ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 472 (เล่ม 52)

หรือเป็นผู้นิ่งแบบพระอริยะ แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสมาบัติอันสัมปยุต
ด้วยอรหัตผลอันประกอบด้วยฌานที่ ๔.
บัดนี้ เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมด้วยอุปมา
เพราะความที่ตนบรรลุพระอรหัตผลนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า ยถาปิ
ปพฺพโต ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ ปพฺพโต เสโล ความว่า ภูเขา
อันล้วนแล้วแต่หิน คืออันล้วนแล้วแต่หินเป็นแท่งทึบฉันใด อธิบายว่า
ไม่ใช่ภูเขาดินร่วน ไม่ใช่ภูเขาปนดิน.
บทว่า อจโล สุปฺปติฏฺฐิโต ความว่า เป็นภูเขามีรากตั้งอยู่แล้ว
ด้วยดี ไม่หวั่นไหวสะเทือนด้วยลมตามปกติ เพราะฉะนั้น พระอรหัตและ
นิพพาน ชื่อว่า ละโมหะได้เด็ดขาด เพราะภิกษุไม่หวั่นไหว เหตุโมหะ
สิ้นไปด้วยอาการอย่างนี้ ดุจภูเขาฉะนั้น คือภิกษุละอกุศลทั้งปวงได้แล้ว
เพราะอกุศลทั้งปวงมีโมหะเป็นมูล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย
เหมือนภูเขานั้นย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉะนั้น อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า เพราะ
เหตุที่พระอรหัต และพระนิพพานท่านเรียกว่าธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ ฉะนั้น
จึงชื่อว่าโมหักขยา เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ตั้งอยู่ด้วยดีแล้วในอริยสัจ ๔
เพราะเหตุธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ และเพราะบรรลุพระนิพพานและอรหัต
แม้ในเวลาไม่เข้าสมาบัติก็ไม่หวั่นไหว เหมือนภูเขา จะป่วยกล่าวไปไย
ถึงผู้เข้าสมาบัติเล่า.
บัดนี้เมื่อจะแสดงว่า ชื่อว่าบาปนี้ ภิกษุผู้มีศีลไม่สะอาดเท่านั้นย่อม
ประพฤติ ส่วนภิกษุผู้มีศีลสะอาดหาประพฤติไม่ ก็บาปสำหรับผู้มีศีลสะอาด

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 473 (เล่ม 52)

นั้น แม้มีประมาณน้อย ก็ปรากฏเป็นของหนัก จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า
อนงฺคณสฺส ดังนี้.
คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ความชั่วมีประมาณเท่าปลาย
ขนทราย ประมาณเท่าปลายผม แม้มีประมาณเล็กน้อยแห่งบาป ของ
สัปบุรุษผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องยียวน เพราะไม่มีกิเลสเครื่องยียวนมีราคะ
เป็นต้น ผู้แสวงหาธรรมอันสะอาดหาโทษมิได้ ตั้งแผ่ทั่วโลกธาตุปรากฏ
เป็นเพียงอากาศ เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ไม่พึงหวังบุคคลผู้เช่นเรา
ในกรรมเห็นปานนี้.
เมื่อจะให้โอวาทว่า เพราะเหตุที่พวกคนอันธพาลทำความว่าร้าย
เห็นปานนั้น ให้เกิดขึ้นแม้ในผู้ไม่มีกิเลส ฉะนั้นผู้ใคร่ต่อประโยชน์
พึงรักษาตนโดยเคารพ. จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า นครํ ยถา ดังนี้.
คาถานั้นมีอธิบายว่า เหมือนอย่างว่าปัจจันตนคร อันมนุษย์ชาว
เมืองปัจจันตนครกระทำประตูและกำแพงเป็นต้นให้มั่นคง ชื่อว่าทำให้
มั่นคงในภายใน เมื่อกระทำเชิงเทินแลคูเป็นต้นให้มั่นคง ชื่อว่าทำให้
มั่นคงในภายนอก เพราะฉะนั้น ชื่อว่ากระทำให้เป็นอันคุ้มครองทั้งภายใน
และภายนอกฉันใด พวกเธอทั้งหลายก็ฉันนั้น จงอย่าปล่อยสติที่เธอ
เข้าไปตั้งไว้ ปิดทวารทั้ง ๖ ที่เป็นไปในภายในแล้ว รักษาทวารไว้แล้ว
กระทำทวารเหล่านั้นให้มั่นคง ด้วยการไม่ยึดถือโดยประการที่อายตนะ
ภายนอก ๖ ที่ยึดถือไว้ เป็นไปเพื่อกระทบอายตนะภายใน ไม่ละสติที่
รักษาทวาร โดยไม่ให้เข้าไปสู่อายตนะเหล่านั้น เที่ยวไปอยู่ ชื่อว่าคุ้ม-
ครองตน. เพราะเหตุไร ? เพราะขณะอย่าได้ล่วงเธอทั้งหลายไปเสีย.
จริงอยู่ ขณะทั้งหมดนี้ คือขณะเป็นที่อุบัติแห่งพระพุทธเจ้า ขณะ

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 474 (เล่ม 52)

ได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ขณะอุบัติในมัชฌิมประเทศ ขณะได้สัมมาทิฏฐิ
ขณะไม่บกพร่องอายตนะ ๖ ย่อมล่วงบุคคลผู้ไม่คุ้มครองตนด้วยอาการ
อย่างนี้, ขณะนั้น อย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสียดังนี้แล.
พระเถระ ครั้นโอวาทบริษัทพร้อมด้วยราชบริพารด้วยคาถานี้ ด้วย
อาการอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนมีจิตเสมอในมรณะและชีวิต
และกิจที่ตนทำเสร็จแล้วอีก จึงกล่าวคำว่า นาภินฺนฺทามิ มรณํ ไม่ยินดี
ยิ่งซึ่งความตายดังนี้เป็นต้น. คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เห็นกาลปรินิพพานแห่งตนปรากฏ
จึงให้โอวาทแก่พวกเหล่านั้นโดยสังเขปนั่นแล เมื่อจะประกาศพระนิพพาน
จึงกล่าวคาถาสุดท้าย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปาเทถปฺปมาเทน ความว่า เธอ
ทั้งหลายจงยังสิกขา ๓ มีทานและศีลเป็นต้น ที่ควรให้ถึงพร้อม ให้ถึง
พร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด, จงเป็นผู้ไม่ประมาทในการตามรักษาศีล
อันเป็นไปแก่คฤหัสถ์ อันต่างด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์
ในเบื้องหน้า ในการตามประกอบสมถะ และวิปัสสนาภาวนา.
บทว่า เอสา เม อนุสาสนี ความว่า การพร่ำสอนว่า ท่านทั้งหลาย
จงไม่ประมาทในทานและศีลเป็นต้น นี้เป็นคำพร่ำสอน คือเป็นโอวาท
ของเรา.
ครั้นแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะถือ
เอาที่สุดแห่งข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์ตน จึงกล่าวว่า เอาเถอะ เราจัก
ปรินิพพาน เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วในที่ทุกสถาน.

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 475 (เล่ม 52)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺโตมฺหิ สพฺพธิ ความว่า เรา
เป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสและภพทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง เพราะ
เหตุนั้น เราจักปรินิพพานโดยส่วนเดียวฉะนี้แล.
ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นั่งขัดสมาธิเข้าฌานมีเตโชธาตุเป็น
อารมณ์ เมื่อไฟลุกโพลงอยู่ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
จบอรรถกถาขทิรวนิยเรวตเถรคาถาที่ ๑

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 476 (เล่ม 52)

๒. โคทัตตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระโคทัตตเถระ
[๓๘๒] โคอาชาไนยที่ดี อันเขาเทียมแล้วที่แอกเกวียน ย่อม
อาจนำแอกเกวียนไปได้ ไม่ย่อท้อต่อภาระอันหนัก ไม่
ทอดทิ้งเกวียนอันเขาเทียมแล้ว แม้ฉันใด บุคคลเหล่าใด
บริบูรณ์ด้วยปัญญา เหมือนมหาสมุทรอันเต็มด้วยน้ำ
บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ฉันนั้น ย่อมเป็นดัง
อริยธรรมของสัตว์ทั้งหลาย นรชนผู้ตกอยู่ในอำนาจของ
เวลา ตกอยู่ในอำนาจภพน้อยภพใหญ่ ย่อมเข้าถึงความ
ทุกข์และต้องเศร้าโศก คนพาลไม่พิจารณาเห็นตามความ
เป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ มีใจฟูขึ้น
เพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลงเพราะเหตุแห่งทุกข์ ๑
เหล่าใด ก้าวล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัดในทุกขเวทนา ใน
สุขเวทนา และในอทุกขมสุขเวทนา ชนเหล่านั้นเป็นผู้
ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเหมือนเสาเขื่อน เป็นผู้ไม่ฟูขึ้นและไม่
ฟุบลง ชนเหล่านั้นย่อมไม่คิดอยู่ในลาภ ความเสื่อมลาภ
ในยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์
ทั้งหมด ดังหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวฉะนั้น.
นักปราชญ์ทั้งหลาย มีความสุขและได้ชัยชนะในที่
ทุกแห่งไป การไม่ได้ลาภโดยชอบธรรม กับการได้ลาภโดย
ไม่ชอบธรรม ทั้งสองอย่างนี้ การไม่ได้ลาภอันขอบธรรม
จะประเสริฐกว่า การได้ลาภอันไม่ชอบธรรมจะประเสริฐ

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 477 (เล่ม 52)

อะไร คนไม่มีความรู้ มียศ กับคนมีความรู้แต่ไม่มียศ
คนมีความรู้ไม่มียศประเสริฐกว่า คนไม่มีความรู้มียศ
จะประเสริฐอะไร การสรรเสริญจากคนพาลกับการติเตียน
จากนักปราชญ์ การติเตียนจากนักปราชญ์ประเสริฐกว่า
การสรรเสริญจากคนพาลจะประเสริฐอะไร ความสุขอัน
เกิดจากกามคุณกับความทุกข์อันเกิดจากวิเวก ความทุกข์
อันเกิดจากวิเวกประเสริฐกว่า ความสุขอันเกิดจากกาม-
คุณจะประเสริฐอะไร ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบธรรมกับ
ความตายโดยธรรม ความตายโดยธรรมประเสริฐกว่า
ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบธรรมจะประเสริฐอะไร ชน
เหล่าใดละกามและความโกรธได้แล้ว มีจิตสงบระงับ
เที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ไม่ติดอยู่ในโลก ชนเหล่านั้น
ไม่มีความรักความชัง บุคคลเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ แล้วบรรลุถึงความสงบอันยอดเยี่ยม หาอาสวะ
มิได้ ย่อมปรินิพพาน.
จบโคทัตตเถรคาถา
ในจุททสกนิบาตนี้ พระเถระ ๒ รูป ผู้มีฤทธิ์มาก คือ พระ-
เรวตเถระ ๑ พระโคทัตตเถระ ๑ ได้ภาษิตคาถารูปละ ๑๔ คาถา
รวมเป็น ๒๘ คาถา ฉะนี้แล.
จบจุททสกนิบาต

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 478 (เล่ม 52)

อรรถกถาโคทัตตเถรคาถาที่ ๒
คาถาของท่านพระโคทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยถาปิ ภทฺโท
อาชญฺโญ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่ง
พ่อค้าเกวียน ในกรุงสาวัตถี โดยชื่อว่า โคทัตตะ เจริญวัยแล้ว เมื่อ
บิดาตายแล้ว รวบรวมทรัพย์ เอาเกวียน ๕๐๐ เล่มบรรทุกสินค้า ท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ เลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย กระทำบุญตามกำลังสมบัติ.
วันหนึ่ง เมื่อโคที่เทียมที่แอกในระหว่างทาง ไม่สามารถลากไปได้
เมื่อพวกมนุษย์ไม่สามารถจะให้โคนั้นออกไปได้ ท่านจึงไปเอง แทงโค
นั้นที่หางให้มั่น โคคิดว่า ผู้นี้เป็นอสัปบุรุษ ไม่รู้กำลังอันสมควรแก่
กำลังของเรา จึงแทงอย่างหนัก ดังนี้จึงโกรธ ใช้ภาษามนุษย์ด่าโดยสมควร
แก่ความปรารถนาว่า ดูก่อนโคทัตตะผู้เจริญ เราไม่ออมกำลังของตนตลอด
กาลมีประมาณเท่านี้ นำภาระของท่านไป แต่วันนี้ท่านเบียดเบียนเรา
อย่างรุนแรง โดยภาวะที่เราไม่สามารถ เอาเถิด เราจุติจากอัตภาพนี้แล้ว
พึงเป็นศัตรูสามารถเบียดเบียนท่านในที่เกิดแล้ว ๆ.
โคทัตตะได้ฟังดังนั้นคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยการเบียดเบียน
สัตว์ทั้งหลาย แล้วเป็นอยู่นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ เกิดความสังเวช ละสมบัติ
ทั้งหมด บวชในสำนักของพระมหาเถระรูปหนึ่ง บำเพ็ญวิปัสสนากรรม
ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ยับยั้งอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่สมาบัติ วันหนึ่ง

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 479 (เล่ม 52)

จึงปรารภโลกธรรม ของหมู่พระอริยะผู้เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้มา
ยังสำนักตน เมื่อจะแสดงธรรม จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
โคอาชาไนยที่ดี อันเขาเทียมแล้วที่แอกเกวียนไปได้
ไม่ย่อท้อต่อภาระอันหนัก ไม่ทอดทิ้งเกวียนอันเขาเทียม
แล้ว แม้ฉันใด บุคคลเหล่าใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา เหมือน
มหาสมุทรอันเต็มด้วยน้ำ บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ดูหมิ่นผู้
อื่น ฉันนั้น ย่อมเป็นดังอริยธรรมของสัตว์ทั้งหลาย นรชน
ผู้ตกอยู่ในอำนาจของเวลา ตกอยู่ในอำนาจของภพน้อย
ภพใหญ่ ย่อมเข้าถึงความทุกข์และต้องเศร้าโศก คนพาล
ไม่พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วย
เหตุ ๒ อย่าง คือมีใจฟูขึ้นเพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลง
เพราะเหตุแห่งทุกข์ ชนเหล่าใด ก้าวล่วงตัณหาเครื่อง
ร้อยรัดในทุกขเวทนา ในสุขเวทนา และในอทุกขมสุข
เวทนา ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเหมือนเสา
เขื่อน เป็นผู้ไม่ฟูขึ้นและฟุบลง ชนเหล่านั้นย่อมไม่ติดอยู่
ในลาภ ความเสื่อมลาภ ในยศ การเสื่อมยศ นินทา สรร-
เสริญ สุข และทุกข์ทั้งหมด ดังหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว
ฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายมีความสุข และได้ชัยชนะในที่
ทุกแห่งไป การไม่ได้ลาภโดยชอบธรรม กับการได้ลาภ
โดยไม่ชอบธรรม ทั้งสองอย่างนี้ การไม่ได้ลาภอันชอบ
ธรรมประเสริฐกว่า การได้ลาภอันไม่ชอบธรรมจะประ-
เสริฐอะไร คนไม่มีความรู้ มียศ กับคนมีความรู้ แต่

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 480 (เล่ม 52)

ไม่มียศ คนมีความรู้ไม่มียศประเสริฐกว่า คนไม่มี
ความรู้มียศจะประเสริฐอะไร การสรรเสริญจากคนพาล
กับการติเตียนจากนักปราชญ์ การติเตียนจากนักปราชญ์
ประเสริฐกว่า การสรรเสริญจากคนพาลจะประเสริฐอะไร
ความสุขอันเกิดจากกามคุณ กับความทุกข์อันเกิดจากวิเวก
ความทุกข์อันเกิดจากวิเวกประเสริฐกว่า ความสุขอันเกิด
จากกามคุณจะประเสริฐอะไร ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบ
ธรรมกับความตายโดยธรรม ความตายโดยธรรมประเสริฐ
กว่า ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบธรรมจะประเสริฐอะไร ชน
เหล่าใดละกามและความโกรธได้แล้ว มีจิตสงบระงับ
เที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ไม่ติดอยู่ในโลก ชนเหล่านั้น
ไม่มีความรักความชัง บุคคลเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์. ๕
และพละ ๕ แล้วบรรลุถึงความสงบอันยอดเยี่ยม หา
อาสนะมิได้ ย่อมปรินิพพาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาชญฺโญ ได้แก่โดยผู้อาชาไนย.
บทว่า ธุเร ยุตฺโต ได้แก่ เทียมไว้ในแอกแห่งเกวียน.
บทว่า ธุรสฺสโห แปลว่า ผู้นำแอกไป ก็ในที่นี้เพื่อสะดวกแก่คาถา
ท่านกระทำนิเทศโดยข้อนี้ ส อักษร อธิบายว่า สามารถเปื้อนจะนำแอก
เกวียนไป.
บทว่า มถิโต อติภาเรน ความว่า ถูกเบียดเบียนด้วยภาระอันยิ่ง ๆ
คือด้วยภาระอันหนัก.
บาลีว่า มทฺทิโต ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้น.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 481 (เล่ม 52)

บทว่า สํยุคํ ความว่า แอกที่เขาเทียมไว้ที่คอของตน ไม่ว่างเลย
คือไม่ปลงลงเลย. โคใดยกขึ้นให้ดี ไม่ทอดทิ้งแอกยืนอยู่.
บทว่า เอวํ ความว่า โคนั้นนำแอกไปไม่ทอดทิ้ง คือไม่สละภาระ
ของตน เพราะตนเป็นโคอาชาไนยที่ดี และเพราะตนเป็นนักปราชญ์
ผู้แกล้วกล้าฉันใด ชนเหล่าใด ทรงไว้ บริบูรณ์ด้วยปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตระ เหมือนมหาสมุทรบริบูรณ์ด้วยน้ำฉันนั้น ชนเหล่านั้น ย่อม
ไม่ดูหมิ่น คือย่อมไม่ข่มขู่ผู้มีปัญญาทราม ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้นไว้ด้วย.
บทว่า อริยธมฺโมว ปาณินํ ความว่า ธรรมของพระอริยะทั้งหลายนี้
ของสัตว์ทั้งหลาย คือในสัตว์ทั้งหลาย ก็คือความไม่ดูหมิ่นคนเหล่าอื่น
ด้วยความไม่มีลาภเป็นต้น ด้วยการยกตนด้วยลาภเป็นต้น เพราะถึงความ
บริบูรณ์ด้วยปัญญาของพระอริยะเหล่านั้น.
เพื่อจะแสดงการอยู่เป็นสุขของพระอริยะทั้งหลาย ด้วยความบริบูรณ์
ด้วยปัญญาอย่างนี้ แล้วจึงแสดงการอยู่เป็นทุกข์ ของบุคคลผู้ไม่ใช่
พระอริยะทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กาเล ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล ความว่า ในกาลมีความ
พรั่งพร้อม ด้วยการมีลาภและการเสื่อมลาภเป็นต้น.
บทว่า กาลวสํ ปตฺตา ความว่า เข้าถึงอำนาจแห่งกาลมีลาภ
เป็นต้น . อธิบายว่า เกิดโสมนัสด้วยลาภเป็นต้น และเกิดโทมนัสด้วยการ
เสื่อมลาภเป็นต้น.
บทว่า ภวาภววสํ คตา ความว่า คนเหล่านั้นเข้าถึงอำนาจภพน้อย
ภพใหญ่ คือเป็นไปตามความเจริญและความเสื่อม.

481