ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 462 (เล่ม 52)

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงประการที่สมถะและวิปัสสนาสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ
โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคำว่า เนกฺขมฺเม ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อธิมุตฺตสฺส ความว่า ผู้ประกอบขวนขวาย โดยภาวะ น้อม
ไป โอนไป เงื้อมไปในเนกขัมมะนั้น อธิบายว่า อันดับแรก เป็นผู้มุ่ง
หน้าต่อบรรพชาก่อน แล้วละกามทั้งหลายและบรรพชา ประกอบการ
ขวนขวายในธรรมอันหาโทษมิได้ มีอาทิอย่างนี้คือ การชำระศีลให้หมด
จด การอยู่ป่า การรักษาธุดงค์ และการประกอบยิ่งในภาวนา.
บทว่า ปวิเวกญฺจ เจตโส ความว่า มีสติน้อมใจไปสู่ความสงัด
และน้อมไปในเนกขัมมะอย่างนี้อยู่ คือประกอบขวนขวายในวิเวก โดยยัง
ฌานหมวดสี่และฌานหมวดห้าให้บังเกิด.
บทว่า อพฺยาพชฺฌาธิมุตฺตสฺส ความว่า น้อมใจไปโดยความเป็นผู้
หมดทุกข์ ในเพราะไม่เบียดเบียน คือยังฌานสมาบัติให้เกิดแล้ว ขวนขวาย
ในความสุขอันเกิดแต่สมถะ.
บทว่า อุปาทานกฺขยสฺส จ ความว่า น้อมใจไปในที่สุดแห่งความ
สิ้นไปแห่งอุปาทานทั้ง ๔ คือในพระอรหัต. จริงอยู่ บทว่า อุปาทา
นกฺขยสฺส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า
กระทำฌานตามที่ตนบรรลุแล้วนั้น ให้เป็นบาทแล้ว ตามประกอบ
วิปัสสนา เพื่อบรรลุพระอรหัต.
บทว่า ตณฺหกฺขยาธิมุตฺตสฺส ความว่า ชื่อว่า ตัณหักขยะ เพราะ
เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา, ได้แก่พระนิพพาน, น้อมไปในพระนิพพานนั้น
คือน้อมไป โอนไป เงื้อมไปในนิโรธ โดยเห็นอุปาทานโดยความเป็นภัย
และเห็นความไม่มีอุปาทานโดยปลอดภัย.

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 463 (เล่ม 52)

บทว่า อสมฺโมหญฺจ เจตโส ความว่า น้อมจิตไปสู่ความเป็นไป
โดยไม่หลง ด้วยสามารถเเห่งสัมปชัญญะ คือความไม่หลง. หรือน้อมจิต
ไปสู่อริยมรรคอันเป็นความไม่หลง ด้วยการถอนความหลงได้โดย
เด็ดขาด.
บทว่า ทิสฺวา อายตนุปฺปาทํ ความว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นการเกิด
ขึ้นแห่งอายตนะทั้งหลาย มีจักษุเป็นต้น โดยปัจจัยตามที่เป็นของตน
และเห็นความดับ โดยเป็นข้าศึกกับความเกิดนั้น ด้วยมรรคปัญญา อัน
ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.
บทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ ความว่า จิตย่อมหลุดพ้น จากอาสวะ
ทั้งปวง โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยญายะ โดยลำดับแห่งมรรค.
ในคำว่า ตสฺส สมฺมา วิมุตฺตสฺส เป็นต้น มีความสังเขปดังต่อไป
นี้ว่า :-
จิตนั้นหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง โดยนัยที่กล่าวแล้ว คือโดย
ชอบแท้ เพราะเหตุนั้นนั่นแล ความก่อขึ้นแห่งกุศลหรืออกุศลที่ภิกษุ
ผู้ขีณาสพ มีจิตสงบเพราะสงบโดยส่วนเดียว กระทำไว้ย่อมไม่มี เพราะ
ถอนขึ้นด้วยมรรคนั่นเอง กิจที่ควรทำต่างด้วยปริญญากิจเป็นต้น ย่อมไม่มี
เพราะทำกิจเสร็จแล้ว ภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหินเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่
สะเทือน ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลมตามปกติฉันใด ธรรมคืออารมณ์มีรูป
เป็นต้น อันน่าปรารถนาและไม่ปรารถนา ของจิตของภิกษุผู้ขีณาสพ
ก็ฉันนั้น ไม่ยังจิตของท่านผู้คงที่ คือผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ ดำรงมั่นไม่
เอนเอียง เป็นจิตปราศจากกิเลสเครื่องประกอบ เพราะความเป็นผู้ละ
ความโศกได้ทั้งหมด ไม่หวั่น ไม่ไหวได้ และท่านย่อมเข้าผลสมาบัติเห็น

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 464 (เล่ม 52)

แจ้งอยู่ตลอดกาลโดยกาล แห่งธรรมคืออารมณ์นั้น ย่อมตามเห็นความ
เสื่อมคือความดับ ได้แก่มีสภาวะแตกไปทุกขณะ เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงพยากรณ์พระอรหัตผล.
จบอรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
เตรสกนิบาต

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 465 (เล่ม 52)

เถรคาถา จุททสกนิบาต
๑. เรวตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเรวตเถระ
[๓๘๑] นับแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ไม่รู้สึกถึงความ
ดำริอันไม่ประเสริฐประกอบด้วยโทษเลย ในระยะกาล
นานที่เราบวชอยู่นี้ เราไม่รู้สึกถึงความดำริว่า ขอให้สัตว์
เหล่านั้น จงถูกฆ่า ถูกเขาเบียดเบียน จงได้รับทุกข์
เรารู้สึกแต่การเจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ อบรมสั่ง-
สมดีแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว
เราได้เป็นมิตรเป็นสหายของสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้อนุเคราะห์
สัตว์ทั้งปวง ยินดีแล้วในการไม่เบียดเบียน เจริญเมตตา-
จิตอยู่ทุกเมื่อ เรายังจิตอันไม่ง่อนแง่น ไม่กำเริบให้
บันเทิงอยู่ เจริญพรหมวิหารอันบุรุษผู้เลวทรามไม่ซ่องเสพ
สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้าทุติยฌานอัน
ไม่มีวิตกวิจาร ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่งเป็นอริยะ โดย
แท้จริง ภูเขาศิลาล้วนไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่คงที่ แม้ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวดุจบรรพตเพราะสิ้นโมหะ
ความชั่วแม้มีประมาณเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏ
เหมือนประมาณเท่าหมอกเมฆ แต่ท่านผู้ไม่มีกิเลสเครื่อง
ยั่วยวน ผู้แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เมืองหน้าด่าน
เป็นเมืองอันเขาคุ้มครองแล้วทั้งภายในและภายนอกฉันใด

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 466 (เล่ม 52)

ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วง
เลยท่านทั้งหลายไปเสีย เราไม่ยินดีต่อความตาย ไม่
เพลิดเพลินต่อความเป็นอยู่ แต่เรารอเวลาตาย เหมือน
ลูกจ้างคอยให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดี ความตาย
ไม่เพลิดเพลินต่อความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอท่า
เวลาตาย พระศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว
ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ที่
กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว บรรลุถึงความ
สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาท
ให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็นคำสอนของเรา เราจักอำลาท่าน
ทั้งหลายปรินิพพานในบัดนี้ เพราะเราเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
จากกิเลสทั้งปวง.
จบเรวตเถรคาถา
อรรถกถาจุททสกนิบาต
อรรถกถาขทิรวนิยเรวตเถรคาถาที่ ๑
ใน จุททสกนิบาต คาถาของท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระ มีคำ
เริ่มต้นว่า ยถา อหํ ดังนี้, เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 467 (เล่ม 52)

คาถาของท่าน บางอย่างมาแล้วในเอกนิบาตในหนหลัง, ก็ในเรื่อง
นั้นท่านแสดงถึงเหตุเพียงให้เกิดสติในหลาน ๆ ของตน เพราะฉะนั้น
คาถาท่านจึงสงเคราะห์เข้าในเอกนิบาต แต่คาถาเหล่านี้ ท่านประกาศถึง
ข้อปฏิบัติจำเดิมแต่พระเถระบวชแล้ว จนถึงปรินิพพาน ยกขึ้นสังคายนา
ในจุททสกนิบาตนี้.
ในข้อนั้น เหตุเกิดเรื่องท่านกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. แต่ข้อนี้
มีความแปลกกันดังต่อไปนี้ว่า ได้ยินว่าพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ไป
ยังที่อุปัฏฐากพระศาสดาและของพระมหาเถระ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น
อยู่ในที่นั้นเพียงวันเล็กน้อยเท่านั้น ก็กลับมาป่าไม้ตะเคียนนั่นแล ยับยั้ง
อยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ และด้วยพรหมวิหารธรรม.
เมื่อกาลล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้ วัยถึงคร่ำคร่าเจริญโดยลำดับ.
วันหนึ่งท่านไปยังที่บำรุงพระพุทธเจ้า อยู่ในที่ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี ใน
ระหว่างทาง. ก็โดยสมัยนั้น พวกโจรกระทำการปล้นในพระนคร ถึงพวก
มนุษย์ผู้อารักขาไล่ติดตาม พากันหนีไปทิ้งห่อสิ่งของที่ลักมาในที่ใกล้พระ-
เถระ. พวกมนุษย์ติดตามเห็นภัณฑะในที่ใกล้พระเถระ แล้วพาไปด้วย
หมายว่าเป็นโจร จึงแสดงแด่พระราชาว่า ผู้นี้เป็นโจรพระเจ้าข้า. พระราชา
รับสั่งให้ปล่อยพระเถระแล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านกระทำโจรกรรมนี้
หรือไม่ ? พระเถระเพื่อจะประกาศกรรมเช่นนั้น ที่ตนไม่เคยกระทำตั้งแต่
เกิดมาก็จริง ถึงกระนั้นกรรมนั้นอาตมาก็มิได้ทำ เพราะตัดกิเลสได้เด็ด
ขาด และไม่ควรกระทำในกรรมเช่นนั้น เมื่อจะแสดงธรรมแก่ภิกษุผู้อยู่ใน
ที่ใกล้และแก่พระราชา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 468 (เล่ม 52)

นับแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ไม่รู้สึกถึงความ
ดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย ในระยะกาล
นานที่เราบวชอยู่นี้ เราไม่รู้สึกถึงความดำริว่า ขอให้
สัตว์เหล่านั้นจงถูกฆ่า ถูกเขาเบียดเบียน จงได้รับทุกข์
เรารู้สึกแต่การเจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ อบรม
สั่งสมดีแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
แล้ว เราได้เป็นมิตรเป็นสหายของสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้
อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง ยินดีแล้วในการไม่เบียดเบียน
เจริญเมตตาจิตอยู่ทุกเมื่อ เรายังจิตอันไม่ง่อนแง่น ไม่
กำเริบให้บันเทิงอยู่ เจริญพรหมวิหารอันบุรุษผู้เลวทราม
ไม่ซ่องเสพ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้า
ทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่ง
เป็นอริยะ โดยแท้จริง ภูเขาศิลาล้วนไม่หวั่นไหว ตั้ง
อยู่คงที่ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวดุจ
บรรพต เพราะสิ้นโมหะ ความชั่วแม้มีประมาณเท่า
ปลายขนทราย ย่อมปรากฏเหมือนประมาณเท่าหมอก-
เมฆ แก่ท่านผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ผู้แสวงหาความ
สะอาดเป็นนิตย์ เมืองหน้าด่านเป็นเมืองอันเขาคุ้มครอง
แล้วทั้งภายในและกายนอกฉันใด ท่านทั้งหลายจงคุ้ม-
ครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไป
เสีย เราไม่ยินดีต่อความตาย ไม่เพลิดเพลินต่อความ
เป็นอยู่ แต่เรารอเวลาตาย เหมือนลูกจ้างคอยให้หมด

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 469 (เล่ม 52)

เวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน
ความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอท่าเวลาตาย
พระศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอนของพระ-
พุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหา
เครื่องนำไปสู่ภพแล้ว ได้บรรลุประโยชน์ที่กุลบุตรออก
บวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์
ทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
เถิด นี้เป็นคำสอนของเรา เราจักอำลาท่านทั้งหลาย
ปรินิพพานในบัดนี้ เพราะเราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลส
ทั้งปวง.
ในคาถานั้น มีการพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้ว่า บทว่า
อิมสฺมึ ทีฆมนฺตเร ประกอบความว่า ในกาลใดเราเป็นบรรพชิต ตั้งแต่
นั้นมาก็นี้เป็นกาลนานของเรา ในกาลระยะยาวเช่นนี้ เราไม่รู้ความตรึก
อันประกอบด้วยโทษอันไม่ประเสริฐ ด้วยอำนาจอภิชฌาว่า นี้เป็นเหตุ
ของเรา หรือด้วยอำนาจพยาบาทว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า.
บทว่า เมตฺตญฺจ อภิชานามิ ความว่า ชื่อว่า เมตตา เพราะเป็น
เหตุเยื่อใยคือสิเนหา ได้แก่ความไม่พยาบาท, ชื่อว่า เมตตา เพราะมี
ความรักใคร่ ความเจริญเมตตา ได้แก่ พรหมวิหารธรรมมีเมตตาเป็น
อารมณ์, ซึ่งเมตตานั้น, ท่านสงเคราะห์พรหมวิหารนอกนี้ ด้วยศัพท์ว่า
เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา.
บทว่า อภิชานามิ ความว่า เรารู้โดยเฉพาะหน้า, จริงอยู่ เมื่อ
พิจารณาถึงฌานที่บรรลุแล้ว เป็นอันชื่อว่ามุ่งหน้าต่อปัจจเวกขญาณ

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 470 (เล่ม 52)

เพื่อเลี่ยงคำถามว่าประมาณเท่าไร ท่านจึงกล่าวว่า หาประมาณมิได้เป็นต้น.
ก็ฌานนั้นนั้นชื่อว่าหาประมาณมิได้ เพราะมีสัตว์หาประมาณมิได้เป็น
อารมณ์ เหมือนฌานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
ประกอบความว่า เรารู้เฉพาะฌานนี้ที่ชื่อว่า เจริญดีแล้ว เพราะ
เจริญด้วยดี ที่ชื่อว่าอบรม คือเสพคุ้นแล้วโดยลำดับ คือตามลำดับ
อย่างนี้ คือเมตตาที่หนึ่ง จากนั้นกรุณา จากนั้นมุทิตา ภายหลังอุเบกขา,
ชื่อว่าเป็นมิตรของคนทั้งปวง เพราะเป็นมิตรของสัตว์ทั้งปวง หรือคน
ทั้งปวงเป็นมิตรของเรา, จริงอยู่ ผู้เจริญเมตตา ย่อมเป็นที่รักของสัตว์
ทั้งหลาย.
แม้ในบทว่า สพฺพสโข นี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สพฺพภูตานุกมฺปโก ได้แก่ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง.
บทว่า เมตฺตจิตฺตญฺจ ภาเวมิ ความว่า เรายังจิตให้เกิด คือยังจิตที่
ประกอบคือที่สัมปยุตด้วยเมตตาให้เจริญโดยพิเศษ หรือประกาศเพราะ
ถึงความสูงสุดในภาวนาแม้ในเมื่อไม่กล่าว. อีกอย่างหนึ่งว่า เราเจริญเมตตา
จิต, ความแห่งคำนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.
บทว่า อพฺยาปชฺชรโต ความว่า ยินดียิ่งในความเบียดเบียน คือ
ในการนำประโยชน์เกื้อกูลเข้าไปให้แก่สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า สทา แปลว่า ทุกๆ กาล ด้วยคำนั้นท่านแสดงถึงการกระทำ
ความเพียรเป็นไปติดต่อในกาลนั้น.
บทว่า อสํหิรํ แปลว่า ไม่ง่อนแง่น คือไม่ถูกราคะอันเป็นข้าศึก
ใกล้ไม่คร่ามา.
บทว่า อสงฺกุปฺปํ แปลว่า ไม่กำเริบ คือไม่กำเริบด้วยพยาบาท

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 471 (เล่ม 52)

อันเป็นข้าศึกไกล. ครั้นกระทำให้เป็นอย่างนี้ ย่อมบันเทิงทั่ว คือบันเทิง
ยิ่ง ซึ่งเมตตาจิตของเรา คือเจริญพรหมวิหาร
บทว่า อกาปุริสเสวิตํ ความว่า เราทำให้เกิดคือเจริญซึ่งเมตตา
พรหมวิหารเป็นต้นอันประเสริฐ คือเลิศ ได้แก่ หาโทษมิได้ อันคนชั่ว
คือต่ำช้าไม่เสพแล้ว หรืออันคนไม่ชั่วคือพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า
เป็นต้นเสพแล้ว .
ครั้นแสดงข้อปฏิบัติของตนด้วย ๕ คาถา โดยยกตนขึ้นแสดงอย่างนี้
บัดนี้เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัตินั้น โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงได้กล่าว ๔
คาถา โดยนัยมีอาทิว่า อวิตกฺกํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิตกฺกํ สมาปนฺโน ความว่า ถึง
พร้อมซึ่งฌานมีทุติยฌาณเป็นต้น อันเว้นแล้วจากวิตก, ด้วยคำนั้น
พระเถระกล่าวการบรรลุฌานมีทุติยฌานเป็นต้นด้วยตนเอง โดยอ้างถึง
พระอรหัตผล ด้วยพรหมวิหารภาวนา ก็เพราะเหตุที่พระเถระกระทำ
ฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาทแล้ว เจริญวิปัสสนาแล้วยึดเอาพระอรหัต โดย
อาสนะเดียวนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อจะแสดงความนั้น โดยอ้างเอาพระอรหัตผล
นั่นแล จึงกล่าวว่า อวิตกฺกํ สมาปนฺโน ดังนี้แล้วกล่าวว่า สาวกของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้าถึงความเป็นผู้นิ่งแบบพระอริยะในขณะ-
นั้น.
ในข้อนั้น สมาบัติอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะไม่มีวจีสังขาร
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า เป็นความนิ่งแบบพระอริยะ ก็สมาบัติอย่างใด
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า เป็นความนิ่งแบบพระอริยะ เพราะพระบาลีว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อพวกเธอประชุมกัน พึงทำกิจ ๒ อย่าง คือเป็นผู้กล่าวธรรม

471