พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 362 (เล่ม 52)

ความหม่นหมองมีเมฆหมอกเป็นต้น ย่อมยังโอกาสโลกนี้ให้สว่างไสว
ด้วยแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ ฉะนั้น. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น พวกท่าน
พึงพากันเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด.
บัดนี้ พระเถระครั้นทำตนให้เป็นอุทาหรณ์แล้ว เมื่อจะแสดงการ
ประกอบความเพียรในภาวนาว่ามีผล จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า โอทาตํ วต
เม จิตฺตํ ดังนี้เป็นต้น.
ความแห่งบาทคาถานั้นว่า จิตของเราผ่องใส บริสุทธิ์แล้วหนอ
เพราะปราศจากมลทินคือนีวรณธรรม, ชื่อว่า อบรมดีแล้ว หาประมาณ
มิได้ เพราะค่าที่ตนอบรมแล้ว โดยประการที่ราคะเป็นต้น ที่เป็นตัวทำ
ประมาณ อันตนละได้แล้ว และนิพพานอันหาประมาณมิได้ อันตนได้
ทำให้ประจักษ์แจ้งแล้ว. ต่อแต่นั้น ก็ตรัสรู้คือแทงตลอดสัจจะ ๔ ประการ
เป็นผู้มีจิตอันประคองไว้แล้ว จากฝ่ายแห่งสังกิเลสทั้งปวง ย่อมยังทิศ
มีทิศตะวันออกเป็นต้น ที่ส่องสว่างได้ยากเป็นต้น ให้สว่างไสว เพราะ
ข้ามพ้นความสงสัยในธรรมนั้นได้ และเพราะปราศจากโมหะในธรรม
ทั้งปวงได้, เพราะฉะนั้น พระเถระจึงแสดงว่า ถึงพวกท่าน ก็พึงอบรม
จิตอย่างนั้นเถิด.
พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ปัญญาแม้นอกนี้ ก็เหมือนอย่างปัญญาที่
สำเร็จด้วยภาวนา ซึ่งมีอุปการะเป็นอันมากแก่บุรุษ ด้วยเป็นเครื่องชำระ
มลทินแห่งจิตให้สะอาดเป็นต้นได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า ชีวเต วาปิ
สปฺปญฺโญ ดังนี้เป็นต้น.
ความแห่งบาทคาถานั้นว่า คนมีปัญญาแม้จะสิ้นทรัพย์ สันโดษด้วย
ปัจจัยตามมีตามได้ ก็ยังเป็นอยู่ได้ ด้วยการเลี้ยงชีพอันปราศจากโทษ.

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 363 (เล่ม 52)

จริงอยู่ ชีวิตของคนมีปัญญา ชื่อว่า เป็นอยู่ได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พุทธาทิบัณฑิตกล่าวถึงคนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่า มี
ชีวิตประเสริฐ ดังนี้เป็นต้น.
ส่วนคนมีปัญญาทราม เพราะไม่ได้ปัญญา ย่อมทำประโยชน์ที่เป็น
ไปในทิฏฐิธรรม และประโยชน์ที่เป็นไปในสัมปรายิกภพ ให้ฉิบหายไป
แม้จะมีทรัพย์สมบัติ ก็เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะได้รับการติเตียนเป็นต้น ชื่อ
ว่า ความเป็นอยู่ ย่อมไม่มีแก่เขา, อีกอย่างหนึ่ง เพราะตนไม่รู้จักอุบาย
ทรัพย์ตามที่สะสมไว้ ก็ย่อมพินาศไป แม้ชีวิต ก็ไม่สามารถเพื่อจะรักษา
ไว้ได้เลย, เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า แม้ปาริหาริยปัญญา พวกท่าน
ก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงอานิสงส์แห่งปัญญา พระเถระจึงกล่าวคาถาที่ ๕
ว่า ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี ความว่า ธรรมดา
ว่า ปัญญานี้นั้น เป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว คือตัดสินชี้ขาดใน
ประโยชน์ที่ตนฟังมาแล้ว คือที่มาปรากฏทางโสตประสาท โดยใจความ
เป็นต้นว่า นี้เป็นอกุศล, นี้เป็นกุศล, นี้เป็นสิ่งมีโทษ, นี้เป็นสิ่งไม่มีโทษ
ดังนี้.
บทว่า กิตฺติสิโลกวทฺธนี ความว่า เป็นความเจริญด้วยเกียรติคุณ
และความสรรเสริญต่อหน้า คือมีความสรรเสริญแผ่ไปทั่วเป็นสภาพ จริง
อยู่ เกียรติคุณเป็นต้น ย่อมมีแก่ผู้มีปัญญาเท่านั้น เพราะมีวิญญูชนทั้งหลาย
สรรเสริญเป็นธรรมดา.

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 364 (เล่ม 52)

บทว่า ปญฺญาสหิโต ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยปาริหาริยปัญญา
และวิปัสสนาปัญญา.
บทว่า อปิ ทุกฺเขสุ สุขานิ วินฺทติ ความว่า ย่อมได้เฉพาะซึ่ง
ความสุข แม้ที่ไม่มีอามิส เพราะการหยั่งลงสู่สภาวะที่เป็นจริง ด้วยสัมมา
ปฏิบัติในขันธ์และอายตนะเป็นต้น ที่มีความทุกข์เป็นสภาวะโดยส่วนเดียว.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะกล่าวสอนธรรม อันปฏิสังยุตด้วยอนิจจตา
อันจะนำมาซึ่งความเป็นนักปราชญ์ แก่นางภิกษุณีเหล่านั้น จึงกล่าวคาถา
ที่เหลือ โดยมีใจความเป็นต้นว่า นายํ อชฺชตโน ธมฺโม ดังนี้.
ในบาทคาถานั้น มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :- ธรรมนี้ใด มี
ความเกิดและความตายเป็นสภาวะแก่ปวงสัตว์ ธรรมนี้นั้น มิใช่จะเพิ่งมี
ในวันนี้ คือมิใช่มีมาไม่นาน, ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ เพราะเป็นไปทุก ๆ วัน.
ทั้งไม่ใช่ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะความไม่เคยมีมาแล้วในกาลก่อน หามิได้.
เพราะฉะนั้น พึงเป็นเหมือนสิ่งที่เคยมีมาในโลก ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตาย
คือที่สัตว์พึงเกิด และพึงตายโดยส่วนเดียว เพราะมีความตายเป็นสภาวะ.
จริงอยู่ เหตุอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่ขณิกมรณะ.
เพราะเมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความตายแน่แท้ คือ
เมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความตายเป็นที่สุดอย่างเดียว ต่อจากความเกิด
เพราะขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว มีความแตกไปเป็นธรรมดาโดยส่วน
เดียว. ก็คำว่า มีชีวิตเป็นอยู่ในคาถานั้นอันใด อันนั้นจัดเป็นโลกโวหาร,
โลกโวหารนั้นมีที่สุดเป็นอเนก เพราะเนื่องด้วยปัจจัยมากมายแห่งอุปาทาน
นั้น เพราะกล่าวคำนี้อย่างนี้แล้ว ฉะนั้น จึงกล่าวว่า สัตว์ที่เกิดมาแล้ว
ในโลกนี้ ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลาย มีอย่างนี้เป็นธรรมดา

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 365 (เล่ม 52)

ได้แก่ เป็นปกติของสัตว์ทั้งหลาย คือความตายย่อมมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่
เกิดมาแล้ว จึงกล่าวว่า ความตายเนื่องด้วยความเกิดขึ้น.
บัดนี้ เพราะเพื่อจะทำการกำจัดความเศร้าโศกของพวกนางภิกษุณี
แม้ผู้ที่มีจิตถูกความเศร้าโศกผูกพันแล้ว ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า น เหตทตฺถาย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เหตทตฺถาย มตสฺส โหติ ความว่า
ชีวิตที่จะเป็นประโยชน์ คือเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิต ของตนที่ตายไปแล้ว
การร้องไห้ เป็นประโยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่นอันใด ข้อนั้นที่จะเป็นประโยชน์
แห่งชีวิต ของหมู่สัตว์ที่ตายไปแล้วนั้น ขอพักไว้ก่อน, เพราะไม่มี
ประโยชน์แก่ใคร ๆ เลย, ก็คนเหล่าใด ย่อมพากันร้องไห้, การร้องไห้ถึง
คนตาย คือมีคนตายเป็นเครื่องหมายของตนเหล่านั้น ย่อมไม่ทำให้เกิด
ผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ คือย่อมไม่นำเกียรติยศ และความ
บริสุทธิ์ใจมาให้เลย.
บทว่า น วณฺณิตํ สมณพฺราหฺมเณหิ ได้แก่ แม้วิญญูชนจะ
สรรเสริญก็ไม่มี คือโดยที่แท้ วิญญูชนจะติเตียนถ่ายเดียว.
พระเถระเมื่อจะแสดงว่า โทษของคนผู้ที่ร้องไห้อยู่ มิใช่จะมีเพียง
อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แม้นอกนี้ก็ยังมีอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า จกฺขุํ
สรีรํ อุปหนฺติ ดังนี้เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจะชักชวนนางภิกษุณี
เหล่านั้น ในการเข้าไปหากัลยาณมิตร เพื่อป้องกันเสียซึ่งสิ่งไม่เป็น
ประโยชน์มีความเศร้าโศกเป็นต้น จึงได้กล่าวคาถาสุดท้ายโดยใจความ
เป็นต้นว่า ตสฺมา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการร้องไห้

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 366 (เล่ม 52)

ย่อมกระทบกระทั่ง คือเบียดเบียนจักษุและสรีระ ของบุคคลผู้ร้องไห้อยู่
เพราะการร้องไห้นั้น จึงทำให้ วรรณะ กำลัง และความคิด เสื่อมไป
คือพินาศไป, โจร คือผู้ที่เป็นข้าศึกของบุคคลผู้ร้องไห้อยู่ ย่อมมีจิต
ยินดี ปราโมทย์ เอิบอิ่มใจ, ส่วนมิตรผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูล ก็พลอยมี
ทุกข์ลำบากใจไปด้วย ฉะนั้น บุคคลพึงปรารถนา ท่านผู้ชื่อว่าเป็น
นักปราชญ์ เพราะประกอบพร้อมด้วยปัญญาที่เกิดในธรรม และท่านผู้
ชื่อว่า เป็นพหูสูต เพราะเพียบพร้อมด้วยพาหุสัจจะอันอิงอาศัยประโยชน์
มีทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์เป็นต้น ให้อยู่ในสกุลของตน คือพึงมุ่งหวัง
ได้แก่ พึงทำให้เป็นผู้เข้าถึงสกุล.
บทว่า เยสํ มีวาจาประกอบความว่า กุลบุตรทั้งหลาย จะข้ามพ้น
กิจของตน คือจะถึงซึ่งฝั่งได้ก็ด้วยกำลังปัญญา เพราะปัญญาเป็นสมบัติของ
ท่านผู้ที่เป็นนักปราชญ์ และบัณฑิตพหูสูตเหล่าใด พึงปรารถนานักปราชญ์
เป็นต้นเหล่านั้นให้อยู่ในสกุลเถิด เปรียบเหมือนบุคคลจะข้ามน้ำ อัน
เต็มเปี่ยมของห้วงน้ำใหญ่ได้พ้นก็ด้วยเรือฉะนั้น.
พระเถระ ครั้นกล่าวสอนธรรมแก่นางภิกษุณีเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว
จึงหยุดเทศนา. นางภิกษุณีเหล่านั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ
บรรเทาความเศร้าโศกแล้ว ปฏิบัติโดยแยบคายอยู่ ทำประโยชน์ของตน
ให้บริบูรณ์ได้แล้วแล.
จบอรรถกถามหากัปปินเถรคาถาที่ ๓

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 367 (เล่ม 52)

๔. จูฬปันถกเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระจูฬปันถกเถระ
[๓๗๓] เมื่อก่อน ญาณคติเกิดแก่เราช้า เราจึงถูกดูหมิ่น
และพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงกลับไปเรือนเดี๋ยวนี้เถิด เรา
ถูกพี่ชายขับไล่แล้ว ไปยืนร้องไห้อยู่ที่ใกล้ซุ้มประตู
สังฆาราม เพราะยังมีความอาลัยในพระศาสนา พระผู้-
มีพระภาคเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะเรา ทรง
จับแขนเราพาเข้าไปสู่สังฆาราม พระศาสดาทรงอนุ-
เคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราตรัสว่า จง
อธิษฐานผ้าสะอาดผืนนี้ ให้ตั้งมั่นดี โดยมนสิการว่า
รโชหรณํ ๆ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ๆ จงตั้งจิตให้มั่น นั่ง ณ
ที่ควรข้างหนึ่ง เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว เกิด
ความยินดีในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อ
บรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้
ชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ คำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
พระจูฬปันถกเถระได้เนรมิตตนขึ้นพันหนึ่ง นั่งอยู่ที่
ชีวกัมพวันอันรื่นรมย์ จนถึงเวลาเขามาบอกนิมนต์ ครั้ง
นั้น พระศาสดาทรงส่งทูตไปบอกเวลาภัตตาหารแก่เรา
เมื่อทูตบอกเวลาภัตตาหารแล้ว เราได้เข้าไปเฝ้าโดย

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 368 (เล่ม 52)

ทางอากาศ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระศาสดาทรง
รับรองเราผู้ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ เราเป็นผู้ควรบูชาของ
ชาวโลกทั้งปวง เป็นผู้ควรรับของอันเขานำมาบูชา เป็น
นาบุญแห่งหมู่มนุษย์ ได้รับทักษิณาทานแล้ว.
จบจูฬปันถกเถรคาถาจบ
อรรถกถาจูฬปันถกเถรคาถาที่ ๔
มีคาถาของท่านพระจูฬปันถกเถระว่า ทนฺธา มยฺหํ คติ ดังนี้
เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ท่านกล่าวคำที่จะพึงกล่าวในเรื่องนี้ ด้วยอำนาจเหตุเกิดแห่งเรื่อง
ไว้ในอัฏฐกนิบาต เรื่องมหาปันถกแล้วนั่นแล. ส่วนความแปลกกัน
มีดังต่อไปนี้ :-
พระมหาปันถกเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุข
อันเกิดแต่พระอรหัตผล คิดแล้วว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะสามารถให้
จูฬปันถก ดำรงอยู่ในความสุขอย่างนี้บ้าง.
พระมหาปันถกเถระนั้น จึงเข้าไปหาธนเศรษฐีผู้เป็นโยมตาของตน
แล้ว กล่าวว่า โยมตาผู้เป็นมหาเศรษฐี ถ้าโยมจะอนุญาตไซร้, อาตมภาพ
จะพึงให้จูฬปันถกบวชบ้าง. โยมตาเรียนว่า นิมนต์ให้เขาบวชเถิดพระคุณ
ท่าน. พระเถระจึงให้จูฬปันถกนั้นบวชแล้ว. จูฬปันถกนั้นดำรงมั่นอยู่ใน
ศีล ๑๐ ประการแล้ว เรียนคาถาในสำนักของพระพี่ชายว่า :-

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 369 (เล่ม 52)

ดอกบัวชื่อว่า โกกนุท มีกลิ่นหอมฟุ้ง เบ่งบาน
ตั้งแต่เช้าตรู่ พึงเป็นดอกไม้มีกลิ่นหอมยังไม่สิ้นไปฉันใด
เธอจงดูพระอังคีรสเจ้า พระองค์รุ่งเรื่องอยู่ดุจพระอาทิตย์
รุ่งโรจน์อยู่ในกลางหาวฉันนั้น ดังนี้.
โดย ๔ เดือน ก็ไม่สามารถจะจดจำได้, บทที่เรียนแล้วท่องแล้ว
ไม่ได้ติดอยู่ในหัวใจท่านเสียเลย. ต่อมาพระมหาปันถกจึงกล่าวแก่ท่านว่า
ปันถกเอ๋ย เธอเป็นคนอาภัพในศาสนานี้เสียแล้ว, ตั้ง ๔ เดือนล่วงไป
แล้ว เธอก็ไม่สามารถจะจดจำแม้คาถาเดียวได้, ก็เธอจักทำกิจแห่ง
บรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไรเล่า เธอจงออกไปเสียจากที่นี้เถอะ.
จูฬปันถกนั้นถูกพระเถระขับไล่ จึงไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้ซุ้มประตู.
ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ที่อัมพวนารามของหมอชีวก.
ลำดับนั้น หมอชีวกส่งบุรุษไปว่า เธอจงนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ
๕๐๐ รูปมา. ก็สมัยนั้น ท่านมหาปันถกเป็นพระภัตตุทเทสก์ (ผู้แจกภัต).
พระมหาปันถกนั้น ผู้อันทายกนิมนต์ว่า ขอท่านจงรับภิกษาเพื่อภิกษุ
๕๐๐ รูปเถิด ดังนี้ก็กล่าวว่า อาตมภาพจะรับภิกษาเพื่อภิกษุทั้งหลายที่
เหลือ ยกเว้นจูฬปันถก. พระจูฬปันถกได้ฟังดังนั้น ได้มีความโทมนัส
เพิ่มขึ้น.
พระศาสดาทรงทราบว่า จูฬปันถกมีความทุกข์ใจแล้ว จึงทรงดำริว่า
จูฬปันถกจักตรัสรู้ ด้วยอุบายที่เราสร้างขึ้นมา ดังนี้แล้ว จึงแสดงพระองค์
ในที่ไม่ไกลจูฬปันถกนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ปันถกเป็นอะไร เธอจึงร้องไห้.
จูฬปันถกกราบทูลว่า พระพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระศาสดา

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 370 (เล่ม 52)

ตรัสว่า ปันถกเอ๋ย อย่าคิดอะไรไปเลย, เธอบวชแล้วในศาสนาของเรา,
เธอจงมาเถิด จงรับเอาสิ่งนี้แล้วจงทำบริกรรมในใจว่า รโชหรณํ รโชหรณํ
ดังนี้ จึงทรงตระเตรียมท่อนผ้าอันสะอาดด้วยฤทธิ์ แล้วทรงพระราชทาน
ให้. พระจูฬปันถกนั้น นั่งเอามือลูบท่อนผ้าที่พระศาสดาพระราชทาน
บริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้.
เมื่อเธอบริกรรมลูบท่อนผ้านั้นอยู่ ความเศร้าหมองก็เกิดขึ้น. เมื่อ
ลูบไปอีก ท่อนผ้านั้นก็กลายเป็นเช่นกับผ้าเช็ดหม้อข้าว, เพราะเธอมีญาณ
แก่รอบแล้ว เธอจึงคิดอย่างนี้ว่า ท่อนผ้านี้แต่เดิมเป็นของสะอาด, กลาย
เป็นอย่างอื่น เศร้าหมองไป เพราะอาศัยอุปาทินนกสรีระนี้, เพราะฉะนั้น
ท่อนผ้านี้เป็นอนิจจังแม้ฉันใด ถึงจิตก็เป็นอนิจจังฉันนั้น ดังนี้แล้ว จึง
เริ่มตั้งความสิ้นไปเสื่อมไป ทำฌานให้เกิดขึ้น ในเพราะนิมิตนั้นนั่นแล
เริ่มตั้งวิปัสสนา อันมีฌานเป็นบาทแล้ว บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :-
เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรับ
เครื่องบูชาแล้ว พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับ
อยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้น เราก็อยู่ในอาศรมใกล้
ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีระเจ้า ผู้เป็น
นายกของโลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอัน
ประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เราได้ทำ
อันตรายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๑๖.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 371 (เล่ม 52)

เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสอง ถวายแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนี พระนามว่า
ปทุมุตตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบานเข้ามาสู่
ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้มีจักษุทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าว
เช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุด
กว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว
๗ ใบ ให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลาย
จงฟังเรากล่าว.
ดาบสนี้จักเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัป และ
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๓๕ ครั้ง จะท่องเที่ยวไปสู่
กำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิด
นั้น ๆ จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ ในแสน
กัป พระศาสดาพระนามว่า โคดม โดยพระโคตร ซึ่ง
มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก
เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้มีจักได้
ความเป็นมนุษย์ เขาจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้ว
ด้วยใจ จักมีพี่น้องชาย ๒ คน มีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสอง
คน เสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้
รุ่งเรือง เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรา

371