พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 412 (เล่ม 52)

อันหมดจด และความมีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย
ดังนี้นั้น.
บทว่า จาริตฺตํ ได้แก่ ศีลที่พึงประพฤติให้บริบูรณ์.
บทว่า วาริตฺตํ ได้แก่ ศีลที่พึงให้บริบูรณ์ ด้วยการเว้นไม่ทำ.
บทว่า อิริยาปถิยํ ปสาทนียํ ความว่า เพียบพร้อมด้วยอากัปกิริยา
เป็นเครื่องหมาย อันนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยอิริยาบถ
มีความรู้ทั่วพร้อม.
บทว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค ได้แก่ การประกอบ คือการเจริญ
ในสมถะและวิปัสสนา.
บทว่า อารญฺญกานิ ได้แก่ เสนาสนะอันนับเนื่องแล้วในป่า.
บทว่า ปนฺตานิ แปลว่า สงัดแล้ว.
บทว่า สีลํ ได้แก่ จตุปาริสุทธิศีล. จริงอยู่ ศีลที่ทำลายแล้ว
ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังในที่นี้ ท่านกล่าวถึงศีลที่ยังไม่ทำลาย.
บทว่า พาหุสจฺจํ ได้แก่ ความเป็นผู้สดับตรับฟังมาก, จริงอยู่
พาหุสัจจะนั้น ย่อมมีอุปการะมาก แก่ผู้ประกอบการเจริญภาวนา, การ
ประกอบสมถะวิปัสสนา ย่อมสำเร็จแก่ผู้มากไปด้วยความใคร่ครวญโดย
ชอบ ในความเป็นผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ความเย็นอย่างยอดเยี่ยม และความ
เป็นผู้ประกอบในอธิจิตเป็นต้น.
บทว่า ธมฺมานํ ปวิจโย ยถาภูตํ ความว่า การไตร่ตรอง โดย
ลักษณะที่ตรงกันข้ามจากรูปธรรมและอรูปธรรม และโดยสามัญญลักษณะ,
ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงอธิปัญญา ธรรมและวิปัสสนา.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 413 (เล่ม 52)

บทว่า สจฺจานํ อภิสมโย ได้แก่ การแทงตลอด ด้วยอำนาจ
การตรัสรู้ คือการหยั่งรู้ถึงอริยสัจ มีทุกข์เป็นต้น.
การตรัสรู้แจ้งอริยสัจนี้นั้น ย่อมมีโดยประการใด เพื่อจะแสดง
อริยสัจนั้น โดยประการนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า ภาเวยฺย ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาเวยฺย จ อนิจฺจํ ความว่า บุคคล
พึงทำให้มี ให้เกิดขึ้นและให้เจริญอนิจจสัญญาในสังขารทั้งปวง โดยการ
ไม่จำแนกว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น หรือโดยการจำแนกว่า
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อนตฺตสญฺญํ มีวาจาประกอบความว่า พึงเจริญอนัตตสัญญา
ที่เป็นไปแล้วว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาดังนี้. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย
ก็อย่างนี้.
บทว่า อสุภสญฺญํ ความว่า สัญญาที่เป็นไปแล้วว่า ไม่งาม เพราะ
สิ่งไม่สะอาดคือกิเลสในกรัชกาย หรือในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้
ทั้งหมด ไหลออกรอบด้าน. จริงอยู่ อสุภสัญญานี้ มีทุกขสัญญาเป็นบริวาร
ก็ด้วยบทนั้นนั่นแหละ ถึงทุกขสัญญา ท่านก็สงเคราะห์ไว้ในอสุภสัญญา
นี้เอง, บัณฑิตพึงทราบดังว่ามานี้แล.
บทว่า โลกมฺหิ จ อนภิรตึ ได้แก่ สัญญาในเพราะการไม่ยินดียิ่ง
ในสังขารทั้งหลายที่เป็นไปในภูมิ ๓ ในโลกทั้งปวง, ด้วยบทนี้ ท่าน
กล่าวถึง อาทีนวานุปัสสนา เเละนิพพิทานุปัสสนา.
ก็พระเถระผู้ประกอบการเจริญวิปัสสนาอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะให้หมู่
ญาติเกิดความขวนขวาย คือเมื่อจะแสดงว่า พึงเจริญธรรมเหล่านี้ ดังนี้
จึงกล่าวคาถาว่า ภาเวยฺย จ โพชฺฌงฺเค ดังนี้เป็นต้น.

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 414 (เล่ม 52)

เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า
เป็นองค์แห่งความพรั่งพร้อมของธรรม ๗ อย่างมีสติเป็นต้น เพื่อการตรัสรู้
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งบุคคลผู้
พรั่งพร้อมด้วยธรรมนั้น เพื่อการตรัสรู้ คือธรรมทั้งหลาย มีสติเป็นต้น.
ธรรมเหล่านั้น โพชฌงค์ ๗ ประการ มีสติเป็นต้น, อิทธิบาท ๔ มี
ฉันทะเป็นต้น, อินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น, พละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น
เหมือนกัน และอริยมรรคมีองค์ ๘ คือมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ด้วย จ
ศัพท์ ท่านสงเคราะห์เอาสติปัฏฐานและสัมมัปปธานเข้าด้วย เพราะเหตุนั้น
พึงทำให้มี พึงทำให้เกิด และพึงเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภท
แม้ทั้งหมดเถิด. ในข้อนั้น การทำโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภทเหล่านั้น
ให้เกิดขึ้นในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค และการเจริญในขณะแห่งอรหัต
มรรค. ข้อนั้นเป็นการสมควรแก่สมณะ คือภิกษุแล.
พระเถระ ชี้แจงโพธิปักขิยธรรมอย่างนั้น เมื่อจะแสดงว่า บุคคล-
จะตรัสรู้สมุทัยสัจ ก็ด้วยอำนาจการตรัสรู้ด้วยการละ, จะตรัสรู้นิโรธสัจ
ก็ด้วยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง, เหมือนจะตรัสรู้มรรคสัจได้ ก็ด้วย
อำนาจการตรัสรู้ด้วยการเจริญดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ตณฺหํ ปชเหยฺย
ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหํ ปชเหยฺย ความว่า พึงตัด
ตัณหาทั้งหมด มีประเภทเช่นกามตัณหาเป็นต้น โดยไม่ให้เหลือ ด้วย
อริยมรรค, ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ชื่อว่า มุนิ เพราะประกอบพร้อม
ด้วยญาณนั้น.
บทว่า สมูลเก อาสเว ปทาเลยฺย ความว่า พึงทำลาย คือพึง

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 415 (เล่ม 52)

ตัดอาสวะแม้ทั้งหมด มีกามาสวะเป็นต้น พร้อมทั้งมูลราก มีกามราคานุสัย
เป็นต้น.
บทว่า วิหเรยฺย วิปฺปมุตฺโต ความว่า เพราะละกิเลสทั้งหลายได้
โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ จึงเป็นผู้หลุดพ้นในที่ทั้งปวง กระทำให้แจ้ง
ซึ่งนิโรธ คือนิพพาน อันสละขาดซึ่งอุปธิกิเลสทั้งหมดได้อยู่.
บทว่า เอตํ ความว่า ข้อที่การอยู่เช่นนั้น นับว่าเป็นการสมควร
แก่สมณะ คือภิกษุผู้ลอยบาปได้แล้ว.
พระเถระชี้แจงว่า พระศาสนาเป็นนิยยานิกะ โดยระบุถึงข้อปฏิบัติ
อันสมควรเเก่สมณะ และชี้แจงว่าลัทธิภายนอก เป็นอนิยยานิกะ เพราะ
ย้อน (ทวน, ตรงกันข้าม) พระศาสนานั้น. พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้น
มีความเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา พากันดำรงอยู่ในสรณะเป็นต้นแล้ว.
จบอรรถกถาโคตมเถรคาถาที่ ๗
จบปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา
ทสกนิบาต
ในทสกนิบาตนี้ พระเถระ ๗ องค์ คือ พระกาฬุทายีเถระ ๑
พระเอกวิหาริยเถระ ๑ พระมหากัปปินเถระ ๑ พระจูฬปันถกเถระ ๑
พระกัปปเถระ ๑ พระอุปเสนวังคันตปุตตเถระ ๑ พระโคตมเถระ ๑
ได้เปล่งอุทานคาถาองค์ละ ๑๐ คาถา รวมเป็น ๗๐ คาถา ฉะนี้แล.
จบทสกนิบาต

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 416 (เล่ม 52)

เถรคาถา เอกาทสกนิบาต
๑. สังกิจจเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสังกิจจเถระ
อุบาสกคนหนึ่ง ได้อ้อนวอนขอให้สังกิจจสามเณรอยู่ในวิหารแห่ง
หนึ่งด้วยคาถาว่า
[๓๗๗] ดูก่อนพ่อสามเณร จะมีประโยชน์อะไรในป่า ภูเขา
ชื่อ อุชชุหานะ เป็นที่ไม่สบายในฤดูฝน เพราะฉะนั้น
ภูเขาอุชชุหานะจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ลมหัวด้วน
พัดมาอยู่ ท่านพอใจหรือ เพราะความเงียบสงัดเป็นที่
ต้องการของผู้เจริญฌาน.
สังกิจจสามเณรตอบว่า
ลมหัวด้วนในฤดูฝน ย่อมพัดผันเอาวลาหกไปฉันใด
สัญญาอันประกอบด้วยวิเวก ย่อมคร่าเอาจิตอาตมามาสู่
ความสงัดก็ฉันนั้น กายคตาสติกัมมัฏฐาน อันประกอบ
ด้วยความคลายกำหนัดในร่างกาย ย่อมเกิดขึ้นแก่อาตมา
ทันที เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ มีสีดำ เที่ยว
อาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น บุคคลเหล่าอื่นย่อมไม่รักษา
บรรพชิต และบรรพชิตก็ไม่รักษาคนเหล่าอื่น ภิกษุนั้นแล
เป็นผู้ไม่ห่วงใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข แอ่ง
ศิลาซึ่งมีน้ำใส ประกอบด้วยหมู่ชะนีและค่าง ดารดาษ

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 417 (เล่ม 52)

ไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี การที่อาตมาอยู่
ในเสนาสนะป่า คือ ซอกเขาและถ้ำอันเป็นที่สงัด เป็น
ที่ซ่องเสพอาศัยแห่งมวลมฤค ย่อมทำให้อาตมายินดี
อาตมาไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบ
ด้วยโทษเลยว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า
จงได้รับทุกข์ อาตมาได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาทำเสร็จแล้ว อาตมา
ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิต
ด้วยศรัทธาต้องการแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์
ทั้งปวงแล้ว อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน
ความเป็นอยู่ และรอเวลาอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้น
เวลาทำงานฉะนั้น อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิด-
เพลินความเป็นอยู่ และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอเวลา
ตายอยู่.
ในเอกาทสกนิบาตนี้ พระสังกิจจเถระองค์เดียวเท่านั้น
ผู้เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๑ คาถา
ถ้วน ฉะนี้แล.
จบสังกิจจเถรคาถา
จบเอกาทสกนิบาต

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 418 (เล่ม 52)

อรรถกถาเอกาทสกนิบาต
อรรถกถาสังกิจจเถรคาถาที่ ๑
ในเอกาทสกนิบาต มีคาถาของท่านพระสังกิจจเถระ มีคำเริ่มต้น
ว่า กึ ตวตฺโถ วเน ตาต ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (พระนิพพาน) ในภพนั้น ๆ ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี
เมื่อท่านอยู่ในท้องนั้นเอง มารดาป่วยไข้ทำกาละไป. เมื่อมารดาถูกนำไป
ป่าช้าเผาอยู่ มดลูกไม่ไหม้ พวกมนุษย์เอาหลาวแทงท้อง กระทบที่สุด
ดวงตาของเด็ก. มนุษย์เหล่านั้นแทงท้องนั้นแล้ว เอาถ่านเพลิงกลบไว้
แล้วก็หลีกไป. แม้ส่วนแห่งท้องก็ไหม้, ส่วนเด็กเสมือนกับรูปพิมพ์ทองคำ
บนอังคาร ได้เป็นเสมือนนอนอยู่บนกลีบปทุมฉะนั้น. จริงอยู่ ธรรมดา
ว่าสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ถึงจะถูกภูเขาสิเนรุท่วมทับไว้ ยังไม่บรรลุ
พระอรหัตสิ้นชีวิตไปย่อมไม่มี.
รุ่งขึ้นพวกมนุษย์ไปสู่ที่ป่าช้า เห็นเด็กนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์
จิตไม่เคยมี จึงพาเด็กไปยังบ้าน ถามพวกทำนายนิมิต พวกทำนายนิมิต
กล่าวว่า ถ้าเด็กนี้จักอยู่ครองเรือนไซร้ ตลอดชั่วคนตระกูลที่ ๗ ได้รับ
ทุกข์ยาก๑ ถ้าจักบวชไซร้ ก็จักแวดล้อมไปด้วยสมณะ ๕๐๐ เที่ยวไป.
พวกญาติกล่าวว่า เอาเถอะในเวลาเขาเจริญวัย พวกเราจักให้บวชใน
สำนักท่านพระสารีบุตรเถระของเรา พลางกล่าวว่าสังกิจจะ เพราะถูกขอ
แทงที่ลูกตา ภายหลังจึงตั้งชื่อว่า สังกิจจะ.
๑. ฉบับภาษาอังกฤษว่า ไม่มีความทุกข์ยาก.

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 419 (เล่ม 52)

ในเวลาเธอมีอายุ ๗ ขวบ ได้ยินเรื่องที่ตนอยู่ในครรภ์ และการ
ตายของมารดา ก็เกิดความสลดใจจึงกล่าวว่า ฉันจักบวช. พวกญาติ
กล่าวว่า ดีละพ่อ ดังนี้แล้วนำไปยังสำนักของพระธรรมเสนาบดี ได้มอบ
ให้ด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โปรดให้เด็กนี้บวชเถิด. พระเถระได้ให้
ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้เธอบวช. เธอบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาในขณะปลงผมนั้นเอง อยู่ในป่ากับภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ให้
ภิกษุเหล่านั้นพ้นจากมือโจร แม้ตนเองก็ทรมานโจรเหล่านั้นให้บวชแล้ว
อยู่กับภิกษุเป็นอันมากในวิหารแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุเหล่านั้นมัวทะเลาะกัน
จึงบอกภิกษุเหล่านั้นด้วยคำว่า เราจะไปในที่อื่น ในเรื่องนี้มีความสังเขป
เพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารพึงรู้โดยนัยอันมาแล้วในเรื่องแห่งพระ-
ธรรมบทนั่นแล.
ลำดับนั้น อุบาสกคนหนึ่งประสงค์จะอุปัฏฐากเธอ จึงอ้อนวอนให้
เธออยู่ในที่ใกล้ ๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนพ่อสามเณร จะมีประโยชน์อะไรในป่า ภูเขา
ชื่ออุชชุหานะ เป็นที่ไม่สบายในฤดูฝน เพราะฉะนั้น
ภูเขาอุชชุหานะจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ลมหัวด้วน
พัดมาอยู่ ท่านพอใจหรือ เพราะความเงียบสงัดเป็นที่
ต้องการของผู้เจริญฌาน.
สังกิจจสามเณรได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า
ลมหัวด้วนในฤดูฝน ย่อมพัดผันเอาวลาหกไปฉันใด
สัญญาอันประกอบด้วยวิเวก ย่อมคร่าเอาจิตอาตมามาสู่
ความสงัดก็ฉันนั้น กายคตาสติกัมมัฏฐาน อันประกอบ
๑. ขุ. เถร ๒๖/ข้อ ๓๗๗.

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 420 (เล่ม 52)

ด้วยความคลายกำหนัดในร่างกาย ย่อมเกิดขึ้นแก่อาตมา
ทันที เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ มีสีดำ เที่ยว
อาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น บุคคลเหล่าอื่นย่อมไม่รักษา
บรรพชิต และบรรพชิตก็ไม่รักษาคนเหล่าอื่น ภิกษุ
นั้นแลเป็นผู้ไม่ห่วงใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข
แอ่งศิลาซึ่งมีน้ำใส ประกอบด้วยหมู่ชะนีและค่าง ดาร-
ดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี การที่อาตมา
อยู่ในเสนาสนะป่า ซอกเขาและถ้ำอันเป็นที่สงัด เป็นที่
ซ่องเสพแห่งมวลมฤค ย่อมทำให้อาตมายินดี อาตมา
ไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐประกอบด้วยโทษ
เลยว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า จงได้
รับทุกข์ อาตมาได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว คำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาทำเสร็จแล้ว อาตมา
ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิต
ด้วยศรัทธาต้องการแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์
ทั้งปวงแล้ว อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน
ความเป็นอยู่ และรอเวลาอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้น
เวลาทำงานฉะนั้น อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิด-
เพลิน ความเป็นอยู่ และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอ
เวลาตายอยู่.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 421 (เล่ม 52)

ศัพท์ กึ ในบทว่า กึ ตวตฺโถ วเน นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าว
ด้วยลิงควิปัลลาส. อธิบายว่า ท่านจะประโยชน์อะไรในป่า, คือจะเป็น
ประโยชน์อะไร ?
บทว่า อุชฺชุหาโนว ปาวุเส ความว่า ภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อว่า อุชฺชุ-
หานะ. ก็ภูเขานั้นดารดาษไปด้วยรกชัฏ มีแอ่งน้ำและซอกเขามาก, มี
น้ำไหลในที่นั้น ๆ ไม่เป็นสัปปายะในฤดูฝน, เพราะฉะนั้น ภูเขาชื่อว่า
อุชชุหานะ จึงมีประโยชน์ในบัดนี้คือในฤดูฝน. แต่ในที่นี้อาจารย์บาง
พวกกล่าวว่า นกตัวหนึ่งชื่อว่า อุชชุหานะ จึงอดทนความหนาวไม่ได้,
ในฤดูฝนมันจึงแอบอยู่ในพุ่มป่า, ตามมติของอาจารย์บางพวกนั้น ท่าน
จะมีความพอใจในป่าหรือ เหมือนนกชื่อว่า อุชชุหานะ ในฤดูฝนฉะนั้น.
บทว่า เวรมฺภา รมณิยา เต มีวาจาประกอบความว่า ลมหัวด้วน
พัดมาอยู่ ท่านจะมีความพอใจหรือ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ถ้าใน
ภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อว่า เวรัมภา และว่าเงื้อมเขา. ก็ในที่นั้นประกอบด้วย
คมนาคม เว้นจากความแออัดแห่งหมู่ชน และเพียบพร้อมด้วยร่มเงาและ
น้ำ, เพราะฉะนั้น ถ้ำเวรัมภาจึงเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ สมควรที่จะอยู่ในป่า,
เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นที่สงัดสำหรับผู้เข้าฌาน, เพราะเหตุที่ผู้เข้าฌาน
เช่นนั้น จำต้องปรารถนาเฉพาะความสงัด ในที่ใดที่หนึ่ง ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า เจ้าอย่าไปสู่ป่าอันไกล จงอยู่ในถ้ำเวรัมภาเถิดพ่อ.
ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า เพราะเหตุเมื่อผู้เข้าฌาน ได้เสนาสนะ
อันผาสุกแก่การอยู่ ควรเป็นที่สงัดนั่นแล ฌานเป็นต้นย่อมสำเร็จ เมื่อ
ไม่ได้ หาสำเร็จไม่ ฉะนั้น ในฤดูฝนเห็นปานนั้น ท่านไม่ควรอยู่ในป่า
แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อาจอยู่ได้ในถ้ำและเงื้อมเขาเป็นต้น.

421