พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 302 (เล่ม 52)

เมื่อใด เราได้เห็นพระศาสดาผู้ปลอดภัยเป็นครั้งแรก
เมื่อนั้นความสลดใจได้เกิดมีแก่เรา เพราะได้เห็นพระ-
ศาสดาผู้อุดมบุรุษ ผู้ใดนอบน้อมพระศาสดาผู้ทรงสิริ ที่
พระบาทด้วยมือทั้งสอง ผู้นั้นพึงทำพระศาสดาให้ทรง
ยินดีโปรดปราน ครั้งนั้นเราได้ละทิ้งบุตร ภรรยา ทรัพย์
และธัญญาหาร ปลงผมและหนวดออกบวชเป็นบรรพชิต
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์
ทั้งหลาย ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่
พ่ายแพ้ต่อมาร ครั้งนั้นความตั้งใจปรารถนาสำเร็จแก่เรา
เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศร
คือตัณหาขึ้นไม่ได้ ขอจงดูความเพียร ความบากบั่น
ของเราผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว เราระลึก
ชาติก่อน ๆ ได้ ได้ชำระทิพยจักษุหมดจดแล้ว เป็น
พระอรหันต์ผู้ควรแก่ทักษิณา หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิ
ต่อเมื่อราตรีสิ้นไปแล้ว พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เราทำ
ตัณหาทั้งปวงให้เหือดแห้งไป จึงเข้าไปสู่ภายในกุฎีโดย
บัลลังก์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ปฐมํ
แปลว่า ตั้งแต่ครั้งแรก. บทว่า อทฺทกฺขึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว. บทว่า
สตฺถารํ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า.

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 303 (เล่ม 52)

บทว่า อกุโตภยํ แปลว่า ผู้ไม่มีภัย. ก็เนื้อความในข้อนั้น มี
ดังต่อไปนี้ :- ในเวลาที่เราไปพร้อมกับคุณตาของเราได้เห็นเป็นครั้งแรก
ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ชื่อว่า สัตถา เพราะทรงพร่ำสอน
เวไนยสัตว์ ด้วยทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และ
ปรมัตถประโยชน์ ตามสมควร พระองค์ผู้ไม่มีภัย มีความแกล้วกล้าด้วย
เวสารัชญาณ พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ปลอดภัย เพราะไม่มีภัยแม้ในที่ไหน ๆ
เพราะเหตุแห่งภัยทั้งหมด พระองค์ละได้แล้ว ที่ควงไม้มหาโพธินั่นแล,
เพราะได้เห็นพระศาสดานั้น ผู้อุดมบุรุษ คือผู้เป็นบุคคลชั้นยอดในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก เพราะเหตุแห่งการเห็นนั้น คือเพราะการเห็นนั้น
ภายหลังความสลดใจจึงได้เกิดมีแก่เราว่า ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เรา
ไม่ได้โอกาสเพื่อจะเห็นพระศาสดา และเพื่อจะได้ฟังธรรมเลย คือมีญาณ
พร้อมด้วยโอตตัปปะบังเกิดขึ้นแล้ว. ก็เรามีความสลดใจเกิดขึ้นแล้ว จึงได้
คิดอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงด้วยคาถาว่า สิรึ หตฺเถหิ
ดังนี้เป็นต้น.
เนื้อความแห่งบาทคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ :- บุคคลใดคือบุรุษผู้
ต้องการด้วยความเจริญคิดว่า เราจักเป็นผู้อุปัฏฐากอยู่ในสำนักของพระองค์
ดังนี้แล้ว ใช้มือบีบนวดพระบาทนอบน้อม คือพึงนำร่างกายมีสิริเข้าไป
ไว้บนที่นอน บุรุษผู้อาภัพนั้น ต่อเห็นปานนั้น จะให้พระศาสดา
คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้เช่นนั้นทรงยินดีแล้ว คือให้ได้เพียง
ใน ๙ ขณะนี้แล้ว พึงให้โปรดปราน ข้อนั้นพึงผิดหวัง เพราะบุรุษ
นั้นไม่ทำตามพระโอวาท อธิบายว่า ส่วนข้าพเจ้าไม่ได้ทำอย่างนั้น

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 304 (เล่ม 52)

เลย, ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ตทาหํ ฯเปฯ อนคาริยํ ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉฑฺฑยึ แปลว่า เราละแล้ว. บาลีว่า
ฉฑฺฑิยํ ดังนี้ก็มี. ถามว่า พระเถระนี้ ไม่ได้เคยมีภรรยาครอบครองมา
บวช (แต่เล็ก ๆ) แล้ว มิใช่หรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงได้กล่าวว่า เรา
ละทิ้งบุตรและภรรยาเล่า ? ตอบว่า เปรียบเหมือนบุรุษ ตัดต้นไม้ที่ยัง
ไม่เกิดผล เมื่อตัดแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสื่อมจากผลที่ได้แล้วจากต้นไม้
นั้นฉันใด คำอุปมาเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อมนี้ บัณฑิตก็พึงทราบ
ฉันนั้น.
บทว่า สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ความว่า ในที่ที่ภิกษุทั้งหลายเป็น
อยู่ร่วมกัน มีชีวิตอย่างเดียวกัน มีความประพฤติเสมอกัน ด้วยอธิศีลสิกขา
ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสาชีพ คือสิกขาบท
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความเป็น
ภิกษุ ทำสิกขาให้บริบูรณ์ และเป็นผู้ไม่ยอมก้าวล่วงสาชีพ ชื่อว่าเป็นผู้
ทำสิกขาและสาชีพทั้งสองนั้นให้ถึงพร้อม. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงแสดง
ถึงความตั้งมั่นในศีลคือพระปาติโมกข์ อันหมดจดด้วยดี.
บทว่า อินฺทฺริเยสุ สุสํวุโต ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยดี ใน
อินทรีย์ทั้งหลายที่มีใจเป็นที่ ๖ คือผู้มีจักษุทวารเป็นต้น อันปิดดีแล้ว
ด้วยบานประตูคือสติ ด้วยอำนาจการห้ามความเป็นไป แห่งกิเลสมีอภิชฌา
เป็นต้น ที่จะมาปรากฏในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น.
ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อว่าโดยเนื้อความ แม้ศีลที่นอกไปจากนี้ ก็เป็น
อันพระเถระได้แสดงไว้แล้วทีเดียว ด้วยการแสดงความถึงพร้อมแห่งศีล

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 305 (เล่ม 52)

คือปาฏิโมกขสังวรและอินทรียสังวร เพราะเหตุนั้น พระเถระครั้นแสดง
ความถึงพร้อมแห่งจตุปาริสุทธิศีลของตนแล้ว จึงกล่าวถึงภาวนานุโยค
ในพุทธานุสสติ ด้วยคำเป็นต้นว่า นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ นี้.
บทว่า วิหาสึ อปราชิโต ความว่า เราเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ต่อมาร
มีกิเลสมารเป็นต้นอยู่, คือไม่ถูกมารมีกิเลสมารเป็นต้นเหล่านั้น ครอบงำได้
จนได้บรรลุถึงพระอรหัต ได้แก่ โดยที่แท้ เราครอบงำกิเลสมารเป็นต้น
เหล่านั้นนั่นแลอยู่.
บทว่า ตโต ความว่า เพราะเป็นผู้มีศีลหมดจดด้วยดี เลื่อมใสยิ่ง
ในพระศาสดา ดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติเพื่อครอบงำกิเลส.
บทว่า ปณิธี ได้แก่ ปณิธาน ความตั้งใจแน่วแน่, หรือเพราะ
มีความปรารถนาที่ตั้งใจจริง.
บทว่า อาสิ คือ อโหสิ แปลว่า ได้มีแล้ว.
บทว่า เจตโส อภิปตฺถิโต ได้แก่ ความปรารถนาทางใจของเรา.
เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ความปรารถนานั้น เป็นเช่นไร ? ท่านจึง
กล่าวว่า เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศรคือ
ตัณหาขึ้นไม่ได้ ความว่า ความปรารถนาที่ตั้งใจจริง ได้มีแก่เราอย่างนี้ว่า
เราไม่พึงนั่ง คือไม่พึงสำเร็จการนั่งอยู่เปล่า แม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยัง
ถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้จากหัวใจของเรา ด้วยแหนบคืออรหัตมรรค.
ก็พระเถระอธิษฐานจิตอย่างนี้แล้ว เริ่มเจริญภาวนา ให้ราตรี
ล่วงไปด้วยการยืนและการจงกรมเท่านั้น ออกจากรูปสมาบัติแล้ว เริ่มตั้ง
วิปัสสนา โดยมีองค์ฌานเป็นประธานแล้ว ก็ทำให้แจ้งได้ซึ่งพระอรหัต.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 306 (เล่ม 52)

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺส เม ดังนี้เป็นต้น . บทว่า นิรูปธิ
ได้แก่ ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีอุปธิกิเลสเป็นต้น.
บทว่า รตฺยาวิวสาเน ได้แก่ ในเมื่อส่วนแห่งราตรีสิ้นไปแล้ว คือ
เมื่อราตรีสว่างแล้ว.
บทว่า สูริยุคฺคมนํ ปติ ได้แก่ ทำการขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์
ให้เป็นลักษณะ.
บทว่า สพฺพํ ตณฺหํ ได้แก่ ทำกระแสแห่งตัณหาทั้งหมด อันต่าง
โดยประเภทมีกามตัณหาเป็นต้น ให้แห้ง คือให้แห้งเหือดไปด้วยพระ-
อรหัตมรรคได้ ก็เพราะท่านมั่นคงต่อคำปฏิญาณว่า เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่า
ในเมื่อยังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้.
บทว่า ปลฺลงฺเกน อุปาวิสึ ความว่า เรานั่งคู้บังลังก์. คำที่เหลือ
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามหาปันถกเถรคาถา
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
อัฏฐกนิบาต

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 307 (เล่ม 52)

เถรคาถา นวกนิบาต
๑. ภูตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระภูตเถระ
[๓๖๙] เมื่อใด บัณฑิตกำหนดรู้ทุกข์ในเบญจขันธ์ที่ปุถุชน
ทั้งหลายไม่รู้แจ้งว่า ความแก่และความตาย นี้เป็นทุกข์
แล้วจมอยู่ เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้นย่อมไม่ประ-
สบความยินดีในเบญจขันธ์นั้น ยิ่งไปกว่าความยินดีใน
วิปัสสนาและในมรรคผล เมื่อใด บัณฑิตละตัณหาอัน
นำทุกข์มาให้ ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ นำมาซึ่งทุกข์
อันเกิดเพราะความต่อเนื่องแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า
เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความยินดี
ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตถูกต้องทาง
อันสูงสุดเป็นทางปลอดโปร่ง ให้ถึงอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อันเป็นที่ชำระกิเลสทั้งปวง ด้วยปัญญา มีสติ
เพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดียิ่งไป
กว่าการเพ่งพิจารณานั้น เมื่อใด บัณฑิตเจริญสันตบทอัน
ไม่ทำให้เศร้าโศก ปราศจากธุลีอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่ง
ไม่ได้ ให้หมดจดจากกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องตัดกิเลส
เครื่องผูกพันคือสังโยชน์ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบ
ความยินดียิ่งไปกว่าการเจริญสันตบทนั้น เมื่อใด กลอง
คือเมฆอันเกลื่อนกล่นด้วยสายฝน ย่อมคำรนร้องอยู่ใน

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 308 (เล่ม 52)

นภากาศ อันเป็นทางไปแห่งฝูงนกอยู่โดยรอบ และภิกษุ
ไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้
ประสบควานยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งธรรมนั้น
เมื่อใด บัณฑิตมีจิตเบิกบาน นั่งเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่ฝั่ง
แม่น้ำทั้งหลาย อันดารดาษไปด้วยดอกโกสุม และดอก
มะลิที่เกิดในป่า อันวิจิตรงดงาม ย่อมไม่ได้ประสบความ
ยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการนั่งเพ่งพิจารณาธรรมนั้น
เมื่อใด มีฝนฟ้าร้องในเวลาราตรี ฝูงสัตว์ที่มีเขี้ยวก็พากัน
ยินดีอยู่ในป่าใหญ่ และภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่
เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่ง
ไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุกำจัดวิตกทั้ง-
หลายของตน เข้าไปสู่ถ้ำภายในภูเขา ปราศจากความ
กระวนกระวายใจ ปราศจากกิเลสอันตรึงใจ เพ่งพิจารณา
ธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น
ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุมีความสุข
ยังมลทินกิเลส อันตรึงจิตและความโศกให้พินาศ ไม่มี
กลอนประตู คืออวิชชา ไม่มีป่า คือตัณหา ปราศจาก
ลูกศร คือกิเลส เป็นผู้ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เพ่ง-
พิจารณาธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบวามยินดี
อย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณาธรรมนั้น.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 309 (เล่ม 52)

พระภูตเถระผู้เห็นธรรมโดยถ่องแท้ เป็นผู้เดียวดุจนอแรด
ได้ภาษิตคาถา ๙ คาถานี้ไว้ในนวกนิบาต ฉะนี้แล.
จบภูตเถรคาถา
จบนวกนิบาต
อรรถกถานวกนิบาต
อรรถกถาภูตเถรคาถาที่ ๑
ในนวกนิบาต มีคาถาของท่านพระภูตเถระ เริ่มต้นว่า ยทาทุกฺขํ
ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ท่านพระภูตะแม้นี้ เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ในภพนั้น ๆ ได้สั่งสมบุญซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
ไว้ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ เกิดในตระกูล
พราหมณ์ได้นามว่า เสนะ พอรู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง พบพระศาสดา มีใจ
เลื่อมใส จึงชมเชยด้วยคาถา ๔ คาถา มีนัยเป็นต้นว่า อุสภํ ปวรํ ดังนี้.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นลูกชายของเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติมาก
ในบ้านใกล้ประตูนครสาเกต. ได้ยินว่า ท่านเศรษฐีนั้นมีเด็ก ๆ เกิดขึ้น
แล้วหลายคน หากแต่ถูกยักษ์ตนหนึ่ง จับกินเสีย เพราะผูกใจอาฆาตไว้.
แต่สำหรับเด็กคนนี้ พวกภูตพากันยึดถือการรักษาไว้ได้ ก็เพราะความที่
เด็กนี้ เป็นผู้เกิดในชาติสุดท้าย.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 310 (เล่ม 52)

ฝ่ายยักษ์ไปสู่ที่บำรุงของท้าวเวสวัณแล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย. ก็ใน
วันตั้งชื่อ พวกญาติทั้งหลายได้พากันตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า ภูตะ เพราะเมื่อ
ตั้งชื่ออย่างนี้แล้ว พวกอมนุษย์จะอนุเคราะห์บริหารคุ้มครอง. ก็ด้วยผลบุญ
ของตนเอง เด็กนั้นจึงไม่มีอันตราย เจริญวัยแล้ว คำว่าปราสาท ๓ หลัง
ได้มีแล้ว ดังนี้เป็นต้นทั้งหมด พึงทราบราวกะการระบุถึงสมบัติของ
กุลบุตรผู้ทรงยศนั้น.
เด็กนั้นรู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระนครสาเกต
เขาพร้อมกับพวกอุบาสกพากันไปยังวิหาร ฟังธรรมในสำนักของพระ-
ศาสดาแล้วได้เกิดมีศรัทธา บวชแล้วอยู่ในถ้ำใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่า อชกรณี
เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :-
ผู้ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ
ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงชนะวิเศษ มีพระ-
ฉวีวรรณดังทองคำแล้ว ใครจะไม่เลื่อมใสเล่า ผู้เห็น
พระฌานของพระพุทธเจ้า อันเปรียบเหมือนภูเขาหิมวันต์
อันประมาณไม่ได้ ดังสาครอันข้ามได้ยากแล้ว ใครจะ
ไม่เลื่อมใสเล่า ผู้เห็นศีลของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบ
เหมือนแผ่นดินอันประมาณไม่ได้ ดุจมาลัยประดับศีรษะ
อันงดงาม ฉะนั้นแล้ว ใครจะไม่เลื่อมใสเล่า ผู้เห็น
พระญาณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบดุจอากาศอันไม่
กำเริบ ดุจอากาศอันนับไม่ได้ ฉะนั้นแล้ว ใครจะไม่
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๖๖.

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 311 (เล่ม 52)

เลื่อมใสเล่า พราหมณ์ชื่อว่าเสนะ ได้สรรเสริญพระ-
พุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ไม่ทรง
พ่ายแพ้อะไร ด้วยคาถา ๔ คาถานี้แล้ว ไม่ได้เข้าถึง
ทุคติเลยตลอด ๙๘ กัป เราได้เสวยสมบัติอันดีงามมิใช่
น้อย ในสุคติทั้งหลาย ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราสรร-
เสริญพระพุทธเจ้า ผู้นำของโลกแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ได้มี
พระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้สูงศักดิ์ ทรงสมบูรณ์ด้วย
รัตนะ ๗ ประการ มีหมู่พลมาก, กิเลสทั้งหลายของเรา
ถูกเผาไหม้ไปแล้ว . . .ฯ ล ฯ . . . พระพุทธศาสนาเราได้
ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว สมัยต่อมา เมื่อจะทำการ
อนุเคราะห์หมู่ญาติ จึงไปยังพระนครสาเกต ได้รับการบำรุงจากพวกญาติ
๒-๓ วัน ก็ไปอยู่ในป่าไม้อัญชันแล้ว มีความประสงค์จะไปสู่ที่ที่ตนเคย
อยู่แล้วนั่นแลอีก จึงแสดงอาการว่าจะไป. พวกญาติจึงพากันอ้อนวอน
พระเถระว่า นิมนต์อยู่ในที่นี้แหละเจ้าข้า, ตัวท่านเองก็จักไม่ลำบาก, ถึง
พวกผมก็จักได้เจริญบุญเพิ่มขึ้น.
พระเถระเมื่อจะประกาศการยินดียิ่งในความสงัดและความอยู่ผาสุก
สบายในป่านั้นของตน จึงกล่าวคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-
เมื่อใด บัณฑิตกำหนดรู้ทุกข์ในเบญจขันธ์ที่ปุถุชนทั้ง
หลายไม่รู้แจ้งว่า ความแก่และความตาย นี้เป็นทุกข์ แล้ว
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๙.

311