บทว่า วเส ความว่า พึงประกอบในที่ทั้งปวง. ชื่อว่า มุนิ เพราะ
ประกอบพร้อมด้วยโมไนยธรรม.
บทว่า อสํสฏฺโฐ ได้แก่ ไม่คลุกคลี เพราะไม่มีความคลุกคลีทาง
การเห็น การฟัง การเจรจา การสมโภค และทางกาย คือเว้นจากความ
คลุกคลีตามที่กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า อุภยํ ได้แก่ ไม่คลุกคลีด้วยชนทั้งสองพวก คือด้วยคฤหัสถ์
และด้วยบรรพชิต. จริงอยู่ คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ใช้ลงในเหตุ.
บทว่า อตฺตานํ ทสฺสเย ตถา ความว่า ถึงจะไม่เป็นบ้า เป็นใบ้
แต่ก็พึงแสดงคนเหมือนดังคนบ้าหรือคนใบ้, ด้วยบทนั้น ท่านกล่าวถึง
การละความอวดดีเสีย.
บทว่า ชโฬว มูโค วา นี้ ท่านทำเป็นรัสสะ เพื่อสะดวกแก่รูป
คาถา, และ วา ศัพท์เป็นสมุจจยัตถะ.
บทว่า นาติเวลํ สมฺภาเสยฺย ความว่า ไม่ควรพูดเกินเวลา คือพูด
เกินประมาณ. ได้แก่ พึงเป็นผู้พูดแต่พอประมาณ.
บทว่า สงฺฆมชฺฌมฺหิ ได้แก่ ในหมู่ภิกษุสงฆ์ หรือในประชุมชน.
บทว่า น โส อุปวเท กญฺจิ ความว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติตามที่กล่าว
แล้วนั้น ไม่ควรเข้าไปกล่าวว่าใคร ๆ ที่ต่ำ ที่ปานกลาง หรือที่สูงสุด.
บทว่า อุปฆาตํ วิวชฺชเย ความว่า ควรละเว้นการเข้าไปกระทบ
กระทั่ง คือการเบียดเบียนทางกายเสีย.
บทว่า สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ ความว่า พึงเป็นผู้สำรวมในพระปาติ-
โมกข์ คือในพระปาติโมกขสังวรศีล ได้แก่ พึงเป็นผู้ปกป้องกายวาจา
ด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์.