อันหมดจด และความมีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย
ดังนี้นั้น.
บทว่า จาริตฺตํ ได้แก่ ศีลที่พึงประพฤติให้บริบูรณ์.
บทว่า วาริตฺตํ ได้แก่ ศีลที่พึงให้บริบูรณ์ ด้วยการเว้นไม่ทำ.
บทว่า อิริยาปถิยํ ปสาทนียํ ความว่า เพียบพร้อมด้วยอากัปกิริยา
เป็นเครื่องหมาย อันนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยอิริยาบถ
มีความรู้ทั่วพร้อม.
บทว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค ได้แก่ การประกอบ คือการเจริญ
ในสมถะและวิปัสสนา.
บทว่า อารญฺญกานิ ได้แก่ เสนาสนะอันนับเนื่องแล้วในป่า.
บทว่า ปนฺตานิ แปลว่า สงัดแล้ว.
บทว่า สีลํ ได้แก่ จตุปาริสุทธิศีล. จริงอยู่ ศีลที่ทำลายแล้ว
ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังในที่นี้ ท่านกล่าวถึงศีลที่ยังไม่ทำลาย.
บทว่า พาหุสจฺจํ ได้แก่ ความเป็นผู้สดับตรับฟังมาก, จริงอยู่
พาหุสัจจะนั้น ย่อมมีอุปการะมาก แก่ผู้ประกอบการเจริญภาวนา, การ
ประกอบสมถะวิปัสสนา ย่อมสำเร็จแก่ผู้มากไปด้วยความใคร่ครวญโดย
ชอบ ในความเป็นผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ความเย็นอย่างยอดเยี่ยม และความ
เป็นผู้ประกอบในอธิจิตเป็นต้น.
บทว่า ธมฺมานํ ปวิจโย ยถาภูตํ ความว่า การไตร่ตรอง โดย
ลักษณะที่ตรงกันข้ามจากรูปธรรมและอรูปธรรม และโดยสามัญญลักษณะ,
ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงอธิปัญญา ธรรมและวิปัสสนา.