เกลียดการครองเรือน จึงบวชในสำนักของพระธรรมภัณฑาคาริก กระทำ
อยู่ ได้เข้าไปยังนครเวสาลีพร้อมกับพระอุปัชฌาย์ จึงได้ไปยังเรือนญาติ.
ณ เรือนญาตินั้น ภรรยาเก่าได้รับความทุกข์ เพราะพลัดพรากจากสามี
ซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่แต่งตัว นุ่งผ้าเก่า ๆ ไหว้ท่านแล้วได้ยืน
ร้องไห้อยู่ที่ส่วนสุดข้างหนึ่ง เมื่อพระเถระเห็นดังนั้นก็เกิดความเมตตา
อันมีกรุณาเป็นตัวนำ พลันกิเลสก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการใน
อารมณ์ที่ได้เสวยมาแล้ว.
ท่านเกิดความสลดใจเหมือนม้าอาชาไนยที่เขาหวดด้วยแส้ ทันใด
นั้นเอง จึงไปยังป่าช้ากำหนดเอาอสุภนิมิต กระทำฌานที่ได้ในป่าช้านั้น
ให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ลำดับนั้น พ่อตาของท่านพาธิดาผู้ประดับตกแต่งมา ประสงค์จะ
ให้ท่านสึก จึงได้ไปยังวิหารพร้อมด้วยบริวารมากมาย. พระเถระรู้ความ
ประสงค์ของนางแล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่กำหนัดในกามทั้งหลาย
และความที่คนเป็นผู้ไม่ติดในอารมณ์ทั้งปวง จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า
สัตว์สองเท้านี้เป็นสัตว์ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เต็ม
ไปด้วยซากศพต่าง ๆ มีของโสโครกไหลออกทั่วกาย ต้อง
บริหารอยู่เป็นนิตย์. เบญจกามคุณอันน่ารื่นรมย์ใจเหล่านี้
คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่มีปรากฏใน
รูปร่างหญิง ย่อมล่อลวงปุถุชนให้ลำบาก เหมือนพราน
เนื้อแอบดักเนื้อด้วยเครื่องดัก พรานเบ็ดจับปลาด้วยเบ็ด
บุคคลจับวานรด้วยตังฉะนั้น ปุถุชนเหล่าใดมีจิตกำหนัด
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๐.