 52)

บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ย่อมไม่ติดอยู่ใน
อารมณ์มีรูปเป็นต้น เพราะละกิเลสได้โดยประการทั้งปวง.
เหมือนอะไร ? เหมือนหยาดน้ำบนใบบัว ความว่า หยาดน้ำบน
ใบบัว แม้ตั้งแนบอยู่ก็ไม่ฉาบทาติดอยู่ที่ใบบัวนั้น และใบบัวย่อมคิดอยู่ด้วย
หยาดน้ำ ปล่อยจากกันไปโดยแท้ทีเดียวฉันใด พระขีณาสพแม้เหล่านั้น
ก็ฉันนั้น เป็นผู้ปล่อยวางลาภเป็นต้นที่ปรากฏ และปล่อยวางอารมณ์
มีรูปเป็นต้นอันมาปรากฏเหมือนกันนั่นแล.
เพราะเหตุนั้นนั่นแล นักปราชญ์คือบัณฑิต ชื่อว่าได้รับความสุขใจ
เพราะลาภเป็นต้น ในที่ทุกสถาน เพราะไม่มีอารมณ์อันเป็นที่รัก และ
ทุกขธรรมมีความโศกเป็นต้นด้วยญาณมุข และย่อมเป็นผู้ไม่แพ้ในที่ทุก
สถาน เพราะไม่ถูกลาภเป็นต้นครอบงำ.
บัดนี้เมื่อจะแยกแสดงความประเสริฐกว่ากัน ในเพราะมีลาภและ
เสื่อมลาภเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ธมฺเมน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน อลาโภ โย ความว่า การไม่ได้
นิมิตของผู้รักษาธรรมอันใด อันนั้นคือความไม่มีลาภ ได้แก่ความเสื่อมลาภ,
และลาภอันใดอันไม่ประกอบด้วยธรรม เกิดขึ้นโดยอธรรมโดยไม่มีปัญญา
โดยวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียน, ใน ๒ อย่างนั้น การไม่มีลาภ เป็นอาการ
ประกอบด้วยธรรม คือนำมาซึ่งธรรมประเสริฐกว่า, เมื่อบุคคลเว้นลาภ
เช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญ การไม่มีลาภ
เช่นนั้น น่าสรรเสริญ นำมาซึ่งประโยชน์.
บทว่า ยญฺเจ ลาโภ อธมฺมิโก อธิบายว่า ลาภใดเกิดขึ้นโดย
อธรรม ลาภนั้นไม่ประเสริฐเลย.

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 485 (เล่ม 52)

บทว่า ยโส จ อปฺปพุทฺธีนํ วิญญูนํ อยโส จ โย ความว่า บุคคล
ได้ยศ ด้วยอำนาจบุคคลผู้มีความรู้น้อย คือไม่มีความรู้ และความไม่ได้ยศ
คือความเสื่อมยศ ด้วยอำนาจบุคคลมีความรู้ คือบัณฑิต. บรรดาบุคคล
ทั้งสองพวกเหล่านี้ คนมีความรู้ ไม่มียศประเสริฐกว่า. เพราะว่า บุคคล
ผู้มีความรู้เหล่านั้นพึงปรารถนาความไม่มียศ เพียงเพื่อให้อกุศลธรรมเสื่อม
กุศลธรรมเจริญ. เหมือนอย่างบุคคลผู้มีชาติสมบูรณ์ พึงละธรรมที่ไม่มีคุณ
นั้นแล้วตั้งอยู่ในธรรมที่มีคุณ.
บทว่า นยโส อปฺปพุทฺธีนํ ความว่า ยศย่อมไม่ประเสริฐ ด้วย
อำนาจบุคคลผู้ไม่มีความรู้ ก็บุคคลผู้ไม่มีความรู้นั้น พึงยังยศนั้นให้เกิดขึ้น
แม้ด้วยอำนาจนำมาซึ่งความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณอันไม่เป็นจริง ยศนั้น
ย่อมนำมาซึ่งความพินาศแก่เขา ด้วยการนินทาจากวิญญูชนในโลกนี้ และ
ด้วยความลำบากอันเกิดจากทุกข์เป็นต้น ในทุคติในโลกหน้า ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ลาภ ชื่อเสียง สักการะ และยศที่ได้มาโดยผิด ๆ
และว่า ลาภสักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่วเสีย.
บทว่า ทุมฺเมเธหิ แปลว่า ด้วยไม่มีปัญญา.
บทว่า ยญฺเจ พาลปฺปสํสนา ความว่า อันคนพาลทั้งหลาย คือ
ผู้ไม่รู้สรรเสริญ.
บทว่า กามมยิกํ แปลว่า อันสำเร็จมาแต่วัตถุกาม คืออาศัยกามคุณ
เกิดขึ้น.
บทว่า ทุกฺขญฺจ ปวิเรกิยํ ความว่า ความทุกข์ทางกายอันเกิดแต่ความ
สงัดคือที่เป็นไปด้วยอำนาจความลำบากกาย อันมีความเดือดร้อนในการนั่ง
ไม่สม่ำเสมอเป็นต้นเป็นเหตุ แต่ทุกข์นั้นเป็นการสรรเสริญสำหรับวิญญูชน

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 486 (เล่ม 52)

เพราะเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานอันปราศจากอามิส. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ปวิเวกทุกฺขํ เสยฺโย ดังนี้.
บทว่า ชีวิตญฺจ อธมฺเมน ความว่า การเลี้ยงชีวิตโดยไม่ชอบธรรม
คือการไม่ประพฤติธรรม เพราะเหตุแห่งชีวิตเป็นต้น. ชื่อว่าความตายโดย
ธรรม ได้แก่เมื่อใคร ๆ กล่าวว่า เราจักทำผู้นั้น ผู้ไม่กระทำบาปชื่อนี้ให้ตาย
แม้เมื่อผู้นั้นตายไป ไม่การทำบาป ไม่ยังธรรมให้กำเริบ การตายซึ่งมีธรรม
เป็นเหตุ ประกอบด้วยธรรม เป็นการประเสริฐ เพราะฉะนั้น ความตาย
เช่นนั้นชื่อว่า ประกอบด้วยธรรม เพราะไม่ปราศจากธรรม อันวิญญูชน
สรรเสริญกว่า เพราะให้ถึงสวรรค์ และเพราะเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน.
สมจริงตั้งคำที่ตรัสไว้ว่า
บุคคลพึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่งอวัยวะอันประ-
เสริฐ เมื่อจะรักษาชีวิตไว้พึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึง
ธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ แม้กระทั่งชีวิตทั้งหมด ดังนี้.
บทว่า ยญฺเจ ชีเว อธมฺมิกํ อธิบายว่า บุรุษพึงยังชีวิตอัน
ปราศจากธรรมให้เป็นอยู่ ชีวิตนั้นชื่อว่าไม่ประเสริฐ เพราะถูกวิญญูชน
ติเตียนและให้ถึงอบาย.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงการไม่เข้าไปฉาบทาของพระขีณาสพตามที่กล่าว
แล้วโดยเหตุ จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า กามโกปปหีนา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามโกปปหีนา ความว่า ละความยินดี
ยินร้ายได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค.
บทว่า สนฺตจิตฺตา ภวาภเว ความว่า ชื่อว่ามีจิตเข้าไปสงบใน
ภพน้อยและภพใหญ่ เพราะละกิเลสเครื่องเร่าร้อนได้เด็ดขาด.

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 487 (เล่ม 52)

บทว่า โลเก ได้แก่ ในขันธโลกเป็นต้น.
บทว่า อสิตา ได้แก่ ผู้อันตัณหาไม่อาศัยแล้ว ด้วยอำนาจอาศัย
ตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า นตฺถิ เตสํ ปิยาปิยํ ความว่า อารมณ์อันเป็นที่รัก หรือ
ไม่เป็นที่รัก ในที่ไหนๆ มีลาภเป็นต้น และมีรูปารมณ์เป็นต้น ย่อมไม่มี
แก่พระขีณาสพ ทั้งหลาย.
บัดนี้ครั้นแสดงประการที่ธรรมนั้น คือเห็นปานนั้น อันเป็นเหตุเกิด
ด้วยภาวนาแล้ว เมื่อจะถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน-
ธาตุ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ภาวยิตฺวาน ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว . คำที่เหลือ
มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ก็คาถาเหล่านี้เท่านั้น ได้เป็นคาถาพยากรณ์
พระอรหัตผลของพระเถระ.
จบอรรถกถาโคทัตตเถรคาถาที่ ๒
จบปรมัตถทีปนี
อรรถกถาเถรคาถา จุททสกนิบาต

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 488 (เล่ม 52)

เถรคาถา โสฬสกนิบาต
๑. อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา
ว่าด้วยการบรรลุประโยชน์ที่ต้องการ
[๓๘๓] ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของ
พระองค์ จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ จึงเกิดความ
เลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมอันคลายความกำหนัด เพราะ
ไม่ยึดถือมั่นโดยประการทั้งปวง พระผู้เป็นเจ้าได้แสดง
แล้ว.
ท้าวเธอตรัสชมเชยเทศนาของพระเถระดังนี้แล้ว ทรงนมัสการ
พระเถระ แล้วเสด็จกลับไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ ภายหลังวัน หนึ่ง พระเถระ
เห็นวาระจิตของปุถุชนบางจำพวก ซึ่งถูกมิจฉาวิตกครอบงำ และระลึกถึง
คำสอนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อมิจฉาวิตกนั้นแล้ว นึกถึงความที่คนมีใจอัน
พรากแล้วจากการฟังทั้งปวง จึงได้ภาษิตคาถา ๒ คาถา อันแสดงซึ่งเนื้อ
ความนั้นว่า
อารมณ์อันวิจิตรมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ชะรอยจะย่ำยี
บุคคลผู้คิดถึงอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะใน
ปฐพีมณฑลนี้ ฝนตกลงมาในฤดูฝน พึงระงับธุลีที่ถูกลม
พัดไปได้ฉันใด เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย
ปัญญา เมื่อนั้น ความดำริของพระอริยสาวกนั้นย่อม
ระงับไปฉันนั้น เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 489 (เล่ม 52)

ปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น พระอริยสาวก
นั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใด
พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวง
เป็นทุกข์ เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์
นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใด พระอริยสาวก
พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทาง
แห่งความหมดจด พระโกณฑัญญเถระองค์ใดเป็นผู้ตรัสรู้
ตามพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีความบากบั่นอย่างแรงกล้า
ละความเกิดและความตายได้แล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ด้วย
พรหมจรรย์อันได้ด้วยยาก พระโกณฑัญญเถระองค์นั้น
ได้ตัดบ่วง คือโอฆะ ตะปูตรึงจิตอันมั่นคง และภูเขาที่
ทำลายได้ยากแล้ว ข้ามไปถึงฝั่ง คือนิพพาน เป็นผู้เพ่ง
ฌาน หลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร.
ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระโกณฑัญญเถระได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่ง
เป็นสัทธิวิหาริกของท่าน เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรทราม มีใจฟุ้งซ่าน
มักใหญ่ใฝ่สูง เพราะการคบหาด้วยมิตรชั่วช้า จึงไปยังที่นั้นด้วยฤทธิ์ แล้ว
ตักเตือนว่า ท่านอย่าทำอย่างนี้ต่อไป ขอท่านจงละมิตรชั่วช้าเสียแล้วคบหา
กัลยาณมิตรทำสมณธรรมเถิด ภิกษุนั้นไม่เชื่อฟังคำของท่าน ท่านจึงเกิด
ความสลดใจ เมื่อจะติเตียนข้อปฏิบัติอันผิด และสรรเสริญการปฏิบัติชอบ

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 490 (เล่ม 52)

และการอยู่สงัด ด้วยถ้อยคำอันเป็นบุคลาธิษฐาน จึงได้ภาษิตคาถานี้
ใจความว่า
ภิกษุมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก คบแต่มิตรที่เลวทราม
ถูกคลื่นซัดให้จมอยู่ในห้วงน้ำ คือสงสาร ส่วนภิกษุมีใจ
ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตัวรอด สำรวม
อินทรีย์ คบหากัลยาณมิตร เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุด
แห่งทุกข์ได้ นรชนผู้ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น
ดังเถาหญ้านาง เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าวและน้ำ มีใจ
ไม่ย่อท้อ ถูกเหลือบยุงทั้งหลายกัดอยู่ในป่าใหญ่ ย่อม
เป็นผู้มีสติอดกลั้นได้อยู่ในป่านั้น เหมือนช้างที่อดทน
ต่อศาสตราวุธในยุทธสงครามฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย
ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ เรารอเวลาตาย เหมือน
ลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย
ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอ
เวลาตาย พระศาสดาเราได้คุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว
ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์
ที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว
เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก
แก่เรา.
จบอัญญาโกณฑัญญเถรคาถา

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 491 (เล่ม 52)

อรรถกถาโสฬสกนิบาต
อรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑
ในโสฬสกนิบาต คาถาของท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ มีคำ
เริ่มต้นว่า เอส ภิญฺโญ ปสีทามิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็น
อย่างไร ?
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระเถระแม้นี้
บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา
แล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุ
รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้รัตตัญญูในธรรมที่ตนได้ครั้งแรก
ในพระศาสนา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญมหาทานให้
เป็นไปตลอด ๗ วัน แด่พระศาสดาผู้มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร
แล้วตั้งความปรารถนาไว้. ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นความที่เธอไม่มีอันตราย
จึงพยากรณ์สมบัติอันเป็นเครื่องเจริญ. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดชีวิต เมื่อ
พระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อให้สร้างเจดีย์ สร้างเรือนแก้วไว้ในภายใน
เจดีย์ และให้สร้างเรือนไฟแก้ว มีราคา ๑,๐๐๐ กหาปณะล้อมเจดีย์.
ท่านทำบุญอย่างนี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี
เป็นกุฎุมพี นามว่ามหากาล จัดแจงข้าวปายาสด้วยน้ำนมไม่ผสมน้ำ ด้วย
ข้าวสารแห่งข้าวสาลีที่ตนฉีกท้องข้าวสาลี ในที่นาประมาณ ๘ กรีส จึงใส่
น้ำผึ้ง เนยใส น้ำตาลกรวดเป็นต้นในข้าวปายาสนั้น แล้วได้ถวายสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประมุข. ที่ ๆ ตนฉีกท้องข้าวสาลีถือแล้ว ๆ ได้เต็มอีก, ใน

491