พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 322 (เล่ม 52)

อรรถกถาทสกนิบาต
อรรถกถากาฬุทายีเถรคาถาที่ ๑
ในทสกนิบาต มีคาถาของท่านพระกาฬุทายีเถระ ว่า องฺคาริโน
ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านพระ-
กาฬุทายีเถระแม้นี้ เกิดในเรือนอันมีสกุล ในพระนครหังสวดี เมื่อฟัง
พระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้
ในตำแหน่งแห่งผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส แล้วทำกรรมตั้งความปรารถนาเพื่อ
ตำแหน่งนั้นแล้ว.
เขาทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ
มนุษยโลก จึงถือปฏิสนธิในเรือนอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นแล ในวัน
เดียวกันกับพระโพธิสัตว์ของพวกเราถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระมารดา,
เกิดก็เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์เหมือนกัน ดังนั้น ในวันนั้น
นั่นแหละ พวกญาติจึงให้เด็กนั้นนอนบนเทริดที่ทำด้วยเนื้อผ้าดีชนิดหนึ่ง
พากันนำไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์.
จริงอยู่ สหชาติ ๗ เหล่านั้นคือ ต้นโพธิพฤกษ์ ๑ พระมารดาของ
พระราหุล ๑ ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ขุม ๑ ช้างตระกูลอาโรหนิยะ ๑ ม้า
กัณฐกะ ๑ นายฉันนะ ๑ กาฬุทายี ๑ ได้เกิดพร้อมดับพระโพธิสัตว์
เพราะเกิดในวันเดียวกันนั่นแล. ครั้นในวันตั้งชื่อ พวกญาติก็พากันตั้งชื่อ
เขาว่าอุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตรื่นเริงเบิกบาน แต่

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 323 (เล่ม 52)

เพราะมีผิวพรรณค่อนข้างดำไปหน่อย จึงปรากฏชื่อว่า กาฬุทายี. กาฬุ-
ทายีนั้น ถึงความเจริญขึ้นแล้ว เมื่อจะเล่นตามประสาเด็ก ก็เล่นกับพระ-
โพธิสัตว์.
ต่อมาภายหลัง เมื่อพระโลกนาถเจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว
บรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร
ให้เป็นไปแล้ว ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร,
พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงส่งอำมาตย์
ผู้หนึ่ง มีบุรุษ ๑,๐๐๐ คน เป็นบริวารไป ด้วยตรัสสั่งว่า จงนำลูกเรา
มาในที่นี้. กาฬุทายีอำมาตย์นั้นไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาทรงแสดงธรรม
จึงยืนฟังธรรมอยู่ข้างท้ายบริษัท พร้อมด้วยบุรุษก็บรรลุพระอรหัต.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสกะทุกคนนั้น
ว่า พวกเธอ จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง คนทั้งหมด
ก็ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นดังพระเถระมีอายุ ๖๐ ปี
ก็จำเดิมแต่บรรลุพระอรหัตแล้ว พระอริยะทั้งหลายก็เป็นผู้มีตนเป็นกลาง,
เพราะฉะนั้น จึงมิได้กราบทูลแด่พระทศพลให้ทรงทราบ ถึงสาสน์ที่
พระราชาส่งไป. พระราชาทรงดำริว่า ส่วนแห่งกำลังคนที่มอบหมาย
หน้าที่ให้ ก็ไม่ยอมกลับมา ข่าวสาสน์ก็ไม่ได้ยินเลย, ดังนี้แล้ว จึงทรงส่ง
อำมาตย์อีกคนหนึ่ง พร้อมด้วยบุรุษ ๑,๐๐๐ คนไปอีก. เมื่ออำมาตย์นั้น
ปฏิบัติตามกันอย่างนั้น พระราชาจึงทรงส่งอำมาตย์คนอื่นไปอีก รวมส่ง
บุรุษถึง ๙,๐๐๐ คน พร้อมกับอำมาตย์อีก ๙ คน ด้วยประการฉะนี้, คน
ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พากันนิ่งเฉยเสีย.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า คนมีประมาณตั้งเท่านี้ ช่างไม่มี

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 324 (เล่ม 52)

ความรักเยื่อใยในเราเสียเลย ไม่ยอมกราบทูลคำอะไร ๆ แด่พระทศพล
เพื่อการเสด็จมาในที่นี้, แต่อุทายีคนนี้แล เป็นผู้มีวัยเสมอกันกับพระ-
ทศพล เคยร่วมเล่นฝุ่นมาด้วยกัน และจักมีความรักเยื่อใยในเรา เราจัก
ส่งเจ้าคนนี้ไป ดังนี้ จึงทรงมีรับสั่งให้เรียกอุทายีนั้นมาแล้ว ตรัสว่า
พ่อคุณเอ๋ย ! พ่อ พร้อมด้วยบุรุษเป็นบริวาร ๑,๐๐๐ คน จงไปยังกรุง
ราชคฤห์แล้ว นำพระทศพลมาให้ได้ ดังนี้แล้ว จึงทรงส่งไป. ฝ่าย
กาฬุทายีอำมาตย์นั้น เมื่อจะไปจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลี
พระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม หากข้าพระองค์จักได้การบวชไซร้
ข้าพระองค์จึงจักนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามาในที่นี้ ดังนี้ มีพระดำรัสตอบว่า
เธอจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ขอให้แสดงบุตรแก่เราก็แล้วกัน ดังนี้แล้ว
จึงไปยังกรุงราชคฤห์ พอดีในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม จึงยืนฟัง
ธรรมอยู่ข้างท้ายบริษัท พร้อมด้วยบริวารก็บรรลุพระอรหัต ดำรงอยู่ใน
ความเป็นเอหิภิกขุ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :-
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐ-
บุรุษของโลก ผู้คงที่ เสด็จดำเนินทางไกล เที่ยวจาริก
ไปในเวลานั้น เราได้ถือเอาดอกปทุม ดอกอุบล และ
ดอกมะลิซ้อนอันบานสะพรั่ง และถือข้าวสุกชั้นพิเศษมา
ถวายแด่พระศาสดา พระมหาวีรชินเจ้า เสวยข้าว
ชั้นพิเศษ อันเป็นโภชนะที่ดี และทรงรัดดอกไม้นั้นแล้ว
ทรงยังเราให้รื่นเริงว่า ผู้ใดได้ถวายดอกปทุมอันอุดม
เป็นที่ปรารถนา เป็นที่น่าใคร่ในโลกนี้แก่เรา ผู้นั้นทำ
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๖.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 325 (เล่ม 52)

กรรมที่ทำได้ยากนัก ผู้ใดได้บูชาดอกไม้ และได้ถวาย
ข้าวชั้นพิเศษแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย
จงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติ ๑๘ ครั้ง
ดอกอุบล ดอกปทุม และดอกมะลิซ้อน จะมีในเบื้องบน
ผู้นั้น ด้วยผลแห่งบุญนั้น ผู้นั้นจักสร้างหลังคาอันประกอบ
ด้วยของหอมอันเป็นทิพย์ไว้ในอากาศ จักทรงไว้ในเวลา
นั้น จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็น
พระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๕๐๐ ครั้ง ในกัปที่
แสน พระศาสดามีพระนานว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์
พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นปรารถนา
ในกรรมของตน อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็นบุรุษ
ผู้มีชื่อเสียง ทำความเพลิดเพลินให้เกิดแก่เจ้าศากยะ
ทั้งหลาย แต่ภายหลังผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักบวช
จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ นิพพาน
พระโคดมผู้เผ่าพันธุ์ของโลก จักทรงตั้งผู้นั้นซึ่งบรรลุ
ปฏิสัมภิทา ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะใน
เอตทัคคสถาน ผู้นั้นมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบ
ระงับ ไม่มีอุปธิ จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า
อุทายี เรากำจัดราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะ
ได้แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ เรา
ยังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงโปรดปราน มีความเพียร
มีปัญญา และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลื่อมใส ทรง

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 326 (เล่ม 52)

ตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา
๔ ...ฯลฯ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จ
แล้ว ดังนี้.
ก็ท่านพระกาฬุทายี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงคิดว่า รอก่อน
กาลนี้ยังไม่สมควร เพื่อการเสด็จไปสู่พระนครอันเป็นสกุลเดิมของพระ-
ทศพล, แต่เมื่อถึงฤดูฝนแล้ว ไพรสณฑ์จะมีดอกไม้บานสะพรั่ง จึงจัก
เป็นกาลเหมาะเพื่อการเสด็จไป บนภูมิภาคที่ดารดาษด้วยติณชาติเขียวขจี
ดังนี้แล้ว จึงเฝ้ารอกาล เมื่อถึงฤดูฝนแล้ว พอจะพรรณนาชมหนทางไป
เพื่อการเสด็จไปยังพระนครอันเป็นสกุลเดิมของพระศาสดา จึงกล่าวคาถา๑
เหล่านี้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ หมู่ไม้ทั้งหลาย มีดอก
และใบสีแดงดุจถ่านเพลิง ผลิผลสลัดใบเก่าร่วงหล่นไป
หมู่ไม้เหล่านั้นงดงามรุ่งเรื่องดุจเปลวเพลิง ข้าแต่พระองค์
ผู้มีความเพียรใหญ่ เวลานี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่
พระญาติ ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลายมี
ดอกบานงดงามดี น่ารื่นรมย์ใจ ส่งกลิ่นหอมพุ่งตลบไป
ทั่วทิศโดยรอบ ผลัดใบเก่า ผลิดอกออกผล เวลานี้เป็น
เวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้ ขอเชิญพระพิชิตมาร
เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤดูนี้
ก็เป็นฤดูที่ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย ทั้ง
มรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลาย จง
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๐.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 327 (เล่ม 52)

ได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหิณี อันมีปากน้ำอยู่ทางทิศใต้
เถิด ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืชด้วยความ
หวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทรด้วยความ
หวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ ด้วยความหวังผลอันใด
ขอความหวังผลอันนั้น จงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิดชาวนา
หว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ ชาวนาไถนาบ่อย ๆ แว่น
แคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อย ๆ พวกยาจกเที่ยวขอ
ทานบ่อย ๆ ผู้เป็นทานบดีให้บ่อย ๆ ครั้นให้บ่อย ๆ
แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ บุรุษผู้มีความเพียร มี
ปัญญากว้างขวาง เกิดในสกุลใด ย่อมยังสกุลนั้นให้
บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า
พระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อม
ทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้ว
โดยอริยชาติ ได้สัจนามว่า เป็นนักปราชญ์ สมเด็จ
พระบิดาของพระองค์ ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรง
พระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้ามายาพระมเหสี
ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหาร
พระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์ เสด็จ
สวรรคตไปบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ สมเด็จพระนางเจ้า
มายาเทวีนั้น ครั้นสวรรคตจุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่ง-
พร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม
บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ อาตมภาพเป็นบุตรของพระ-

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 328 (เล่ม 52)

พุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจาก
พระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร
พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่ง
อาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกา
ของอาตมภาพโดยธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคาริโน ได้แก่ถ่านเพลิง ซึ่งแปลว่า
ดุจถ่านเพลิง, ชื่อว่า องฺคาริโน เพราะอรรถว่า หมู่ไม้ทั้งหลายเหล่านั้น
มีดอกและใบ มีสีดังแก้วประพาฬแดง, อธิบายว่า ดุจฝนถ่านเพลิง เกลื่อน
กล่นด้วยตุ่มดอกไม้โกสุมสีแดงเข้ม.
บทว่า อิทานิ แปลว่า ในกาลนี้.
บทว่า ทุมา แปลว่า ต้นไม้ทั้งหลาย.
บทว่า ภทนฺเต ได้แก่ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน
เพราะเหตุนั้น ท่านผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ เขาจึงเรียกว่า ภทนฺเต
เพราะทำการลบ ท อักษรเสียอักษรหนึ่ง, แต่พระศาสดาเป็นผู้เลิศกว่าผู้
ประกอบด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น คำว่า ภทนฺเต จึงเป็นคำ
ร้องเรียกสำหรับพระศาสดา. ก็คำว่า ภทนฺเต นี้ เป็นคำปฐมาริภัตติ มี
ที่สุดอักษรเป็น เอ ดุจในประโยค เป็นต้นว่า ถ้าทำกรรมดีบ้าง กรรม
ชั่วบ้าง ก็ได้รับความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดังนี้. แต่ในที่นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า
ภทนฺเต ลงในอรรถว่า การตรัสรู้ชอบ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ภทนฺเต เป็นอาลปนะ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภทนฺต ศัพท์เดียวที่มี
ในระหว่างบท มีความหมายเสมอกับ ภทฺท ศัพท์.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 329 (เล่ม 52)

ชื่อว่า ผเลสิโน เพราะอรรถว่า ย่อมต้องการเผล็ดผล. อธิบายว่า
จริงอยู่ แม้เมื่อไม่มีเจตนา แต่กลับยกขึ้นสู่กิริยาที่มีเจตนาแล้ว กล่าว
เหมือนปรารภที่จะเด็ดผล จนถึงเวลาที่เด็ดเอาผลอันเผล็ดแล้ว ย่อมมุ่งจะ
ให้เหล่ากอสูญสิ้นไปฉะนั้น.
บทว่า ฉทนํ วิปฺปหาย ได้แก่ สลัดใบไม้เก่า ๆ คือใบไม้เหลือง
ทั่วไปทิ้งเสีย. บทว่า เต โยค ทุมา แปลว่า ต้นไม้เหล่านั้น.
บทว่า อจฺจิมนฺโต ว ปภาสยนฺติ ความว่า ย่อมส่องสว่างทั่วทุกทิศ
ดุจเปลวไฟ หรือดุจกองไฟที่ลุกโพลง.
บทว่า สมโย ได้แก่กาล คือกาลพิเศษแห่งคำว่า เพื่ออนุเคราะห์.
บทว่า มหาวีร ได้แก่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความกล้าหาญมาก.
บทว่า ภาคี รสานํ ได้แก่ ผู้มีส่วนแห่งอรรถรส สมจริงดังคำที่
พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เป็น
ผู้มีส่วนแห่งอรรถรส และธรรมรส ดังนี้เป็นต้น . ก็คำว่า มหาวีร ภาคี
แม้นี้ บัณฑิตพึงทราบทั้งสองคำว่า กล่าวมุ่งถึงการตรัสรู้. ก็พระราชา
องค์ต้น ชื่อว่า ภคีรถ ในปาฐะว่า ภาคีรถานํ, อธิบายว่า พวกเจ้าศากยะ
เป็นพระราชาก่อน เพราะตั้งวงศ์ก่อนกว่าเขา เพื่ออุปการะพระราชา
เหล่านั้น.
บทว่า ทุมานิ ท่านกล่าวไว้โดยความเป็นลิงควิปลาส, ได้แก่ ทุมา
แปลว่า ต้นไม้ทั้งหลาย.
บทว่า สมนฺตโต สพฺพทิสา ปวนฺติ ความว่า หมู่ไม้ทั้งหลาย มี
ดอกบานแล้ว ในทิศทั้งปวง โดยรอบ คือโดยทุกพื้นที่ เพราะบานแล้ว
อย่างนั้น จึงส่งกลิ่น คือปล่อยกลิ่นหอมฟุ้งไปทุกทิศ.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 330 (เล่ม 52)

บทว่า อาสมานา ได้แก่ หวังอยู่ คือต้องการจะเก็บเอาผล. พระ-
เถระครั้นแสดงถึงความรื่นรมย์แห่งหนทางที่จะไป เพราะงดงามด้วยหมู่ไม้
อย่างนี้แล้ว บัดนี้จึงแสดงถึงความสมบูรณ์แห่งฤดู ด้วยคำว่า เนวาติสีตํ
ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า สุขา ฤดูที่สบาย คือน่าปรารถนา เพราะความเป็นฤดูไม่
หนาวนัก ไม่ร้อนนัก.
บทว่า อุตุ อทฺธนิยา ได้แก่ ฤดูประกอบด้วยหนทางไกล ที่ควรไป.
บทว่า ปสฺสนฺตุ ตํ สากิยา โกลิยา จ ปจฺฉามุขํ โรหินิยํ ตรนฺตํ
ความว่า แม่น้ำชื่อว่า โรหิณี มีปากน้ำอยู่ทางทิศใต้ ไหลไปทางทิศเหนือ
ระหว่างสากิยะชนบทและโกลิยะชนบท. และไหลจากทิศตะวันออกเฉียงใต้
แห่งแม่น้ำนั้นไปยังกรุงราชคฤห์ เพราะฉะนั้น เมื่อจะข้ามแม่น้ำจากกรุง
ราชคฤห์ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ จึงต้องข้ามที่ปากน้ำทางทิศใต้. เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปสฺสนฺตุ ตํ ฯเปฯ ตรนฺตํ ดังนี้เป็นต้น. พระเถระพยายาม
อ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อการเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ว่า ชาว
สากิยะและโกลิยะชนบท จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อล่วงถึงปากแม่น้ำ
โรหิณี ทางทิศใต้.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศความปรารถนาของตนด้วยข้ออุปมา
จึงกล่าวคาถาว่า อาสาย กสเต ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อาสาย กสเต เขตฺตํ ความว่า ชาวนา เมื่อจะไถนา ก็
ไถนาด้วยความหวังผล.
บทว่า พีชํ อาสาย วปฺปติ ความว่า ก็ครั้นไถแล้ว เมื่อจะหว่าน
พืช ก็หว่าน คือหยอดพืชด้วยความหวังผล

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 331 (เล่ม 52)

บทว่า อาสาย วาณิชา ยนฺติ ความว่า พวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์
ย่อมแล่นเรือไปสู่มหาสมุทร เพื่อข้ามมหาสมุทร คือเพื่อเข้าไปยังประเทศ
หนึ่ง ด้วยความหวังทรัพย์.
บทว่า ยาย อาสาย ติฏฺฐามิ ความว่า พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ข้าพระองค์ก่อยู่ในที่นี้ด้วยความหวัง คือความ
ปรารถนาผลอันใด คือด้วยความต้องการจะให้พระองค์เสด็จไปกรุงกบิล-
พัสดุ์, ขอความหวังข้อนั้นของข้าพระองค์จงสำเร็จเถิด. พระองค์ควร
เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ได้แล้ว ดังนี้, ก็ในข้อนี้ พระเถระกล่าวถึงความ
พอใจคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำว่า อาสา เพราะเป็นเช่นกับความหวัง.
พระเถระเพื่อจะแสดงถึงเหตุแห่งการอ้อนวอนตั้งหลายครั้ง โดยมี
การพรรณนาถึงหนทางที่จะเสด็จไปเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า ปุนปฺปุนํ ดังนี้
เป็นอาทิ.
ความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- เมื่อหว่านพืชด้วยเพียงการหว่านครั้ง
เดียวยังไม่สมบูรณ์ พวกชาวนา ย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ คือหว่านซ้ำเป็น
ครั้งที่ ๒ ที่ ๓ อีก, แม้เทพเจ้าผู้เป็นเจ้าแห่งฝนไม่ตกครั้งเดียวเท่านั้น
แต่ตกบ่อย ๆ คือตกตามฤดูกาลที่สมควร. ถึงพวกชาวนา ก็มิใช่ไถนา
เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ไถนาบ่อยๆ เพื่อทำดินให้ร่วน หรือทำโคลนให้
เป็นเทือก อันจะมีประโยชน์ทำให้ข้าวกล้าสมบูรณ์, แว่นแคว้นย่อมเข้าถึง
คือเข้าถึงความสมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร มีข้าวสาลีเป็นต้นบ่อย ๆ ที่พวก
มนุษย์น้อมนำเข้าไป ด้วยอำนาจการเก็บไว้ในยุ้งฉางเป็นต้น เพราะทำการ
สงเคราะห์ธัญชาติครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ยินดีว่า เท่านี้ก็เพียงพอละ.
แม้พวกยาจกเที่ยวไป คือเข้าไปขอยังสกุลทั้งหลายบ่อย ๆ มิใช่ขอ

331