พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 352 (เล่ม 52)

ถามว่า พ่อคุณ จงพากันกล่าวบทอื่นอีกเถิด. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระสังฆรัตนะอุบัติขึ้นแล้ว. พระราชาทรงสดับบทแม้
นั้นแล้ว พระราชทานทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้แล้ว เสด็จออกจาก
ที่นั้นด้วยตั้งพระทัยว่า เราจักบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า.
แม้พวกอำมาตย์ ก็ออกไปแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน. พระราชา
พร้อมด้วยอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว ทรงกระทำ
สัจจะอธิษฐานว่า ถ้าพระศาสดาทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะจริงไซร้, ขอน้ำ
จงอย่าเปียกแม้เพียงกีบเท้าม้าเหล่านี้เลย แล้วเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาอัน
เต็มเปี่ยมไปบนหลังน้ำนั่นแล เสด็จข้ามแม่น้ำแม้อื่นอีกที่กว้างตั้งกึ่งโยชน์
ก็อย่างนั้นเหมือนกัน เสด็จถึงแม่น้ำใหญ่สายที่ ๓ ชื่อว่า จันทภาคาแล้ว
เสด็จข้ามแม่น้ำแม้นั้น ด้วยการทำสัจจะอธิษฐานนั้นเหมือนกัน.
ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้นเอง แม้พระศาสดาทรงออกจากพระมหา-
กรุณาสมาบัติแล้ว ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นว่า วันนี้พระเจ้า
มหากัปปินะ จะทรงสละละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์ผู้เป็นบริวาร
๑,๐๐๐ คน จักเดินทางมาสิ้นหนทาง ๓๐๐ โยชน์ เพื่อบวชในสำนักของ
เรา แล้วทรงดำริว่า เราควรทำการต้อนรับพวกเขาเหล่านั้น แล้วทรงทำ
การชำระพระสรีระแต่เช้าตรู่ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จเที่ยวไป
บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เฉพาะพระ-
องค์เองเท่านั้น เสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งขัดสมาธิบัลลังก์ที่โคนต้น
นิโครธใหญ่ ทรงเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประการไป ณ ที่เฉพาะ
ต่อท่า ที่พระราชาเป็นต้นเหล่านั้นข้าม ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 353 (เล่ม 52)

พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้น กำลังพากันข้ามท่านั้นอยู่ ก็พลัน
แลดูพระพุทธรัศมีที่แผ่ซ่านไปทางโน้นทางนี้ ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงความตกลงใจด้วยการเห็นเท่านั้นว่า พวกเรามาเพื่อมุ่งพระศาสดาพระ-
องค์ใด นี่คือพระศาสดาพระองค์นั้นแน่นอน ดังนี้แล้ว ตั้งแต่ที่ที่เห็นแล้ว
ก็น้อมกายลง กระทำการนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. พระราชาทรงจับที่ข้อพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวาย
บังคมพระศาสดา แล้วประทับนั่งพร้อมกับอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน ณ ที่
สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นแล้ว. ใน
เวลาจบพระธรรมเทศนา พระราชาพร้อมกับบริษัท ทรงดำรงอยู่ในพระ-
อรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :-
พระพิชิตมาร ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่า
ปทุมุตตระ ปรากฏในอัษฎากาศเหมือนพระอาทิตย์ปรากฏ
ในอากาศ ในสรทกาลฉะนั้น พระองค์ยังดอกบัวคือ
เวไนยสัตว์ให้บานด้วยพระรัศมี คือพระดำรัส สมเด็จ
พระโลกนายกทรงยังเปือกตม คือกิเลส ให้แห้งไปด้วย
พระรัศมี คือพระปรีชา ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์
เสียด้วยพระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัด
ความมืดฉะนั้น สมเด็จพระทิพากรเจ้า ทรงส่องแสง
สว่างจ้า ทั้งกลางคืนและกลางวัน ในที่ทุกหนทุกแห่ง
เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ เหมือนสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ
ทรงยังเมฆ คือธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆ
ยังฝนให้ตกฉะนั้น.
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๓.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 354 (เล่ม 52)

ครั้งนั้น เราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระนครหังสวดี ได้
เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระนามว่า ปทุมุตตระ
ซึ่งกำลังประกาศคุณของพระสาวกผู้มีสติ ผู้กล่าวสอน
ภิกษุทั้งหลายอยู่ ทรงยังใจของเราให้ยินดี เราได้ฟังแล้ว
เกิดมีปีติโสมนัส นิมนต์พระตถาคต พร้อมด้วยศิษย์ ให้
เสวยและฉันแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น.
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีส่วนเสนอด้วย
หงส์ มีพระสุรเสียงเหมือนหงส์และมโหระทึก ได้ตรัสว่า
จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้แกล้วกล้าในการตัดสิน หมอบ
อยู่แทบเท้าของเรา มีกายประดุจลอยขึ้นและมีใจฟูด้วย
ปีติ มีวรรณะเหมือนแสงแห่งแก้วมุกดา งดงามนัยน์ตา
และหน้าผ่องใส มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการ
มียศใหญ่ มหาอำมาตย์นี้ เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุ
ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ เพราะพลอยยินดีด้วยการบริจาค
บิณฑบาตนี้ และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เขาจักไม่เข้า
ถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป จักเสวยความเป็นผู้มีโชคดีใน
หมู่ทวยเทพ และจักเสวยความเป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์
จักบรรลุถึงพระนิพพานด้วยผลกรรมส่วนที่เหลือ ในแสน
กัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ทรงสมภพ
ในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
มหาอำมาตย์นี้ จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของ

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 355 (เล่ม 52)

พระศาสดามีนามว่า กัปปินะ ต่อแต่นั้น เราก็ได้ทำ
สักการะด้วยดีในพระศาสนาของพระชินสีห์ ละร่าง
มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต.
เราครองราชย์ในเทวดาและมนุษย์ โดยเป็นส่วน ๆ.
แล้ว เกิดในสกุลช่างหูก ที่ตำบลบ้านใกล้พระนคร
พาราณสี เรากับภรรยามีบริวารแสนคน ได้อุปัฏฐากพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้ถวายโภชนาหารตลอด
ไตรมาส แล้วให้ครองไตรจีวร เราทั้งหมดจุติจากอัตภาพ
นั้นแล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทศ เราทั้งหมดจุติจาก
สวรรค์นั้นแล้ว กลับมาเป็นมนุษย์อีก พวกเราเกิดใน
กุกกุฏบุรี ข้างป่าหิมพานต์ เราได้เป็นราชโอรสผู้มียศ
ใหญ่ พระนามว่า กัปปินะ พวกที่เหลือเกิดในสกุล
อำมาตย์ เป็นบริวารของเรา เราเป็นผู้ถึงความสุข อัน
เกิดแต่ความเป็นมหาราชา ได้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์
ทุกประการ ได้สดับข่าวสาสน์อุบัติของพระพุทธเจ้า ที่
พวกพ่อค้าบอกดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้เอกอัครบุคคลไม่มี
ใครเสมอเหมือน เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรง
ประกาศพระสัทธรรม อันเป็นธรรมไม่ตาย เป็นอุดมสุข
และสาวกของพระองค์เป็นผู้หมั่นขยัน พ้นทุกข์ ไม่มี
อาสวกิเลส
ครั้นเราได้สดับคำของพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ได้ทำการ
สักการะพวกพ่อค้าสละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 356 (เล่ม 52)

เป็นพุทธมามกะ พากันออกเดินทาง ได้พบแม่น้ำมหา-
จันทานที มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้งไม่มีท่าน้ำ
ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เราระลึก
ถึงพระพุทธคุณแล้ว ก็ข้ามแม่น้ำไปได้โดยสวัสดี ถ้า
พระพุทธองค์ทรงข้ามกระแสน้ำคือภพไปได้ ถึงที่สุดแห่ง
โลก ทรงรู้แจ้งชัดไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การ
ไปของเราจงสำเร็จ ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความ
สงบได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรมสงบระงับ
นำความสุขมาให้ได้ไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การไป
ของเราจงสำเร็จ ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นหนทางกันดาร
ไปได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็
ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะ
อันประเสริฐ ดังนี้ น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง.
ลำดับนั้น เราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ใจ
ได้โดยสะดวก ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ เหมือน
พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย ดังภูเขาทองที่ลุกโพลง เหมือน
ไม้ประทีปที่ถูกไฟไหม้โชติช่วง ผู้อันสาวกแวดล้อม
เปรียบดังพระจันทร์ที่ประกอบด้วยดวงดาว ยังเทวดา
และมนุษย์ให้เพลิดเพลิน ปานท้าววาสวะผู้ยังฝน คือ
รัตนะให้ตกลง เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคมแล้ว
เฝ้าอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 357 (เล่ม 52)

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเรา ได้
แสดงพระธรรมเทศนา เราฟังธรรมอันปราศจากมลทิน
แล้ว ได้กราบทูลพระพิชิตมารว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า
ขอได้ทรงโปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด พวก
ข้าพระองค์เป็นผู้ลงสู่ภพแล้ว พระมหามุนีผู้สูงสุดได้ตรัส
ว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดี
แล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุด
แห่งทุกข์เถิด พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคนล้วน
ทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว เป็นภิกษุผู้
โสดาบันในพระศาสนา ต่อแต่นั้น พระผู้นำชั้นพิเศษ ได้
เสด็จเข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้ว ทรงสั่งสอนเรา เราอัน
พระพิชิตมารทรงสั่งสอนแล้วได้บรรลุพระอรหัต ลำดับนั้น
เราได้สั่งสอนภิกษุพันรูป แม้พวกเขาทำตามคำสอนของ
เรา ก็เป็นผู้ไม่มีอาสนะ พระพิชิตมารทรงพอพระทัยใน
คุณข้อนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ณ
ท่ามกลางมหาชนว่า ภิกษุกัปปินะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ ธรรมที่ได้ทำไว้ในแสนกัป ได้
แสดงผลให้เราในครั้งนี้ เราพ้นจากกิเลสดุจดังลูกศรที่
พ้นจากแล่ง เราได้เผากิเลสของเราแล้ว เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว . . . ฯ ล ฯ . . .พระพุทธศาสนา เราได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 358 (เล่ม 52)

ก็ชนเหล่านั้นทั้งหมด ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงพากันขอ
บวชกะพระศาสดา. พระศาสดาตรัสกะชนเหล่านั้นว่า พวกเธอ จงเป็น
ภิกษุมาเถิด. การบรรพชาและอุปสมบทนั้นนั่นแล จึงได้มีแล้วแก่ชน
เหล่านั้น. พระศาสดาทรงอาศัยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น จึงได้เสด็จไปยัง
พระเชตวัน โดยอากาศ.
ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพวกภิกษุผู้เป็นอันเต-
วาสิกของท่านมหากัปปินะนั้นว่า ภิกษุทั้งหลายกัปปิยนะแสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลายบ้างไหม ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระเถระย่อมไม่แสดง, ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อยประกอบความเพียรอยู่ด้วย
ความสุขในทิฏฐิธรรมอยู่ ไม่ยอมให้แม้เพียงแต่โอวาท ดังนี้. พระศาสดา
จึงทรงให้เรียกหาพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า กัปปินะ ได้ยินว่า เธอ
ไม่ยอมให้แม้เพียงโอวาทแก่พวกอันเตวาสิก จริงไหม ? พระเถระกราบทูล
ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า
พราหมณ์ เธออย่าทำอย่างนั้น, ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรมแก่
พวกภิกษุผู้เข้าไปหาแล้ว. พระเถระรับพระดำรัสพระศาสดา ด้วย
เศียรเกล้าว่า ดีละ พระพุทธเจ้าข้า แล้วให้พระสมณะ ๑,๐๐๐ รูปดำรงอยู่
ในพระอรหัต ด้วยโอวาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระ-
ศาสดาเมื่อจะตั้งตำแหน่งพระเถระผู้สาวกของพระองค์ ตามลำดับ จึงทรง
ตั้งเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย. ต่อมาวัน
หนึ่ง พระเถระ เมื่อจะกล่าวสอนนางภิกษุณีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถา๑เหล่า
นี้ว่า :-
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๒.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 359 (เล่ม 52)

ผู้ใดพิจารณาเห็นแจ้ง หรือแสวงหาประโยชน์ ย่อม
พิจารณาเห็นกิจทั้งสอง คือสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็น
ประโยชน์อันยังไม่มาถึง ได้ก่อนอมิตรหรือศัตรูของผู้นั้น
ซึ่งคอยแสวงหาช่องอยู่ไม่ทันเห็น ผู้นั้นเรียกว่าผู้มีปัญญา
ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้ว
โดยลำดับตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมยัง
โลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์เพ็ญพ้นจากกลีบเมฆ
ฉะนั้น จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ อบรมดีแล้วหาประมาณ
มิได้ เป็นจิตประคองไว้แล้วเป็นนิตย์ ย่อมยังทิศทั้งปวง
ให้สว่างไสว บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมีชีวิต
อยู่ได้เป็นแน่แท้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญา ถึงจะมีทรัพย์
ก็เป็นอยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว
เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ.
นรชนในโลกนี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้ในเวลาที่
ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข ธรรมนี้มิใช่มีในวันนี้
ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ และไม่ใช่ไม่เคยมีมาแล้ว แต่ดู
เหมือนเป็นของที่ไม่เคยมีในโลก ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตาย
เมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความตายแน่แท้
สัตว์ที่เกิดมาแล้ว ๆ ในโลกนี้ ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะ
สัตว์ทั้งหลาย มีอย่างนี้เป็นธรรมดา ชีวิตอันใดเป็นประ-
โยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่น ชีวิตอันนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์
แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว อันการร้องไห้ถึงที่ตายไปแล้ว ย่อม

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 360 (เล่ม 52)

ไม่ทำให้เกิดผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ สมณะ
และพราหมณ์ไม่สรรเสริญเลย การร้องไห้ ย่อม
เบียดเบียนจักษุและร่างกายทำให้เสื่อมวรรณะ กำลัง
และความคิด ชนทั้งหลายผู้เป็นข้าศึก ย่อมมีจิตยินดี
ส่วนชนผู้เป็นมิตร ก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้น
บุคคลพึงปรารถนาท่านผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูตให้
อยู่ในสกุลของตน เพราะกิจทุกอย่างจะสำเร็จได้ ก็ด้วย
กำลังปัญญาของท่านที่เป็นนักปราชญ์ และเป็นพหูสูต
เท่านั้น เหมือนบุคคลข้ามแม่น้ำอันเต็มฝั่งด้วยเรือฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคตํ ความว่า ยังไม่มาถึง คือยัง
ไม่ประสบ.
บทว่า ปฏิกจฺจ แปลว่า ก่อนกว่านั่นเทียว.
บทว่า ปสฺสติ แปลว่า ย่อมเห็น.
บทว่า อตฺถํ ได้แก่ กิจ.
บทว่า ตํ ทฺวยํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
บทว่า วิทฺเทสิโน ได้แก่ อมิตร.
บทว่า หิเตสิโน ได้แก่ มิตร.
บทว่า รนฺธํ ได้แก่ ช่อง.
บทว่า สเมกฺขมานา แปลว่า ผู้แสวงหา. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบาย
ไว้ว่า บุคคลใด เห็นไตร่ตรองพิจารณาถึงกิจทั้ง ๒ อย่างคือ สิ่งที่จะนำ
ประโยชน์ และไม่นำประโยชน์มาให้แก่ตน อันยังไม่มาถึง ด้วยปัญญา

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 361 (เล่ม 52)

จักษุเหมือนเรา ได้ก่อนกว่า, อมิตรของบุคคลผู้นั้น หรือมิตรโดยมี
อัธยาศัยไม่เกื้อกูลกัน แสวงหาช่อง โดยอัธยาศัยที่เกื้อกูลกัน ย่อมไม่เห็น
ได้, บุคคลผู้มีปัญญาเช่นนั้น มีความประพฤติไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้น
พวกท่าน พึงเป็นผู้ประพฤติเช่นนั้นเถิด.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงคุณในการเจริญอานาปานสติ เพื่อจะ
ประกอบบทเหล่านั้นในคาถานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า อานาปานสตี
ยสฺส ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อานํ ได้แก่ ลมหายใจออก. บทว่า
อปานํ ได้แก่ ลมหายใจเข้า. สติมีการกำหนดลมหายใจออก และลม
หายใจเข้าเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อานาปานสติ. ก็ในที่นี้ เมื่อว่าถึงหัวข้อ
แห่งสติ ท่านประสงค์ถึงการเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสตินั้น.
บทว่า ยสฺส ได้แก่ พระโยคีรูปใด.
บทว่า ปริปุณฺณา สุภาวิตา ความว่า อบรมให้เจริญด้วยดี บริบูรณ์
โดยประการทั้งปวง ด้วยความบริบูรณ์แห่งสติปัฏฐาน ๔ และอาการ ๑๖
และด้วยความบริบูรณ์แห่งโพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติทั้งหลาย.
บทว่า อนุปุพฺพํ ปริจิตา ยถา พุทฺเธน เทสิตา ความว่า อบรม
แล้ว คือเสพ ได้แก่ เจริญตามลำดับ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ โดย
เนื้อความเป็นต้นว่า ภิกษุนั้น มีสติกำหนดลมหายใจออก ดังนี้.
บทว่า โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ความว่า
พระโยคาจรนั้น พ้นจากอุปกิเลสมีอวิชชาเป็นต้นแล้ว ย่อมยังสังขารโลก
ที่ตกลงสู่สันดานของตน และที่ตกลงสู่สันดานของบุคคลอื่น ให้สว่างไสว
แจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างแห่งญาณ เปรียบเหมือนพระจันทร์ พ้นแล้วจาก

361