เมื่ออุบาสกกล่าวอย่างนั้น พระเถระเมื่อแสดงว่า ป่าเป็นต้นเท่านั้น
ย่อมยังเราให้ยินดี จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา อพฺภานิ ดังนี้.
คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ในฤดูฝนลมหัวด้วนบันลือลั่น ทำเมฆหมอก
ให้ตกลงมาไปฉันใด สัญญาอันเกี่ยวด้วยวิเวก ย่อมทำจิตของเราให้กระจัด
กระจาย ย่อมรั้งมาสู่เฉพาะสถานที่สงัดเท่านั้นฉันนั้น.
เหมือนอะไรเล่า ? เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ไม่ขาวคือ
สีดำ เที่ยวอาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น.
บทว่า อุปฺปาทยเตว เม สตึ สนฺเทหสฺมึ วิราคนิสฺสิตํ ความว่า
กายคตาสติกรรมฐานอันประกอบด้วยความคลายกำหนัดในกายนี้ ย่อมเกิด
ขึ้นแก่อาตมาทันที. ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระเห็นซากมนุษย์ที่กาจิกกิน
กลับได้อสุภสัญญา ที่ท่านหมายเอาจึงกล่าวอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงแสดงว่า เราปรารถนาจะอยู่ในป่าเท่านั้น เพราะฉันทราคะในกายไม่มี
โดยประการทั้งปวง.
ก็ศัพท์ว่า ยญฺจ เป็นสมุจจยัตถะ ด้วย จ ศัพท์นั้น ท่านแสดงว่า
ท่านจงฟังเหตุแห่งการอยู่ในป่าของเราแม้อื่น. ชนเหล่าอื่นมีเสวกเป็นต้น
ย่อมไม่รักษาบรรพชิตใด เพราะไม่มีผู้ที่จะพึงรักษา เหตุเป็นผู้อยู่ด้วย
กรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ และเหตุไม่มีเครื่องบริขารอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความโลภ, อนึ่ง บรรพชิตใดไม่รักษา ชนเหล่าอื่นอันพัวพันด้วยเครื่อง
กังวลอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีบุคคลเช่นนั้นนั่นเอง.
บทว่า ส เว ภิกฺขุ สุขํ เสติ ความว่า ภิกษุนั้น ไม่มีความอาลัย
คือเว้นจากความห่วงใยในวัตถุกามโดยประการทั้งปวง เพราะตัดกิเลสกาม
ได้เด็ดขาด ย่อมอยู่เป็นสุขในที่ใดที่หนึ่ง, อธิบายว่า เป็นเสมือนในป่า
ใกล้บ้าน เพราะผู้นั้นไม่มีความระแวงรังเกียจ.