ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 52 (เล่ม 52)

โอวาทที่พระตถาคตผู้คงที่ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ ควรทำความ
พอใจในธรรมทั้งหลาย เพราะพระสาวกทั้งหลายของ
พระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ตั้งอยู่แล้วในธรรม
นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตนให้พ้น
จากทุกข์ได้ ผู้ใดกำจัดรากเหง้าแห่งหัวฝี ถอนข่ายคือ
ตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่อง
กังวลอีก เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ปราศจากโทษ
ฉะนั้น.
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สุจริตธรรมทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า รกฺขติ ความว่า ย่อมรักษาจากอบายทุกข์ และรักษาไว้
จากสังสารทุกข์ เป็นผู้มีพระนิพพานเป็นที่อาศัย.
บทว่า ธมฺมจารึ ได้แก่ ผู้ประพฤติคือปฏิบัติธรรมนั้น.
บทว่า สุจิณฺโณ ความว่า ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว คือ
เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม การทำความยำเกรงโดยความเคารพสั่งสมไว้.
บทว่า สุขํ ได้แก่ ความสุขทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. ใน ๒
อย่างนั้น อันดับแรก โลกิยะ. ได้แก่ธรรมต่างด้วยกามาพจรธรรมเป็นต้น
ย่อมนำคือให้สำเร็จเป็นความสุขตามที่เป็นของตน ในปัจจุบัน ในการ
อุบัติ หรือในปริยายอื่นอีก. ส่วนโลกุตรสุขควรจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่ตั้ง
อยู่ในธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานประพฤติแล้ว เพราะผู้ไม่มี
ธรรมอัน เป็นอุปนิสัยก็ไม่มีพระนิพพาน. บทว่า เอสานิสํโส ธมฺเม
สุจิณฺเณ น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ความว่า ธรรมจารีบุคคลเมื่อ
พระพฤติธรรมดีแล้ว ย่อมไม่ไปทุคติ อันมีการประพฤติธรรมดีนั้นเป็น

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 53 (เล่ม 52)

เหตุ เพราะเหตุนั้น ธรรมเมื่อบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมมีอานิสงส์เป็น
กำไร.
เพราะเหตุที่การไปสู่สุคติก็เพราะธรรมนั่นแหละ และการไปสู่ทุคติ
ก็เพราะอธรรมนั่นแหละ ฉะนั้นเพื่อจะแสดงว่า สภาวะ ๒ เหล่านี้คือ
ธรรมและอธรรม มีผลไม่ระคนกันและกัน จึงตรัสคาถาที่ ๒ โดยนัยมี
อาทิว่า น หิ ธมฺโน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธมฺโม
ได้แก่ ทุจริตอันเป็นปฎิปักษ์ต่อธรรม. บทว่า สมวิปากิโน ได้แก่ มี
วิบากเสมอกัน คือมีผลเสมอกัน.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะธรรมและอธรรม มีวิบากต่างกัน
ตามที่กล่าวแล้วนี้.
บทว่า ฉนฺทํ ได้แก่ มีความพอใจในความเป็นผู้ใคร่จะทำ.
บทว่า อิติ โมทมาโน สุคเตน ตาทินา ประกอบความว่า
เมื่อบุคคลบันเทิง คือถึงความยินดีด้วยการให้โอวาท ที่พระตถาคตผู้เสด็จ
ไปดีแล้ว ผู้ปฏิบัติชอบแล้ว เป็นผู้คงที่ คือเป็นเหตุในการถึงความเป็นผู้
คงที่ มีประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ พึงทำความพอใจ
ในธรรมทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัฏฏะด้วยอันดับคำมีประมาณ
เท่านี้ บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงพระนิพพาน จึงตรัสคำมีอาทิว่า ธมฺเม
ฐิตา ตั้งอยู่แล้วในธรรม. คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า เพราะเหตุที่พระสาวก
ของพระสุคตผู้ประเสริฐ และในบรรดาพระสุคตผู้ประเสริฐ แห่งพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมของพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ถึงสรณะอันเลิศอย่างยิ่ง ย่อมนำออก

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 54 (เล่ม 52)

คือย่อมออกจากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น โดยภาวะเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม กล่าวคือ
สรณคมน์นั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล พึงการทำฉันทะในธรรมทั้งหลาย.
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วย ๓ คาถาเหล่านี้อย่างนี้ นั่งอยู่
อย่างไรเทียว โดยกระแสแห่งเทศนาเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วย
เหตุนั้นท่านจงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า
เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในไพรวันอันสงัด
เงียบ ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี อันหมู่
เทวดาห้อมล้อม กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดง
อมตบท เราได้สดับธรรมอันไพเราะของพระพุทธเจ้า ผู้
เผ่าพันธุ์ของโลกพระนามว่าสิขี เรามีจิตเลื่อมใสในพระ-
สุรเสียง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่าน ผู้ไม่มี
บุคคลเปรียบเสมอเหมือนแล้ว ข้ามพ้นภพที่ข้ามได้ยาก
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัตรกัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
การได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา
ในเสียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . . พระ-
พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ท่านดำรงอยู่แล้วในพระอรหันโดยประการนั้น. ก็แล ครั้นท่าน
บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกราบทูลคุณวิเศษที่คนบรรลุแด่พระศาสดา
จึงได้พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถาสุดท้าย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺโผฏิโต แปลว่า กำจัดแล้ว อธิบาย
ว่า สลัดออกด้วยมรรคญาณ.
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๘.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 55 (เล่ม 52)

บทว่า คณฺฑมูโล ได้แก่ อวิชชา. จริงอยู่ อวิชชานั้นย่อมไหล
คือซ่านไป ? ดูก่อนภิกษุ บทว่า คณฺโฑ แล เป็นชื่อแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
รวมความว่าเป็นมูล คือเป็นเหตุแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่า คัณฑะ
หัวฝี เพราะประกอบด้วยมูลแห่งทุกข์ เพราะเป็นที่ไหลออกของสิ่งอันไม่
สะอาด คือกิเลส เพราะเกิดขึ้น แก่ แตกดับ และพองขึ้น สุก แตกไป.
บทว่า ตณฺหาชาโล สมูหโต ความว่า ข่ายกล่าวคือตัณหา อัน
ถอนได้แล้วด้วยมรรค.
บทว่า โส ขีณสํสาโร น จตฺถิ กิญฺจนํ คือความ ความว่า เรานั้นชื่อว่า
เป็นผู้สิ้นสงสารแล้ว เพราะเราละตัณหาและอวิชชาได้เเล้วอย่างนี้ เพราะ
เราละมูลแห่งภพได้แล้วนั่นแล กิเลสเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น จึงไม่มี
และเกิดขึ้นไม่ได้.
บทว่า จนฺโท ยถา โทสินา ปุณฺณมาสิยํ ความว่า พระจันทร์
ปราศจากโทษมีเมฆและหมอกเป็นต้น ในเวลาพระจันทร์เต็มดวงในวัน
เพ็ญฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากกิเลสเครื่องกังวลมีราคะ
เป็นต้น เพราะบรรลุพระอรหัต ได้เป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมอันบริบูรณ์
ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาธัมมิกเถรคาถาที่ ๑๐

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 56 (เล่ม 52)

๑. สัปปกเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสัปปกเถระ
[๓๓๓] เมื่อใด นกยางทั้งหลายมีขนอันขาวสะอาดถูกความ
กลัวต่อเมฆคุกคามแล้ว ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรัง
บินเข้าไปสู่รัง เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี
เมื่อใด นกยางมีขนขาวสะอาดดี ถูกความกลัวต่อเมฆดำ
คุกคามแล้วไม่เห็นที่หลบลี้ จึงแสวงหาที่หลบลี้ เมื่อนั้น
แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี ต้นหว้าทั้งหลาย
ทั้งสองข้างแห่งแม่น้ำอชกรณี ทำฝั่งแม่น้ำข้างหลังแห่ง
ถ้ำใหญ่ของเราให้งาม จะไม่ยังสัตว์อะไรให้ยินดี ในหมู่นั้น
ได้เล่า กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พ้นดีแล้วจากหมู่แห่งงู
มีพิษและงูไม่มีพิษ พากันร้องด้วยเสียงอันไพเราะ วันนี้
เป็นสมัยที่อยู่ปราศจากภูเขาและน้ำก็หามิได้ แม่น้ำ
อชกรณีนี้เป็นแม่น้ำปลอดภัย เป็นแม่น้ำเกษมสำราญ
รื่นรมย์ดี.
จบสัปปกเถรคาถา
อรรถกาถาสัปปกเถรคาถาที่ ๑๑
คาถาของท่านพระสัปปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยทา พลากา ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร .
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บังเกิดเป็นนาคมี

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 57 (เล่ม 52)

อานุภาพมาก เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสัมภวะ นั่งเข้าสมาบัติในกลาง
แจ้ง ท่านถือเอาดอกปทุมดอกใหญ่กั้นไว้เหนือศีรษะ ได้กระทำการบูชา.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ได้นามว่า
สัปปกะ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ศรัทธาบวชเรียนพระกรรมฐาน อยู่ ณ เลณคิริวิหาร ใกล้ฝั่งแม่น้ำ
ชื่อว่าอชกรณี ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้
ในอปทาน๑ว่า
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อโรมสะ
ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สัมภวะ ประทับอยู่
กลางแจ้ง เราออกจากที่อยู่ไปถือเอาดอกปทุมบูชา เรา
ถือดอกปทุมบูชาอยู่วันหนึ่ง แล้วจึงได้กลับที่อยู่ ในกัป
ที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชา
นั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้.
ท่านบรรลุพระอรหัตแล้วมายังกรุงสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระ-
ศาสดา อันญาติทั้งหลายอุปัฏฐากอยู่ในที่นั้น ๒-๓ วัน แสดงธรรม
ให้ญาติทั้งหลายตั้งอยู่ในสรณะและศีล ได้เป็นผู้ประสงค์จะไปตามที่กล่าว
แล้วนั้นแล. ญาติทั้งหลายอ้อนวอนว่า ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เถิดขอรับ
๑. ขุ. อุ. ๓๓/ข้อ ๑๑๐.

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 58 (เล่ม 52)

พวกกระผมจะปฏิบัติ. ท่านแสดงอาการไปแล้วยืนอยู่ เมื่อจะประกาศ
ความยินดียิ่งในวิเวก โดยการแสดงอ้างระบุถึงสถานที่ที่ตนอยู่ จึงได้
กล่าว ๔ คาถาว่า
เมื่อใด นกยางทั้งหลายมีขนอันขาวสะอาดถูกความ
กลัวต่อเมฆคุกคามแล้ว ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรัง
บินเข้าไปสู่รัง เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี
เมื่อใดนกยางมีขนขาวสะอาดดี ถูกความกลัวต่อเมฆดำ
คุกคามแล้ว ไม่เห็นที่หลบลี้ จึงแสวงหาที่หลบลี้ เมื่อนั้น
แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี ต้นหว้าทั้งหลาย
ทั้งสองข้างแห่งแม่น้ำอชกรณี ทำฝั่งสมน้ำข้างหลังแห่ง
ถ้ำใหญ่ของเราให้งาม จะไม่ยังสัตว์อะไรให้ยินดีในที่นั้น
ได้เล่า กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พ้นดีแล้วจากหมู่แห่ง
งูพิษและงูไม่มีพิษ พากันร้องด้วยเสียงไพเราะ วันนี้
เป็นสมัยที่อยู่ปราศจากภูเขาและแม่น้ำก็หามิได้ แม่น้ำ
อชกรณีนี้เป็นแม่น้ำปลอดภัย เป็นแม่น้ำเกษมสำราญ
รื่นรมย์ดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า พลากา
แปลว่า นกยาง.
บทว่า สุจิปณฺฑรจฺฉทา แปลว่า มีขนขาวสะอาดบริสุทธิ์.
บทว่า กาฬสฺส เมฆสฺส ภเยน ตชฺชิตา ความว่า ถูกความกลัว
แต่ฝนจากการคำรามแห่งเมฆในฤดูฝน คล้ายภูเขาอัญชันดำเพราะน้ำ
จำนวนมากหุ้มห่อไว้ คุกคามทำให้หวาดกลัวแล้ว.

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 59 (เล่ม 52)

บทว่า ปเลหิติ ความว่า จักบินไปจากที่หากิน.
บทว่า อาลยํ แปลว่า ที่อยู่ คือรังของตน.
บทว่า อาลเยสินี ความว่า ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรังเท่านั้น.
บทว่า ตทา นที อชกรณี รเมติ มํ ความว่า ในฤดูฝนตกนั้น แม่น้ำ
ชื่อว่า อชกรณี เต็มไปด้วยน้ำใหม่ ได้แก่ ฝั่งแม่น้ำ ซึ่งพัดเอาสิ่งที่พัด
ไปได้ ย่อมยังเราให้ยินดี คือยังจิตของเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น ท่านจึง
ประกาศความยินดียิ่งในวิเวก โดยแสดงอ้างพิเศษถึงฤดูและประเทศ.
บทว่า สุวิสุทฺธปณฺฑรา ได้แก่ มีสีขาวสะอาดหมดจด, อธิบายว่า
มีสีไม่เจือปน คือมีสีขาวล้วน.
บทว่า ปริเยสติ แปลว่า ย่อมแสวงหา.
บทว่า เลณํ แปลว่า ที่เป็นที่อยู่.
บทว่า อเลณทสฺสินี ได้แก่ ไม่เห็นที่อยู่. อธิบายว่า ชื่อว่าไม่เห็น
ที่หลบลี้ เพราะเมื่อก่อนไม่มีที่อยู่ประจำ. บัดนี้ ในเวลาฤดูฝนตกถูก
ความกระหึ่มของเมฆคุกคาม จึงต้องจากรังแสวงหาที่อยู่ เพราะฉะนั้น
จึงต้องทำรังอันเป็นที่อยู่ประจำ.
บทว่า กํ นุ ตตฺถ ฯเปฯ ปจฺฉโต ความว่า ต้นหว้าทั้งหลาย น้อมกิ่ง
ที่ทรงผลหนักลง มีใบเป็นร่มเงาสนิท ตลอดกาลเป็นนิตย์ ให้ฝั่งแม่น้ำ
คือให้ ๒ ฝั่งแม่น้ำอชกรณี ข้างหลังถ้ำใหญ่อันเป็นที่อยู่ของเราให้งามใน
ที่นั้น และทิ้งข้างโน้นข้างนี้ จะยังสัตว์อะไร ๆ ให้ไม่ยินดีในที่นั้นเล่า คือ
ย่อมให้สัตว์ทั้งปวงยินดีทีเดียว.
บทว่า ตามตมทสงฺฆสุปฺปหีนา ความว่า พิษงู ท่านเรียกว่า อมตะ
งูพิษทั้งหลายชื่อว่า อมตมทา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมตายด้วย

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 60 (เล่ม 52)

งูพิษนั้น หมู่แห่งงูเหล่านั้น ชื่อว่า หมู่แห่งงูพิษ. เราละแล้ว คือปราศจาก
แล้วด้วยดีจากงูพิษนั้น.
กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พากันร้องด้วยเสียงอันไพเราะ คือย่อมทำ
ที่นั้นให้เลื่อนลั่นด้วยเสียงอันไพเราะ.
บทว่า นาชฺช คิรินทีหิ วิปฺปวาสสมโย ความว่า วันนี้ คือบัดนี้
ไม่เป็นสมัยที่ปราศจากแม่น้ำซึ่งตกจากภูเขาแม้เหล่าอื่น แต่เมื่อว่าโดย
พิเศษ แม่น้ำอชกรณีปลอดภัย เพราะเว้นจากปลาร้ายและจระเข้เป็นต้น.
ชื่อว่าปลอดโปร่ง เพราะสมบูรณ์ด้วยพื้น ท่า และ หาดทรายที่ดี อธิบายว่า
น่ายินดีน่ารื่นรมย์ใจด้วยดี เพราะฉะนั้น ใจของเราย่อมยินดีในที่นั้น
นั่นแล.
ก็แล้วครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว สละญาติทั้งหลาย ไปยังที่อยู่ของตน
ตามเดิม. ด้วยการแสดงความยินดียิ่งในสุญญาคาร คำนี้แหละ เป็นคำ
พยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัปปกเถรคาถาที่ ๑๑

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ – หน้าที่ 61 (เล่ม 52)

๑๒. มุทิตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระมุทิตเถระ
[๓๓๔] เรามีความต้องการเลี้ยงชีพ ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว
ภายหลังกลับได้ศรัทธา มีความเพียรบากบั่นมั่นคง โดย
ตั้งใจว่า ร่างกายของเรานี้จงแตกทำลายไป เนื้อหนัง
ของเราพึงเหือดแห้งไป แข้งขาทั้งสองของเราจะหลุดจาก
ที่ต่อแห่งเข่าทั้งสอง ตกลงไปที่พื้นดินก็ตามที เมื่อเรา
ยังถอนลูกศร คือ ตัณหาไม่ได้ เราจักไม่กิน ไม่ดื่ม
จักไม่ออกจากวิหาร และจักไม่เอนกายนอน ขอท่านจงดู
ความเพียรและความบากบั่นของเรา ผู้อยู่ด้วยความตั้งใจ
อย่างนั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธ-
ศาสนาเสร็จแล้ว.
จบมุทิตเถรคาถา
พระเถระที่กล่าวคาถาองค์ละ ๔ คาถา รวมเป็น ๕๒ คาถา รวม
เป็นพระเถระ ๑๓ องค์ คือ :-
๑. พระนาคสมาลเถระ ๒. พระภคุเถระ ๓. พระสภิยเถระ
๔. พระนันทกเถระ ๕. พระชัมพุกถระ ๖. พระเสนกเถระ ๗. พระ-
สัมภูตเถระ ๘. พระราหุลเถระ ๙. พระจันทนเถระ ๑๐. พระธรรมิกเถระ
๑๑. พระสัปปกเถระ ๑๒. พระมุทิตเถระ.
จบจตุกกนิบาตที่ ๔

61