ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 442 (เล่ม 52)

อุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน ได้ทำ
ตามดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมารที่ทรงสั่งสอนเรา ใน
ราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ในมัชฌิม-
ยาม ก็ได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลายกองแห่ง
ความมืด คืออวิชชาได้ ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย
เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากันประนม
อัญชลีนมัสการเรา พร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็น
บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็น
อุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์
ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล ลำดับนั้น
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้า
จงได้ทรงยิ้มแย้มและได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่า
เป็นพราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑
พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย
กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ มีตบะ
เป็นต้นนั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีเจ ได้แก่ ลามก คือเลวกว่าตระกูล
ทั้งปวง. จริงอยู่ ภาวะที่ตระกูลสูงและต่ำหมายเอาสัตว์ทั้งหลาย. ก็พระ-
เถระนี้ เมื่อจะแสดงความที่ตนเกิดในตระกูลเลวทราม ซึ่งเลวกว่าตระกูล
ทั้งปวง จึงกล่าวว่า เราเกิดในตระกูลต่ำ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
นีเจ ซึ่งแปลว่า ลามก คือเลวกว่าตระกูลทั้งปวง.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 443 (เล่ม 52)

บทว่า ทลิทฺโท แปลว่า ผู้ทุกข์ยาก. จริงอยู่ คนเข็ญใจบางพวก
ได้อาหารและผ้านุ่งห่มในบางคราว มีความเป็นไปอย่างฝืดเคือง, ก็เรา
ชื่อว่าเป็นคนเลว เพราะมีความเป็นไปโดยฝืดเคืองทุก ๆ เวลา เป็นเหมือน
บุคคลยกหม้อข้าวขึ้นสู่เตาไฟ เมื่อจะแสดงคำที่ควรแสดงว่า แม้เพียงน้ำ
หน่อยหนึ่ง เราก็ไม่ได้เห็นเลย จึงกล่าวว่า มีโภชนะน้อย.
เมื่อจะแสดงว่า บางคนเกิดในตระกูลต่ำทั้งเป็นคนจน แต่การงาน
และอาชีพไม่ต่ำ ส่วนเราไม่เป็นอย่างนั้น จึงกล่าวว่า เราเป็นผู้มีการ
งานเลว ดังนี้. หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า เป็นเช่นไร ? ตอบว่า เรา
เป็นคนเทดอกไม้ เหมือนบุคคลมีมือพิการ ผู้นี้มีชื่อเช่นนี้ด้วยอำนาจแห่ง
ความประพฤติว่าเป็นคนเทดอกไม้, หรือถูกกล่าวอย่างนั้นด้วยชั้นคนชำระ
อุจจาระ เพราะเป็นผู้มีสีเหมือนที่นอนที่ปูด้วยดอกไม้เหี่ยวแห้ง.
บทว่า ชิคุจฺฉิโต ถูกเขาดูหมิ่นโดยชาติและการงาน. บทว่า มนุสฺสานํ
แปลว่า อันพวกมนุษย์. บทว่า ปริภูโต แปลว่า ดูหมิ่น. บทว่า วมฺภิโต
ได้แก่ อันเขาข่มขู่.
บทว่า นีจํ มนํ กริตฺวาน ความว่า ยกมนุษย์เหล่าอื่นขึ้น เหมือนยก
ขึ้นสู่ภูเขาสิเนรุ กระทำตนให้เป็นคนเลวกว่าขี้เท้าของมนุษย์เหล่านั้น คือ
กระทำใจให้ต่ำ คือเลวตามปกติ.
บทว่า วนฺทิสฺสํ พหุกํ ชนํ ความว่า เราไหว้ คือประคองอัญชลี
เหนือเศียรเกล้านอบน้อม ในกาลที่ตนเห็นมหาชนหนาแน่น.
ศัพท์ว่า อถ เป็นนิบาต ใช้ในการแสดงระหว่างถึงหน้าที่.
บทว่า อทฺทสาสึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว.
บทว่า มคธานํ ความว่า พระราชกุมาร ชาวชนบท ชื่อว่า มคธะ,

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 444 (เล่ม 52)

ชนบทแม้หนึ่งอันเป็นที่อยู่ของพระราชกุมารเหล่านั้น เขาเรียกว่า มาคธะ
เพราะเจริญ, อธิบายว่า แห่งชนบทชื่อว่า มคธะ.
บทว่า ปุรุตฺตมํ ได้แก่ นครสูงสุด.
บทว่า พฺยาภงฺคึ แปลว่า หาบ.
บทว่า ปพฺพชฺชํ อหมายาจึ ความว่า เมื่อพระศาสดาทรงกระทำ
โอกาสว่า สุนีตะ เธอจะบวชไหม. เราจึงได้ขอบรรพชา.
บทว่า อาสูปสมฺปทา ความว่า เป็น อุปสมฺปทา ด้วยเหตุเพียง
พระดำรัสของพระศาสดาว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด.
บทว่า รตฺติยา เป็นต้น เป็นบทแสดงกิจแห่งข้อปฏิบัตินั้น. ใน
คำนั้นท่านกล่าว ทุติยาวิภัตติด้วยอำนาจอัจจันตสังโยคว่า ตลอดปฐมยาม
ตลอดมัชฌิมยาม เพราะปุพเพนิวาสญาณ และอนาคตังสญาณมีกิจมาก.
อาสวักขยญาณหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเป็นไปด้วยอำนาจการตรัสรู้คราว
เดียว เพราะฉะนั้น บทว่า ปจฺฉิเม ยาเม พึงเห็นว่าท่านกล่าวด้วย
อำนาจสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า อินฺโท ได้แก่ ท้าวสักกเทวราช.
บทว่า พฺรหฺมา ได้แก่ท้าวมหาพรหม. ด้วยศัพท์ว่า อินฺทพฺรหฺม
พึงเห็นว่าท่านกล่าวถึงการมาแห่งกามเทพ และพรหมเหล่าอื่นนั่นเอง.
จริงอยู่ นิเทศอย่างอุกฤษฏ์นั้น ย่อมเป็นเหมือนอุทาหรณ์ว่า พระราชา
เสด็จมาแล้ว.
บทว่า นนสฺสึสุ ได้แก่ กระทำนมัสการด้วยกายและด้วยวาจา.
ในคำนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงการนอบน้อมที่กระทำด้วยกาย จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า นโมเต ดังนี้ เพื่อจะกล่าวว่า ปญฺชลี แล้วแสดงถึง
การนมัสการที่กระทำด้วยวาจา.

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 445 (เล่ม 52)

ด้วยศัพท์ว่า เทวสงฺฆปุรกฺขตํ ท่านถือเอาพวกพรหม เพราะเป็น
อุปปัตติเทพ.
บทว่า สิตํ ปาตุกริตฺวาน ความว่า พระศาสดาทรงอาศัยความที่
โอวาทของพระองค์มีผลมาก และคุณสมบัติของเทพและพรหม จึงได้ทรง
กระทำการแย้มให้ปรากฏ. ก็แลเมื่อจะทรงกระทำให้ปรากฏ ไม่ทรงแสดง
พระทนต์เหมือนคนเหล่าอื่น แต่ทรงแย้มพระโอษฐ์หน่อยหนึ่ง และรัศมี
แห่งแก้วผลึกและแก้วมุกดาอันเป็นทิพย์ที่ถูกเหตุเพียงเท่านั้นครอบงำ รัศมี
แห่งดวงดาวและพระจันทร์ที่แย้มลงมา รัศมีทึบซึ่งเกิดแต่พระทาฐะสุกปลั่ง
เปล่งออกกระทำประทักษิณพระโอษฐ์ของพระศาสดา ๓ ครั้ง เทพและ
พรหมเห็นพระศาสดาแล้ว แม้ไปข้างหลังก็รู้ได้ว่า พระศาสดาทรงกระทำ
การแย้มให้ปรากฏ.
บทว่า ตเปน ได้แก่ ด้วยความสำรวมอินทรีย์ อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า ด้วยการสมาทานธุดงค์.
บทว่า สํยเมน ได้แก่ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยปัญญา.
บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ด้วยการประพฤติอันวิเศษประเสริฐ
สุด.
บทว่า อเตน ได้แก่ ด้วยตบะเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว.
ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป.
บทว่า เอตํ ได้แก่ ตบะเป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า พฺราหฺมณมุตฺตมํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้สูงสุด, หรือในบรรดา
พราหมณ์ทั้งหลาย ท่านเป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมด.
บาลีที่เหลือว่า อหุ พึงนำมาเชื่อมเข้า.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 446 (เล่ม 52)

อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าว พฺรหฺมญฺญํ ความเป็นพรหมว่า พราหมณ์,
ท่านเป็นพรหมผู้สูงสุดด้วยอาการอย่างนี้, อธิบายว่า ไม่ใช่ชาติเป็นต้น.
จริงอยู่ ชาติตระกูล ประเทศ โคตร และสมบัติเป็นต้น หาเป็น
เหตุแห่งความเป็นพระอริยะไม่, แต่อธิศีลสิกขาเป็นต้นเท่านั้นเป็นเหตุ,
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ดอกบัวมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองหยากเยื่อ อัน
บุคคลทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่ ดอกบัวนั้น พึงเป็นที่ชอบใจ
ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนเป็น
ดังกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงซึ่งปุถุชน
ผู้มืดทั้งหลาย ด้วยปัญญาฉันนั้น.
พระเถระ อันภิกษุเหล่านั้นถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะแก้เนื้อความนั้น
ด้วยคาถาเหล่านี้ จึงบันลือสีหนาท ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสุนีตเถรคาถาที่ ๒
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
ทวาทสกนิบาต

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 447 (เล่ม 52)

เถรคาถา เตรสกนิบาต
๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระโสณโกฬิวิสเถระ
[๓๘๐] ผู้ใดเป็นผู้สำเร็จความปรารถนา เป็นผู้สูงสุดในแว่น-
แคว้นของพระเจ้าอังคะ วันนี้ ผู้นั้นมีนามว่าโสณะ เป็น
ผู้เยี่ยมในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ภิกษุพึง
ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องบน ๕ และ
พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง ภิกษุผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่อง
ข้อง ๕ ท่านเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ศีล สมาธิ
และปัญญา ของภิกษุผู้มีมานะเพียงดังว่าไม้อ้อยกขึ้นแล้ว
ผู้ประมาท ยินดีในอายตนะอันมีในภายนอก ย่อมไม่ถึง
ความบริบูรณ์ กิจใดที่ควรทำ ภิกษุเหล่านี้มาละทิ้งกิจอัน
นั้นเสีย แต่มาทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อม
เจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีมานะเพียงดังไม้อ้ออันยกขึ้น
แล้ว เป็นผู้ประมาท ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารภกายคตาสติ
ด้วยดีเป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นกระทำกรรมที่ควรทำเนือง-
นิตย์ ย่อมไม่เสพกรรมมิใช่กิจ อาสวะของภิกษุเหล่านั้น
ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นสูญ เมื่อมีทางตรง
พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงดำเนินไป
เถิด อย่าพากันกลับ จงตักเตือนตนด้วยตนเอง พึงน้อม

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 448 (เล่ม 52)

ตนเข้าไปสู่นิพพาน เมื่อเราปรารภความเพียร พระ-
ศาสดาผู้มีพระจักษุยอดเยี่ยมในโลก ได้ทรงแสดงธรรม
อุปมาด้วยสายพิณสอนเรา เราฟังพระดำรัสของพระองค์
แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ยังสมถภาวนาให้เกิดขึ้น
เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราบรรลุวิชชา ๓ แล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว จิตของ
เราผู้น้อมไปในเนกขัมมะ ในความวิเวกแห่งจิต ในความ
ไม่เบียดเบียน ในความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ในความสิ้น
ตัณหา และในความไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้น
โดยชอบ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ การสั่งสม
ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบ
ระงับ เสร็จกิจแล้ว กิจอื่นที่จะพึงทำอีกไม่มี ภูเขาศิลา
ล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉันใด รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้น ทั้งที่เป็น
อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ย่อมไม่ทำจิตของบุคคล
ผู้คงที่ให้หวั่นไหวได้ฉันนั้น จิตของผู้คงที่นั้น เป็นจิตตั้ง
มั่นไม่หวั่นไหว ไม่เกาะเกี่ยวด้วยอารมณ์อะไร ๆ เพราะ
ผู้คงที่นั้นพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งอารมณ์นั้น.
จบโสณโกฬิวิสเถรคาถา

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 449 (เล่ม 52)

ในเตรสกนิบาตนี้ พระโสณโกฬิวิสเถระผู้มีมหิทธิฤทธิ์รูปเดียว
เท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๓ คาถา ฉะนี้แล.
จบเตรสกนิบาต
อรรถกถาเตรสกนิบาต
อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑
ในเตรสกนิบาต คาถาของท่านพระโสณโกฬิวิสเถระ มีคำเริ่ม
ต้นว่า ยาหุ รฏฺเฐ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมบุญในภพนั้น ๆ. ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า อโนมทัสสี พระเถระนี้เป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก ไปสู่วิหารกับ
อุบาสกทั้งหลาย ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ให้กระทำ
บริกรรมด้วยปูนขาว ในที่เป็นที่เสด็จจงกรมของพระศาสดา ลาดด้วย
ดอกไม้มีสีต่างๆ ให้ผูกเพดานด้วยผ้าย้อมด้วยสีต่าง ๆ ในเบื้องบน อนึ่ง
ได้สร้างศาลายาวมอบถวายแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เกิดในตระกูลเศรษฐี
ในหังสวดีนคร ท่านได้นามว่า สิริวัฑฒะ. ท่านเจริญวัยแล้ว ไปสู่วิหาร
กำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้
ในตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้ปรารภความเพียร แม้ตนเองก็ปรารถนา

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 450 (เล่ม 52)

ตำแหน่งนั้น จึงบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แล้วตั้งความ
ปรารถนาไว้.
ฝ่ายท่านบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก เมื่อพระทศพลพระนามว่ากัสสปปรินิพพานแล้ว เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บังเกิดในเรือนมีตระกูล ใน
กรุงพาราณสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว สร้างบรรณศาลาใกล้ฝั่งแม่น้ำ
คงคา อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งโดยเคารพ ด้วยปัจจัย ๔
ตลอด ๓ เดือน.
พระปัจเจกพุทธเจ้าออกพรรษาแล้ว มีบริขารครบถ้วน ไปยัง
ภูเขาคันธมาทน์. กุลบุตรแม้นั้น บำเพ็ญบุญในที่นั้นตลอดชีวิต จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอุสภเศรษฐี
ในจัมปานคร จำเดิมแต่กาลที่ท่านถือปฏิสนธิ กองแห่งโภคะเป็นอันมาก
เจริญยิ่งแก่เศรษฐี. ในวันที่ท่านเกิด ท่านได้เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยมหา-
สักการะในนครทั้งสิ้น, เพราะเหตุที่ท่านบริจาคผ้ากัมพลแดงมีค่า ๑๐๐,๐๐๐
แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าในกาลก่อน ท่านได้มีอัตภาพมีสีดังทองคำ และ
ละเอียดอ่อนยิ่งนัก ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า โสณะ,
ท่านเจริญด้วยบริวารใหญ่ พื้นฝ่ามือและฝ่าเท้าของท่าน ได้มีสีดังดอก-
ชะบา. ขนทั้งหลายวนเป็นวงดังรูปต่างหูเพชรเกิดที่ฝ่าเท้า สัมผัสอ่อน
เหมือนฝ้ายที่ชีแล้วตั้งร้อยครั้ง เมื่อท่านเจริญวัยแล้ว พวกญาติได้พากัน
สร้างปราสาท ๓ หลัง อันสมควรแก่ ๓ ฤดู ให้บำรุงด้วยฟ้อนรำ. ท่าน
เสวยสมบัติใหญ่ในที่นั้น ย่อมอยู่อาศัยเหมือนเทพกุมาร.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 451 (เล่ม 52)

ครั้นเมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลาย บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว
ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ ท่านถูก
พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งให้เข้าเฝ้า ท่านจึงไปยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วย
ชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ คน ไปยังสำนักพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา
ให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา เรียน
กรรมฐานในสำนักพระศาสดา อยู่ในสีตวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการคลุกคลีด้วย
หมู่ชน คิดว่า ร่างกายของเราละเอียดอ่อน เราไม่อาจบรรลุสุขได้โดย
ง่ายเลย เราควรจะทำกายให้ลำบากกระทำสมณธรรม ดังนี้แล้ว อธิษฐาน
เฉพาะที่จงกรมเท่านั้น หมั่นประกอบความเพียร แม้ฝ่าเท้าพุพองขึ้น
ได้มุ่งเพ่งเอาเวทนา กระทำความหมั่น ก็ไม่สามารถเพื่อให้คุณวิเศษเกิด
ขึ้นได้ เพราะปรารภความเพียรเกินไป จึงคิดว่า เราแม้พยายามอยู่อย่างนี้
ก็ไม่อาจให้มรรคหรือผลเกิดขึ้นได้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยการบรรพชา
เราจะสึกบริโภคโภคะและจักบำเพ็ญบุญ.
พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของท่าน จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรง
โอวาทด้วยพระโอวาทที่เปรียบด้วยพิณ เมื่อจะทรงแสดงวิธีประกอบความ
เพียรให้สม่ำเสมอ จึงให้ชำระพระกรรมฐานแล้วเสด็จไปยังเขาคิชฌกูฏ.
ฝ่ายพระโสณเถระได้โอวาทในที่พร้อมพระพักตร์พระศาสดา ประกอบ
ความเพียรให้สม่ำเสมอ บำเพ็ญวิปัสสนาดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :-
เราได้ให้ทำที่จงกรม ซึ่งทำการฉาบทาด้วยปูนขาว
ถวายแด่พระมุนีพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้เป็นเชษฐบุรุษ
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔๔.

451