พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 272 (เล่ม 52)

บทว่า น มยฺหํ กปฺปเต อชฺช ความว่า วันนี้ คือบัดนี้ เรา
อุปสมบทแล้ว ไม่ควรหักไม้แขมด้วยมือทั้งสอง เพราะเหตุไร ? เพราะ
พระสมณโคดมผู้เรื่องยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แก่เราทั้งหลาย. ด้วย
คำนั้นพระเถระแสดงว่า สิกขาบทที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ แก่เรา
ทั้งหลายนั้น เราทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิด แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.
พระเถระแสดงเหตุในการไม่ซ่อมแซมกุฎีหญ้าโดยประการหนึ่ง ด้วย
ประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงเหตุนั้นโดยปริยายอื่นอีก จึงกล่าว
คาถานี้ว่า
เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะ ไม่ได้เห็นโรค คือ
อุปาทานขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนี้นั้นอันเราผู้
กระทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพเจ้าผู้
ยิ่งใหญ่ได้เห็นแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกลํ แปลว่า ทั้งสิ้น.
บทว่า สมตฺตํ แปลว่า ครบบริบูรณ์ อธิบายว่า ไม่เหลือจากส่วน
ทั้งปวง.
ด้วยบทว่า โรคํ นี้ พระเถระกล่าวหมายเอาอุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่า
เป็นโรค เพราะอรรถว่าเสียดแทงโดยความเป็นตัวทุกข์เป็นต้น.
บทว่า นาทฺทสํ ปุพฺเพ ความว่า ในกาลก่อนแต่ได้รับโอวาทของ
พระศาสดา เราไม่เคยเห็น.
บทว่า โสยํ โรโค ทิฏฺโฐ วจนกเรนาติเทวสฺส ความว่า โรค
กล่าวคือเบญขันธ์นี้นั้น อันพระสรภังคะผู้ตอบแทนพระโอวาทของพระ-

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 273 (เล่ม 52)

สัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้เป็นเทพยิ่งใหญ่ เพราะล่วงเทพแม้ทั้งปวง คือ
สมมติเทพ อุปปัตติเทพ และวิสุทธิเทพ ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นของตน
ดำรงอยู่ ได้เห็นแล้ว คือกำหนดรู้แล้วโดยความเป็นเบญจขันธ์ ด้วยปัญญา
อันสัมปยุตด้วยมรรค อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา. ด้วยบทว่า โสยํ
โรโค เป็นต้นนี้ พระเถระแสดงว่า แม้กุฎีคืออัตภาพก็ยิ่งไม่ห่วงใยอย่างนี้
อย่างไรจักซ่อมแซมกุฎีหญ้าภายนอก.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะพยากรณ์การบรรลุพระอรหัตของตนอย่างนี้ว่า
หนทางที่เราผู้เมื่อปฏิบัติก็ได้เห็นโรค คืออัตภาพตามความเป็นจริงนี้นั้น
เป็นทางทั่วไปสำหรับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์. เพราะเหตุที่เราตั้งอยู่ใน
ธรรมคือโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น อันเป็นดุจทองคำหักกลาง
(เป็น ๒ ท่อน) จึงได้ถึงความสิ้นทุกข์ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
ความว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี พระสิขี
พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระ-
กัสสปะ ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใด พระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่าโคดม ก็เสด็จไปทางนั้น. พระพุทธเจ้า ๗
พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่ง
ถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติโดยธรรมกาย ผู้คงที่ ทรง
เอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คือ
อริยสัจ ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์
ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทางที่ทุกข์ไม่เป็นรูป อันไม่มีที่สุด

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 274 (เล่ม 52)

ในสงสาร. เพราะกายนี้แตก และเพราะความสิ้นชีวิต
การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นย่อมไม่มี เราเป็นผู้หลุดพ้น
แล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยเนว มคฺเคน ได้แก่ อริยมรรคอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ใดแล อันเป็นส่วนเบื้องต้น.
บทว่า คโต แปลว่า ถึง คือบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า วิปสฺสี ได้แก่ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
บทว่า กกุสนฺธ เป็นบทแสดงไขที่ไม่มีวิภัตติ. บาลีว่า กกุสนฺธ-
โกนาคมน ดังนี้ก็มี.
บทว่า เตนญฺชเสน ได้แก่ ทาง คืออันทางประเสริฐนั้นนั่นแหละ.
บทว่า อนาทานา ได้แก่ ผู้ไม่ถือมั่น หรือผู้ไม่มีปฏิสนธิ.
บทว่า ขโยคธา ได้แก่ ผู้หยั่งลงสู่พระนิพพาน คือมีพระนิพพาน
เป็นที่พึ่ง.
บทว่า เยหายํ เทสิโต ธมฺโม ความว่า ศาสนธรรมนี้ พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์เหล่าใดทรงแสดงแล้ว คือทรงประกาศแล้ว.
บทว่า ธมฺมภูเตหิ ได้แก่ มีธรรมเป็นสภาวะ เพราะเป็นธรรมกาย
คือเกิดจากโลกุตรธรรม ๙ หรือบรรลุธรรม.
บทว่า ตาทิภิ ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์
เป็นต้น.
ด้วยบทว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ เป็นต้น พระเถระแสดงถึงธรรม
ที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงแสดง.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 275 (เล่ม 52)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ เป็นการกำหนดการนับ.
บทว่า สจฺจานิ เป็นเครื่องแสดงถึงธรรมที่กำหนดไว้ แต่โดย
วจนัตถะ คือวิเคราะห์ความหมายของศัพท์ ชื่อว่า อริยสัจ เพราะประเสริฐ
และจริง เพราะอรรถว่าแท้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อริยสัจ เพราะพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงสัจจะ หรือเพราะสัจจะอันกระทำความ
เป็นพระอริยะ. ชื่อว่า ทุกข์ เพราะเป็นของน่าเกลียด และเพราะเป็น
ของว่างเปล่า ได้แก่อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕. ชื่อว่า สมุทัย ได้แก่ตัณหา
เพราะเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์. ชื่อว่า มรรค เพราะฆ่ากิเลสทั้งหลายไป
หรือเพราะผู้ต้องการพระนิพพานจะต้องแสวงหา ได้แก่ธรรม ๘ ประการ
มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ชื่อว่า นิโรธ เพราะในพระนิพพานนั้นไม่มีฝั่ง กล่าว
คือสงสารเป็นที่เที่ยวไป หรือว่าเมื่อบุคคลบรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว ย่อม
ไม่มีฝั่ง หรือเป็นที่ดับทุกข์ ได้แก่พระนิพพาน.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกฺขกฺขโย เป็นที่สิ้นทุกข์ ในที่นี้
มีความสังเขปเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดารพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว
ในวิสุทธิมรรคนั้นแล.
บทว่า ยสฺมึ ความว่า เมื่อบรรลุนิโรธ คือพระนิพพานใด.
บทว่า นิวตฺตเต มีวาจาประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลายผู้มีธรรมกาย ทรงแสดงธรรมนี้ว่า เมื่ออริยมรรคภาวนามีอยู่
ทุกข์มีชาติเป็นต้นอันหาที่สุดมิได้ คือไม่มีที่สุด ย่อมไม่เป็นไปในสงสารนี้
คือย่อมขาดสูญ ความที่ทุกข์ขาดสูญนั้น เป็นนิโรธ. พระเถระแสดงโดย
สรุปถึงการบรรลุพระอรหัตของตน อันบ่งบอกด้วยกำหนดรู้ทุกข์ว่า เรา
เห็นโรคคือเบญจขันธ์ โดยมีนัยอาทิว่า เภทา เพราะกายแตก ดังนี้. ส่วน

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 276 (เล่ม 52)

ในบาลีว่า ทุกข์ย่อมเกิดในสงสารใด ประกอบความแห่งคาถาทั้งปวง
ในบาลีนั้นว่า ทุกข์มีชาติเป็นต้นอันหาที่สุดมิได้นี้ ย่อมเกิดในสงสาร
ที่เข้าใจกันว่าลำดับแห่งขันธ์เป็นต้นใด สงสารนั้น อื่นจากการถึงทุกข์นี้
ชื่อว่าภพใหม่เพราะเกิดบ่อยๆ. เพราะมีชีวิตินทรีย์นี้สูญสิ้นไปเพราะความ
แตก คือความพินาศแห่งขันธ์ ๕ กล่าวคือกาย นอกเหนือขึ้นไปย่อม
ไม่มี (อะไร) เพราะฉะนั้น เราจึงหลุดพ้น คือพรากจากสิ่งทั้งปวง
คือจากกิเลสและภพทั้งปวงแล.
จบอรรถกถาสรภังคเถรคาถาที่ ๕
จบปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา
สัตตกนิบาต

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 277 (เล่ม 52)

เถรคาถา อัฏฐกนิบาต
๑. มหากัจจายนเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระมหากัจจายนเถระ
[๓๖๖] ภิกษุไม่ควรทำการงานให้มาก ควรหลีกเร้นหมู่ชน
ไม่ควรขวนขวายเพื่อยังปัจจัยให้เกิด เพราะภิกษุใดเป็นผู้
ติดรสอาหาร ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวายเพื่อยังปัจจัย
ให้เกิด และชื่อว่าละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้
พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวการไหว้
การบูชาในสกุลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็นลูกศรอัน
ละเอียดที่ถอนได้ยาก เพราะสักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก
ภิกษุไม่ควรแนะนำสัตว์อันให้ทำกรรมอันเป็นบาป และ
ไม่พึงซ่องเสพกรรมนั้นด้วยตนเอง เพราะสัตว์มีกรรม
เป็นเผ่าพันธุ์ คนเราย่อมไม่เป็นโจรเพราะคำของบุคคล
อื่น ไม่เป็นมุนีเพราะคำของบุคคลอื่น บุคคลรู้จักตนเอง
ว่าเป็นอย่างไร แม้เทพเจ้าทั้งหลายก็รู้จักบุคคลนั้นว่าเป็น
อย่างนั้น ก็คนพวกอื่นย่อมไม่รู้สึกตัวว่า พวกเราที่สมาคม
นี้ จักพากันยุบยับในหมู่ชนพวกนั้น พวกใดมารู้สึกตัวว่า
พวกเราจักพากันไปสู่ที่ใกล้มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท
ย่อมระงับไปเพราะพวกนั้น บุคคลผู้มีปัญญา ถึงจะสิ้น
ทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ ส่วนบุคคลถึงจะมีทรัพย์ก็เป็นอยู่
ไม่ได้ เพราะไม่ได้ปัญญา บุคคลย่อมได้ยินเสียงทุกอย่าง

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 278 (เล่ม 52)

ด้วยหู ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยจักษุ แต่นักปราชญ์ย่อม
ไม่ควรละทิ้งสิ่งทั้งปวงที่ได้เห็นได้ฟังมาแล้ว ผู้มีปัญญา
ถึงมีตาดี ก็ทำเหมือนคนตาบอด ถึงมีหูดี ก็ทำเหมือน
คนหูหนวก ถึงมีปัญญา ก็ทำเหมือนคนใบ้ ถึงมีกำลัง
ก็ทำเหมือนคนทุรพล แต่เมื่อประโยชน์นี้เกิดขึ้น ถึงจะ
นอนอยู่ในเวลาใกล้ตาย ก็ยังทำประโยชน์นั้นได้.
จบมหากัจจายนเถรคาถา
อรรถกถาอัฏฐกนิบาต
อรรถกถามหากัจจายนเถรคาถาที่ ๑
ในอัฏฐกนิบาต คาถาของท่านพระมหากัจจายนเถระ มีคำเริ่มต้น
ว่า กมฺมํ พหุกํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ท่านพระมหากัจจายนเถระแม้นี้ เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้ว
ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล เจริญวัยแล้ว
วันหนึ่ง กำลังฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา พบภิกษุรูปหนึ่งที่พระ-
ศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้จำแนกอรรถ
ที่พระศาสดาตรัสไว้โดยย่อ ให้พิสดาร แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุเมธะ เป็นผู้ทรงวิชา ไป
ทางอากาศ เห็นพระศาสดาประทับนั่งในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ใกล้ภูเขา

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 279 (เล่ม 52)

หิมวันต์ มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์หลายดอก.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านวนเวียนไป ๆ มาๆ ในสุคตินั้นนั่นแหละ ใน
กาลแห่งพระทศพลเจ้า ทรงพระนามว่ากัสสปะ (ท่าน) ได้บังเกิดใน
เรือนมีตระกูล ในกรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว
ทำการบูชาในที่สร้างเจดีย์ทองคำ ด้วยแผ่นอิฐทองคำ อันมีค่าแสนหนึ่ง
แล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้สรีระของ
ข้าพระองค์ จงมีสีเหมือนทองคำ ในที่ที่ข้าพระองค์เกิดแล้วเถิด.
ต่อแต่นั้นมา ก็บำเพ็ญแต่กุศลกรรมจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไป
ในเทวโลกและมนุษยโลก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้
ท่านบังเกิดในบ้านปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี, ใน
วันตั้งชื่อทารกนั้น มารดาคิดว่า บุตรของเรามีสีกายเหมือนทองคำ พา
เอาชื่อของตนมาแล้ว ดังนี้ จึงตั้งชื่อว่า กัญจนมาณพ นั่นแล. ทารกนั้น
เจริญวัยแล้ว ก็ศึกษาเล่าเรียนไตรเพทจนจบ พอบิดาล่วงไป ก็ได้ตำแหน่ง
เป็นปุโรหิต. เขาปรากฏชื่อว่า กัจจายนะ ด้วยอำนาจแห่งโคตร. พระเจ้า
จัณฑปัชโชตทรงสดับว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น จึงส่งเขาไปว่า อาจารย์
ท่านจงไปในที่นั้น นำเสด็จพระศาสดามาในที่นี้เถิด.
กัจจายนะนั้น มีตนเป็นที่ ๘ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา. พระศาสดา
ทรงแสดงธรรมแก่เขา ในที่สุดแห่งเทศนา เขาพร้อมทั้งชนอีก ๗ คน
ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า:-
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๑.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 280 (เล่ม 52)

พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ปราศจากตัณหา
ทรงชำนะสิ่งที่ใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้า
สามารถ มีพระอินทรีย์เสมือนใบบัว มีพระพักตร์ปราศ-
จากมลทินคล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ
มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์ เหมือนรัศมีพระอาทิตย์
เป็นที่ติดตาตรึงใจของสัตว์ ประดับด้วยพระลักษณะอัน
ประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุกอย่าง อันหมู่มนุษย์และ
อมรเทพสักการะ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้
ตรัสรู้ ทรงนำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียงไพเราะ
มีพระสันดานมากไปด้วยพระกรุณา ทรงแกล้วกล้าในที่
ประชุม พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไพเราะ ซึ่งประกอบ
ด้วยสัจจะ ๔ ทรงฉุดขึ้นซึ่งหมู่สัตว์ที่จมอยู่ในเปือกตม
คือโมหะ.
ครั้งนั้น เราเป็นดาบสสัญจรไปแต่คนเดียว มีป่า
หิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษยโลกทางอากาศ
ก็ได้พบพระพิชิตมาร เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ แล้วสดับ
พระธรรมเทศนาของพระธีรเจ้า ผู้ทรงพรรณนาคุณอัน
ใหญ่ของพระสาวกอยู่ว่า เราไม่เห็นสาวกองค์อื่นใด ใน
พระธรรมวินัยนี้ ที่จะเสมอเหมือนกับกัจจายนภิกษุนี้ ผู้
ซึ่งประกาศธรรมที่เราแสดงแล้วแต่โดยย่อ ได้โดยพิสดาร

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 281 (เล่ม 52)

ทำบริษัทและเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น กัจจายนภิกษุนี้จึง
เลิศกว่าภิกษุผู้เลิศในการกล่าวธรรมได้โดยพิสดาร ซึ่ง
อรรถแห่งภาษิตที่เรากล่าวไว้แต่โดยย่อนี้ ภิกษุทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้เถิด.
ครั้งนั้น เราได้ฟังพระดำรัสอันรื่นรมย์ใจแล้ว เกิด
ความอัศจรรย์ จึงไปป่าหิมพานต์ นำเอากลุ่มดอกไม้มา
บูชาพระผู้เป็นที่พึ่งของโลก แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น
ครั้งนั้น พระผู้ทรงละกิเลสเป็นเหตุให้ร้องไห้ ทรงทราบ
อัธยาศัยของเราแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ว่า จงดูฤๅษีผู้ประ-
เสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำที่ไล่มลทินออก
แล้ว มีโลมชาติชูชันและใจโสมนัส ยืนประณมอัญชลีนิ่ง
ไม่ไหวติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปใน
คุณของพระพุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง มีหทัยร่าเริง เหมือน
กับถูกรดด้วยน้ำอมฤต เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุ
เข้า จึงได้ปรารถนาฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤๅษีผู้นี้จัก
ได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดม มหามุนี เป็นโอรส
อันธรรนเนรมิต จักเป็นพระสาวกของพระศาสดา มีนามว่า
กัจจายนะ เขาจักเป็นพหูสูตมีญาณใหญ่ รู้อธิบายแจ้งชัด
เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดังที่เราได้พยากรณ์
ไว้แล้ว.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา

281