พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 422 (เล่ม 52)

เมื่ออุบาสกกล่าวอย่างนั้น พระเถระเมื่อแสดงว่า ป่าเป็นต้นเท่านั้น
ย่อมยังเราให้ยินดี จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา อพฺภานิ ดังนี้.
คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ในฤดูฝนลมหัวด้วนบันลือลั่น ทำเมฆหมอก
ให้ตกลงมาไปฉันใด สัญญาอันเกี่ยวด้วยวิเวก ย่อมทำจิตของเราให้กระจัด
กระจาย ย่อมรั้งมาสู่เฉพาะสถานที่สงัดเท่านั้นฉันนั้น.
เหมือนอะไรเล่า ? เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ไม่ขาวคือ
สีดำ เที่ยวอาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น.
บทว่า อุปฺปาทยเตว เม สตึ สนฺเทหสฺมึ วิราคนิสฺสิตํ ความว่า
กายคตาสติกรรมฐานอันประกอบด้วยความคลายกำหนัดในกายนี้ ย่อมเกิด
ขึ้นแก่อาตมาทันที. ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระเห็นซากมนุษย์ที่กาจิกกิน
กลับได้อสุภสัญญา ที่ท่านหมายเอาจึงกล่าวอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงแสดงว่า เราปรารถนาจะอยู่ในป่าเท่านั้น เพราะฉันทราคะในกายไม่มี
โดยประการทั้งปวง.
ก็ศัพท์ว่า ยญฺจ เป็นสมุจจยัตถะ ด้วย จ ศัพท์นั้น ท่านแสดงว่า
ท่านจงฟังเหตุแห่งการอยู่ในป่าของเราแม้อื่น. ชนเหล่าอื่นมีเสวกเป็นต้น
ย่อมไม่รักษาบรรพชิตใด เพราะไม่มีผู้ที่จะพึงรักษา เหตุเป็นผู้อยู่ด้วย
กรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ และเหตุไม่มีเครื่องบริขารอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความโลภ, อนึ่ง บรรพชิตใดไม่รักษา ชนเหล่าอื่นอันพัวพันด้วยเครื่อง
กังวลอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีบุคคลเช่นนั้นนั่นเอง.
บทว่า ส เว ภิกฺขุ สุขํ เสติ ความว่า ภิกษุนั้น ไม่มีความอาลัย
คือเว้นจากความห่วงใยในวัตถุกามโดยประการทั้งปวง เพราะตัดกิเลสกาม
ได้เด็ดขาด ย่อมอยู่เป็นสุขในที่ใดที่หนึ่ง, อธิบายว่า เป็นเสมือนในป่า
ใกล้บ้าน เพราะผู้นั้นไม่มีความระแวงรังเกียจ.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 423 (เล่ม 52)

บัดนี้ เพื่อแสดงความที่ภูเขาและป่าเป็นต้นเป็นที่น่ารื่นรมย์ และ
ความเป็นที่ ๆ ตนเคยอยู่อาศัย ท่านจึงกล่าวว่า อจฺเฉทิกา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสิตํ เม ได้แก่สถานที่ๆ เราเคยอยู่
บทว่า วาฬมิคนิเสวิเต ได้แก่ ในป่าที่มีเนื้อร้าย มีราชสีห์และเสือ
เป็นต้น.
ด้วยบทว่า สงฺกปฺปํ นาภิชานามิ ท่านแสดงถึงความเป็นผู้อยู่ด้วย
กรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ว่า อาตมาไม่รู้สึกถึงการให้เกิดความดำริชั่ว
ต่างด้วยความพยาบาทและวิหิงสาเป็นต้นอันไม่ประเสริฐ จากจิตที่ประกอบ
ด้วยโทษนั่นเองอย่างนี้ว่า ขอสัตว์ผู้มีปราณเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จงถูกฆ่า
คือจงถูกประหารด้วยเครื่องประหารมีลูกศรและหอกเป็นต้น จงถูกฆ่า
จงถูกเบียดเบียนด้วย เครื่องประหารด้วยค้อนเป็นต้น หรือจงถึงคือประสบ
ทุกข์ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ความดำริผิดไม่เคยเกิดขึ้นเลย.
บัดนี้ ท่านแสดงถึงความที่กิจที่ตนทำ โดยนัยมีอาทิว่า ปริจิณฺโณ
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺโณ ได้แก่ บำเรอแล้วด้วย
อำนาจการทำตามโอวาทานุสาสนี.
บทว่า โอหิโต แปลว่า ปลงลงแล้ว.
บทว่า ครุโก ภาโร ได้แก่ ขันธภาระอันหนักกว่า.
บทว่า นาภินนฺทามิ มรณํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาความตาย
ว่า เราจะตายอย่างไรหนอ.
บทว่า นาภินนฺหามิ ชีวิตํ ความว่า เราไม่ปรารถนาแม้ชีวิตว่า

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 424 (เล่ม 52)

อย่างไรหนอแล เราพึงมีชีวิตอยู่ได้นาน. ด้วยคำนี้ท่านแสดงถึงความที่
เรามีจิตเสมอกันในความตายและในชีวิต.
บทว่า กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ ความว่า เรารอการปรินิพพานเท่านั้น.
บทว่า นิพฺพิสํ แปลว่า ไม่เพลิดเพลิน คือการทำการงานเพื่อ
ค่าจ้าง.
บทว่า ภตโก ยถา ความว่า ลูกจ้างกระทำการงานเพื่อคนอื่น แม้
ไม่เพลิดเพลินซึ่งความสำเร็จแห่งการงาน ก็คงกระทำการงานอยู่นั่นแล
อ้างถึงความสิ้นไปแห่งวัน ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น จะไม่เพลิดเพลินถึงชีวิต
ก็ดี จะไม่เพลิดเพลินถึงความตาย โดยยังอัตภาพให้เป็นไปก็ดี ก็ย่อม
หวังเฉพาะกาลสิ้นสุด, คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสังกิจจเถรคาถาที่ ๑
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
เอกาทสกนิบาต

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 425 (เล่ม 52)

เถรคาถา ทวาทสกนิบาต
๑. สีลวเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสีลวเถระ
[๓๗๘] ท่านทั้งหลายพึงศึกษาศีลในศาสนานี้ ด้วยว่าศีลอัน
บุคคลศึกษาดีแล้ว สั่งสมดีแล้ว ย่อมนำสมบัติทั้งปวง
มาให้ในโลกนี้ นักปราชญ์เมื่อปรารถนาความสุข ๓
ประการ คือความสรรเสริญ ๑ การได้ความปลื้มใจ ๑
ความบันเทิงในสวรรค์เมื่อละไปแล้ว ๑ พึงรักษาศีล ด้วย
ว่าผู้มีศีล มีความสำรวม ย่อมได้มิตรมาก ส่วนผู้ทุศีล
ประพฤติแต่กรรมอันลามก ย่อมแตกจากมิตร นรชน
ผู้ทุศีล ย่อมได้รับการติเตียนและความเสียชื่อเสียง ส่วน
ผู้มีศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญและชื่อเสียงทุกเมื่อ
ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดี
ทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เพราะ
ฉะนั้น พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์ สังวรศีลเป็นเครื่องกั้น
ความทุจริต ทำจิตให้ร่าเริง เป็นท่าที่หยั่งลงมหาสมุทร
คือนิพพานของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระ
ศีลให้บริสุทธิ์ ศีลเป็นกำลังหาที่เปรียบมิได้ เป็นอาวุธ
อย่างสูงสุด เป็นอาภรณ์อันประเสริฐ เป็นเกราะอันน่า
อัศจรรย์ ศีลเป็นสะพาน เป็นมหาอำนาจ เป็นกลิ่นหอม

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 426 (เล่ม 52)

อย่างยอดเยี่ยม เป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ บุคคลผู้
สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ศีลเป็นเสบียง
อันเลิศ เป็นเสบียงเดินทางชั้นเยี่ยม เป็นพาหนะอัน
ประเสริฐยิ่งนัก เป็นเครื่องหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ คน
พาลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นในศีล ย่อมได้รับการนินทาในเวลา
ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้รับทุกข์
โทมนัสในอบายภูมิ ย่อมได้รับทุกข์โทมนัสในที่ทั่วไป
ธีรชนผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญ
ในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ครั้นตายไปแล้ว ก็ได้รับ
ความสุขโสมนัสในสวรรค์ ย่อมรื่นเริงใจในที่ทุกสถาน
ในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็นยอด และผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุด
ในโลกนี้ ความชนะในมนุษยโลกและเทวโลก ย่อมมีได้
เพราะศีลและปัญญา.
จบสีลวเถรคาถา
อรรถกถาทวาทสกนิบาต
อรรถกถาสีลวเถรคาถาที่ ๑
ในทวาทสกนิบาต คาถาของท่านพระสีลวเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
สีลเมว ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 427 (เล่ม 52)

สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารในกรุงราชคฤห์ ได้เป็น
ผู้มีพระนามว่า สีลวะ. ครั้นเธอเจริญวัยแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์
จะฆ่าเธอ จึงยกขึ้นสู่ช้างตัวซับมันดุร้าย แม้พยายามอยู่ด้วยอุบายต่างๆ
ก็ไม่สามารถจะให้ตายได้ เพราะท่านเกิดในปัจฉิมภพ ไม่มีอันตรายต่อชีวิต
ในระหว่างยังไม่บรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นความเป็น
ไปของเธอ จึงตรัสสั่งพระมหาโมคคัลลานเถระว่า เธอจงนำสีลวกุมารมา.
พระเถระได้นำเธอมาพร้อมด้วยช้างด้วยกำลังแห่งฤทธิ์.
กุมารลงจากช้างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม อันสมควรแก่อัธยาศัย
ของเธอ. เธอฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บรรพชาบำเพ็ญวิปัสสนากรรม
ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต อยู่ในโกศลรัฐ. ลำดับนั้นพระเจ้าอชาตศัตรู
ทรงสั่งบังคับบุรุษทั้งหลายว่า พวกท่านจงฆ่า. ราชบุรุษเหล่านั้นไปยัง
สำนักของพระเถระยืนอยู่แล้ว ฟังธรรมกถาที่พระเถระแสดง เกิดความ
สังเวชมีจิตเลื่อมใสบวชแล้ว. พระเถระได้แสดงธรรมแก่บรรพชิตเหล่านั้น
ด้วยคาถา๑เหล่านี้ ความว่า
ท่านทั้งหลายพึงศึกษาศีลในศาสนานี้ ด้วยว่าศีลอัน
บุคคลศึกษาดีแล้ว สั่งสมดีแล้ว ย่อมนำสมบัติทั้งปวงมา
ให้ในโลกนี้ นักปราชญ์เมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ
คือ ความสรรเสริญ ๑ การได้ความปลื้มใจ ๑ ความ
บันเทิงในสวรรค์เมื่อละไปแล้ว ๑ พึงรักษาศีล ด้วยว่า
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๘.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 428 (เล่ม 52)

ผู้มีศีล มีความสำรวม ย่อมได้มิตรมาก ส่วนผู้ทุศีล
ประพฤติแต่กรรมอันลามก ย่อมแตกจากมิตร นรชนผู้
ทุศีล ย่อมได้รับการติเตียนและการเสียชื่อเสียง ส่วนผู้
มีศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญและชื่อเสียงทุกเมื่อ ศีล
เป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลาย
และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระ
ศีลให้บริสุทธิ์ สังวรศีลเป็นเครื่องกั้นความทุจริต ทำจิต
ให้ร่าเริง เป็นท่าที่หยั่งลงมหาสมุทร คือนิพพานของ
พระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์
ศีลเป็นกำลังหาที่เปรียบมิได้ เป็นอาวุธอย่างสูงสุด เป็น
อาภรณ์อันประเสริฐ เป็นเกราะอันน่าอัศจรรย์ ศีลเป็น
สะพาน เป็นมหาอำนาจ เป็นกลิ่นหอมอย่างยอดเยี่ยม
เป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ศีลเป็นเสบียงอันเลิศ เป็น
เสบียงเดินทางชั้นเยี่ยม เป็นพาหนะอันประเสริฐยิ่งนัก
เป็นเครื่องหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ คนพาลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น
ในศีล ย่อมได้รับการนินทาในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้
เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้รับทุกข์โทมนัสในอบายภูมิ ย่อม
ได้รับทุกข์โทมนัสในที่ทั่วไป ธีรชนผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี
ในศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญในเวลาที่มีชีวิตอยู่ใน
โลกนี้ ครั้นตายไปแล้ว ก็ได้รับความสุขโสมนัสใน

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 429 (เล่ม 52)

สวรรค์ ย่อมรื่นเริงในที่ทุกสถานในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็น
ยอด และผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุดในโลกนี้ ความชนะใน
มนุษยโลกและเทวโลก ย่อมมีได้เพราะศีลและปัญญา.
บทว่า อิธ ในบทว่า สีลเมวิธ สิกฺเขถ, อสฺมึ โลเก นี้ ในคาถา
นั้น เป็นเพียงนิบาต. กุลบุตรผู้ใคร่ต่อประโยชน์ในสัตวโลกนี้ พึงศึกษา
เฉพาะศีลในเบื้องต้น ต่างด้วยจาริตศีลและวาริตศีลเป็นต้น, และเมื่อจะ
ศึกษาศีลนั้นให้เป็นอันศึกษาแล้วด้วยดี พึงศึกษากระทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์
ด้วยดี โดยให้ถึงภาวะที่ศีลไม่ขาดเป็นต้น.
บทว่า อสฺมึ โลเก ความว่า ในเบื้องต้น พึงศึกษาศีล ในธรรม
ที่ควรศึกษาในสังขารโลกนี้.
ท่านกล่าวว่า สีลํ หิ เป็นต้น เพราะความที่ศีลเป็นที่ตั้งมั่นแม้แห่ง
ทิฏฐิสมบัติ.
ศัพท์ว่า หิ ในคาถานั้น เป็นตติยาวิภัตติ. เพราะศีลอันบุคคลเสพ
แล้ว อบรมแล้ว รักษาแล้ว ย่อมน้อมนำมาซึ่งสมบัติทั้งปวงคือ มนุษย-
สมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ แก่สัตว์ผู้พร้อมด้วยศีลนั้น.
เมื่อจะแสดงข้อความที่ท่านกล่าวไว้โดยสังเขปว่า ศีลย่อมน้อมนำ
สมบัติทั้งปวงมาให้โดยพิสดาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สีลํ รกฺเขยฺย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺเขยฺย แปลว่า พึงรักษา. จริงอยู่
บุคคลเมื่องดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น และบำเพ็ญวัตรปฏิวัตรให้
บริบูรณ์ ชื่อว่า ย่อมรักษาศีลนั้น โดยครอบงำธรรมอัน เป็นข้าศึกเสียได้.
บทว่า เมธาวี แปลว่า ผู้มีปัญญา. บทนี้เป็นบทแสดงอุบายเครื่อง

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 430 (เล่ม 52)

รักษาศีลนั้น, จริงอยู่ การสมาทานศีลนั้น และการที่ศีลนั้นไม่กำเริบ
ย่อมมีได้ด้วยกำลังแห่งญาณ.
บทว่า ปตฺถยมาโน แปลว่า เมื่อปรารถนา.
บทว่า ตโย สุเข ได้แก่ สุข ๓ อย่าง. อีกอย่างหนึ่ง เหตุแห่ง
ความสุข ท่านประสงค์ว่าความสุข.
บทว่า ปสํสํ แปลว่า ซึ่งเกียรติ, หรืออันวิญญูชนสรรเสริญ.
บทว่า วิตฺติลาภํ แปลว่า ได้ความยินดี. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
วิตฺตลาภํ ได้ความปลื้มใจ, อธิบายว่า ได้ทรัพย์. จริงอยู่ ผู้มีศีลย่อม
ประสบกองโภคะใหญ่ เพราะเป็นผู้ไม่ประมาท.
บทว่า เปจฺจ ได้แก่ ทำกาละแล้ว.
บทว่า สคฺเค ปโมทนํ เชื่อมความว่า ปรารถนาการบันเทิงด้วย
กามคุณที่ชอบใจในเทวโลก. มีวาจาประกอบความว่า เมื่อปรารถนาความ
สรรเสริญ คือได้ความปลื้มใจในโลกนี้ และความบันเทิงด้วยทิพยสมบัติ
ในโลกหน้า พึงรักษาศีล.
บทว่า สญฺญเมน ได้แก่ การสำรวมกายเป็นต้น . จริงอยู่ เมื่อ
สำรวม ไม่เบียดเบียนใคร ๆ ด้วยกายทุจริตเป็นต้น ให้อภัยทาน ชื่อว่า
ย่อมผูกมิตรไว้ได้ เพราะเป็นที่รักและเป็นที่พอใจ.
บทว่า ธํสเต แปลว่า ย่อมกำจัด.
บทว่า ปาปมาจรํ ได้แก่ กระทำบาปกรรม มีปาณาติบาตเป็นต้น.
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ย่อมไม่คบบุคคลผู้ทุศีล, โดย
ที่แท้ย่อมเว้นขาด.
บทว่า อวณฺณํ แปลว่า ซึ่งโทษมิใช่คุณ, หรือการครหาต่อหน้า.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 431 (เล่ม 52)

บทว่า อกิตฺตึ ได้แก่ โทษมิใช่ยศ คือไม่มีชื่อเสียง บทว่า
วณฺณํ แปลว่า คุณ.
บทว่า กิตฺตึ ได้แก่ ชื่อเสียง ความเป็นผู้ปรารถนายศ.
บทว่า ปสํสํ ได้แก่ ความชมเชยต่อหน้า.
บทว่า อาทิ แปลว่า เป็นมูล. จริงอยู่ ศีลเป็นเบื้องต้นแห่งกุศล-
ธรรม อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุ เธอจงชำระศีล
อันเป็นเบื้องต้นเท่านั้น ให้หมดจดในกุศลธรรม. ก็อะไรเป็นเบื้องต้น
แห่งกุศลธรรม ก็ศีลที่บริสุทธิ์ด้วยดีเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม.
บทว่า ปติฏฺฐา ได้แก่ ตั้งมั่น, จริงอยู่ ศีลเป็นที่ตั้งแห่งอุตริ-
มนุสธรรมทั้งหมด. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตั้งอยู่ในศีล
เป็นต้น.
บทว่า กลฺยาณญฺจ มาตุกํ ความว่า เป็นบ่อเกิด คือให้กำเนิด
แห่งกัลยาณธรรม มีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น.
บทว่า ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ได้แก่ เป็นประมุข คือเป็นประธาน
อธิบายว่า เป็นทวารแห่งความเป็นไปแห่งธรรมอันหาโทษมิได้ทั้งหมด
มีปราโมทย์เป็นต้น.
บทว่า ตุสฺมา แปลว่า โดยความเป็นเบื้องต้นเป็นต้น.
บทว่า วิโสธเย ได้แก่ พึงให้สำเร็จ โดยความเป็นศีลไม่ขาด
เป็นต้น.
บทว่า เวลา ได้แก่ เป็นแดน อธิบายว่า เป็นเขต เพราะอรรถว่า
ไม่ก้าวล่วงจากทุจริต. หรือว่าชื่อว่า เวลา เพราะทำความเป็นผู้ทุศีลให้

431