ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 86 (เล่ม 51)

ส่งไปแล้วเพื่อความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้นด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่ง
พระพุทธเจ้าข้ามฟาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาสังกิเลสที่ตนละได้แล้ว
และความสุขที่ตนได้รับว่า น่าอัศจรรย์ ความเป็นผู้ฉลาดในอุบายของพระ
ศาสดา โดยที่พระองค์ ทรงยกเราจากเปลือกตมคือภพ แล้วให้ประดิษฐาน
อยู่บนบกคือพระนิพพาน ดังนี้แล้ว เกิดความโสมนัส ได้กล่าวคาถา ๒
คาถา ด้วยสามารถแห่งอุทาน ความว่า
เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง เพราะไม่
มีโยนิโสมนสิการ มีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถูกกาม
ราคะเบียดเบียน เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย
ได้ทรงสั่งสอนแนะนำ แล้วถอนจิตที่จมลงในภพขึ้น
ได้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยนิโส มนสิการา ความว่า
เพราะกระทำไว้ในใจซึ่งกายอันไม่งาม โดยความเป็นของงาม คือ เพราะ
เหตุแห่งการทำไว้ในใจ โดยความเป็นของงาม โดยมนสิการไม่ชอบด้วยอุบาย
อธิบายว่า เพราะเข้าใจร่างกายที่ไม่งามว่างาม.

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 87 (เล่ม 51)

บทว่า มณฺฑานํ ความว่า ซึ่งเครื่องประดับอัตภาพ ด้วยอาภรณ์
ทั้งหลายมีสร้อยข้อมือเป็นต้น และด้วยเครื่องประทินผิว มีระเบียบและของ
หอมเป็นต้น.
บทว่า อนุยุญฺชิสํ แปลว่า ประกอบแล้ว อธิบายว่า ได้เป็นผู้
ขวนขวาย การประดับตกแต่งร่างกาย.
บทว่า อุทฺธโต ความว่า เป็นผู้อันความเมาทั้งหลาย มีความเมา
เพราะชาติ โคตร รูป และความเป็นหนุ่ม เป็นสาวเป็นต้น ยกขึ้นแล้ว
คือเป็นผู้มีจิตไม่สงบแล้ว.
บทว่า จปโล ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้โลเล เพราะความเป็นผู้มีจิต
ไม่มั่นคง เหมือนลิงป่า และกลับกลอก เพราะประกอบในความเป็นผู้มีอารมณ์
หวั่นไหว ด้วยการประดับตกแต่งร่างกายและประดับด้วยผ้าเป็นต้น.
บทว่า อาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า กามราเคน ประกอบ
ความว่า เป็นผู้อันฉันทราคะในวัตถุกามทั้งหลาย เบียดเบียน คือบีบคั้น
ได้แก่ เสียดแทง.
บทว่า อปายกุสเลน ความว่า มีพระพุทธเจ้าคือพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ฉลาดด้วยความฉลาด ในอุบายเป็นเครื่องทรมานเวไนยสัตว์ เป็นเหตุ.
ก็บทว่า อปายกุสเลน นี้เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ. ก็พระเถระ
กล่าวบทว่า อปายกุสเลน นี้ หมายถึง การนำกามราคะของตนออกไปได้
ด้วยพระดำรัสที่ตรัสเตือน โดยข้ออุปมาที่ยกเอานางลิงหางด้วน และนางเทพ
อัปสรมาเปรียบเทียบ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังท่านพระนันทเถระ
ให้มีจิตคลายกำหนัดในนางชนบทกัลยาณี โดยเปรียบนางชนบทกัลยาณีก่อนว่า
นางลิงตัวนี้ฉันใด นางชนบทกัลยาณี เปรียบกับนางเทพอัปสร ผู้มีฝ่าเท้า
เหมือนนกพิราบ ก็ฉันนั้น แล้วทรงชี้ให้ดูนางเทพอัปสร ผู้มีเท้าเหมือนนก

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 88 (เล่ม 51)

พิราบ อุปมาดุจนำเอาลิ่มอันเล็ก ออกจากลิ่มใหญ่แล้วทิ้งไปฉะนั้น และดุจ
นายแพทย์ทำสรีระให้ชุ่มด้วยการดื่มน้ำมัน แล้วนำเอาพิษออก ด้วยการให้
สำรอกและการขับถ่าย ฉะนั้น แล้วทรงยังจิตให้คลายกำหนัด แม้ในนางเทพ
อัปสร ผู้มีฝ่าเท้าเหมือนเท้านกพิราบ ด้วยการตรัสเปรียบเทียบอีกครั้ง แล้ว
ทรงยังพระเถระให้ตั้งอยู่ในพระอริยมรรค ด้วยการขวนขวายในสมถะ และ
วิปัสสนาโดยชอบทีเดียว. สมดังคำเป็นคาถาที่พระเถระกล่าวไว้ว่า โยนิโส
ปฏิปชฺชิตฺวา ภเว จิตฺตํ อุทพฺพหึ เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่
พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย ได้ทรงสั่งสอน
แนะนำ แล้วถอนจิตที่จมลงในภพขึ้นได้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำเนินวิสุทธิปฏิปทา ด้วยสมถะและวิปัสสนา
โดยชอบทีเดียว ด้วยอุบาย คือด้วยพระปรีชาญาณ ยกจิตของเราที่จมลงในภพ
ได้แก่ เปลือกตม คือสงสาร ด้วยพระหัตถ์ คือพระอริยมรรค อธิบายว่า
ให้ตั้งอยู่บนบก คือพระนิพพาน.
พระเถระเปล่งอุทานนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ค้ำ
ประกัน เพื่อให้ข้าพระองค์ได้นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าเหมือนเท้านกพิราบอันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้า จากการเป็น
ผู้รับรองนั้น. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ดูก่อนนันทะ การรับรองใดแล
เป็นเหตุให้จิตของเธอหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นในเวลานั้น
เราตถาคต ก็พ้นจากการเป็นผู้รับรองนั้นแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบความที่พระนันทะ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย
พร้อมกับคุณพิเศษของท่าน เมื่อจะทรงประกาศคุณพิเศษนั้น จึงทรงตั้งท่านไว้
ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศ โดยความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 89 (เล่ม 51)

โดยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระนันทะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สาวก
ของเราฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. แท้จริง พระเถระคิดว่า เราถึง
ประการอันแปลกนี้ เพราะอาศัยความไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายอันใดแล เรา
จักข่มความไม่สำรวมอันนั้นแลด้วยดี ดังนี้แล้ว เกิดความอุสาหะ เป็นผู้มีหิริ
โอตตัปปะ มีกำลัง ได้ถึงบารมีในอินทรีย์สังวรอย่างอุกฤษฏ์ เพราะความเป็น
ผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ นั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถานันทเถรคาถา
๑๐. สิริมาเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสิริมาเถระ
[๒๗๗] ได้ยินว่า พระสิริมาเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ถ้าคนมีจิตไม่ตั้งมั่น ถึงชนเหล่าอื่นจะสรรเสริญ
ชนเหล่าอื่นก็สรรเสริญเปล่า เพราะตนมีจิตไม่ตั้งมั่น
ถ้าตนมีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ถึงชนเหล่าอื่นจะติเตียน ชน
เหล่าอื่นก็ติเตียนเปล่า เพราะตนมีจิตตั้งมั่นดีแล้ว.
จบวรรคที่ ๒

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 90 (เล่ม 51)

อรรถกถาสิริมาเถรคาถา
คาถาของท่านพระสิริมาเถระ เริ่มต้นว่า ปเร จ นํ ปสํสนฺติ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ในเวลาที่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนานว่า ปทุมุตตระ ทรงบำเพ็ญบารมี แล้ว
ประทับอยู่ในภพชั้นดุสิต บรรลุนิติภาวะแล้ว เรียนจบไตรเพท เป็นผู้ชำนาญ
ในบทแห่งพระเวท ของสนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ สักขรศาสตร์ ปเภทศาสตร์
มีอิติหาสศาสตร์ เป็นที่ ๕ รู้แจ่มแจ้ง เข้าใจในโลกายศาสตร์ และมหาปุริส-
ลักขณศาสตร์ไม่บกพร่อง ละกามทั้งหลายแล้วบวชเป็นดาบส เพราะความเป็น
ผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ อันหมู่ดาบสประมาณ ๘๔,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว
ยังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วอยู่ในอาศรม อันเทวดาเนรมิตให้ ระลึกถึง
พระพุทธคุณ เพราะความเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ และเพราะมีแนวทางอันแน่นอน ที่มาแล้วในลักษณะแห่งมนต์ทั้งหลาย
ก่อพระเจดีย์ทรายที่คุ้งน้ำ อันมีน้ำไหลวนแห่งหนึ่ง อุทิศพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ในอดีต ได้เป็นผู้มีความยินดียิ่งในบูชาและสักการะ.
ดาบสทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงถามว่า บูชาสักการะนี้ท่านกระทำเจาะจง
ใคร. เขานำมนต์สำหรับดูลักษณะมาแจกแจงลักษณะของมหาบุรุษ เท่าที่มี
มาในพระคัมภีร์ แจ้งแก่ดาบสเหล่านั้น แล้วตั้งอยู่ในกำลังญาณของตน
ประกาศคุณของพระพุทธเจ้า ตามแบบฉบับแห่งตำราดูมหาปุริสลักษณะ
แม้ดาบสเหล่านั้นฟังดังนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส จำเดิมแต่นั้น ก็พากัน
บูชาพระสถูป มุ่งเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 91 (เล่ม 51)

ก็โดยสมัยนั้น พระโพธิสัตว์พระนามว่า ปทุมุตตระ จุติจากหมู่เทพ
ในสวรรค์ชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา. พุทธนิมิต ๓๒ ประการ ในภพ
สุดท้ายปรากฏแล้ว และพุทธนิมิตทั้งปวง เป็นอัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์
ดาบสแสดงพระพุทธนิมิตเหล่านั้นแก่อันเตวาสิกทั้งหลาย เพิ่มพูนความ
เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย แก่ดาบสเหล่านั้น เหลือประมาณ
กระทำกาละแล้ว บังเกิดในพรหมโลก เมื่อดาบสเหล่านั้นกำลังทำการบูชา
สรีระของตนอยู่ ก็มาปรากฏร่าง แล้วกล่าวว่า เราคืออาจารย์ของท่านทั้งหลาย
ไปบังเกิดในพรหมโลก ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นประกอบการ
บูชาพระเจดีย์ทราย และจงหมั่นขวนขวายในการเจริญภาวนา ดังนี้แล้ว กลับ
ไปสู่พรหมโลก.
เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอยู่อย่างนี้ เกิดในตระกูล
คฤหบดี พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เพราะเหตุที่เขาเจริญด้วย
สิริสมบัติในตระกูลนั้น นับจำเดิมแต่วันที่เกิดแล้ว คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่า
สิริมา ดังนี้. ในเวลาที่เขาเดินได้ น้องชายก็เกิด คนทั้งหลายก็ตั้ง
ชื่อน้องชายว่า สิริวัฑฒ์ โดยกล่าวว่า เด็กคนนี้ ยังสิริให้เจริญเกิดแล้ว.
แม้ทารกทั้งสองนั้น ก็เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระองค์ทรงรับพระวิหาร
ชื่อว่า เชตวัน เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว. ในพระเถระ ๒ รูปนั้น พระสิริ-
วัฑฒเถระ ยังไม่ได้บรรลุอุตริมนุสธรรมก่อน แต่เป็นผู้ได้ปัจจัย ๔ เป็นปกติ
เป็นผู้อันคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายสักการะเคารพแล้ว ส่วนพระสิริมาเถระ
จำเดิมแต่เวลาที่บวชแล้ว เป็นผู้มีลาภน้อย เพราะมีกรรมมาตัดรอน เช่นนั้น
แต่เป็นผู้อันชนส่วนใหญ่ยกย่องนับถือ กระทำกรรมในสมถะและวิปัสสนา
ทั้งหลาย แล้วเป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์
ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 92 (เล่ม 51)

เราเป็นดาบส ชื่อว่า เทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขา
หิมพานต์ ที่จงกรมของเรา เป็นที่อันเทวดาเนรมิตให้
ณ ภูเขานั้น ครั้งนั้น เรามุ่นมวยผม สะพายคนโทน้ำ
เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกจากป่าใหญ่
ไป ครั้งนั้น ศิษย์ ๘๔,๐๐๐คนอุปัฏฐากเรา เขาทั้งหลาย
ขวนขวายเฉพาะกรรมของตน อยู่ในป่าใหญ่ เราออก
จากอาศรม ก่อพระเจดีย์ทรายแล้ว รวบรวมเอาดอกไม้
นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น เรายังจิตให้เลื่อมใส
ในพระเจดีย์นั้น แล้วเข้าสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มา
ประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงข้อความนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย
แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านอันข้าพเจ้า
ทั้งหลายถามแล้ว ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย.
เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ
มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้ว ในบทมนต์ของเรา
มิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด มี
ยศใหญ่เหล่านั้น ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระ-
พุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ รู้เญยยธรรมทั้งปวง ทรง
เป็นผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไร
มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น มี
ศีลเป็นดังฤา เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมี
พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ
๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโค และเหมือนผล

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 51)

มะกล่ำ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เมื่อเสด็จดำเนิน
ไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของ
พระองค์ไม่ลั่น ใคร ๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ อนึ่ง พระ
สุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อน
เสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็น
ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้า
เหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสร
มฤคราช ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยก
พระองค์ และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย ทรงหลุดพ้น
จากการถือตัว และดูหมิ่น ทรงเป็นผู้มีพระองค์เสมอ
ในสัตว์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยก
พระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
และพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อเสด็จอุบัติขึ้น
พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖
ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสั้น ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย
ครั้งนั้นไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดา
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มหานาถะ
เหล่านั้นเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น
ไม่มีใครเทียบเท่า พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มี
พระคุณหาประมาณมิได้ ใคร ๆ ไม่เกินพระองค์โดย
เกียรติคุณ.
ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำ
ของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสติกำลัง พวกเขามี

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 51)

ความเพลิดเพลินในกรรมของตน เชื่อฟังถ้อยคำของ
เรา มีฉันทะอัธยาศัย น้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า
พากันบูชาพระเจดีย์ทราย ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มี
ยศใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของ
พระมารดา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เรายืนอยู่ในที่
จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อม
กันในสำนักของเรา ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น ดุจ
โคอุสภะ คำรนดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผล
เป็นอย่างไร ? เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูป คือ
กองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็น
ศาสดาพระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา
แล้ว.
เราแสดงธรรมแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าว
สดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ
และกำลังของเราก็สิ้นไป ด้วยความเจ็บไข้อย่างหนัก
เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้น
ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกัน
ทำเชิงตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน
พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลีเหนือเศียร
อันลูกศรคือความโศกครอบงำ พากันมาคร่ำครวญ
เมื่อศิษย์เหล่านั้น พิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิง-
ตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 51)

ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้
เศร้าโศกเลย ท่านทั้งหลายไม่ควรเป็นผู้เกียจคร้าน
ควรพยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและ
กลางวัน ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะ
เวลาให้ถึงเฉพาะ เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไป
ยังเทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป ได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยสมบัติใน
เทวโลกเกิน ๕๐๐ ครั้ง ในกัปที่เหลือเราได้ท่องเที่ยว
ไปอย่างสับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การก่อเจดีย์ทราย ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้
เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบาน ฉันใด เราเป็นผู้อัน
พระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัย
ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่
ไป นำมาซึ่งธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ เราตัด
กิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
อยู่ ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สรรเสริญพระ-
พุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ . เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็ภิกษุและสามเณรทั้งหลายผู้เป็นปุถุชน ไม่รู้ว่าท่านพระสิริมาเถระ
ผู้มีอภิญญา ๖ เป็นพระอริยะจึงไม่ยกย่อง จะพูดคุยอะไรกัน ก็พากันตำหนิ
เพราะความที่ท่านเป็นผู้มีลาภน้อย โดยที่ชาวโลกไม่สนใจ. แต่เมื่อจะยกย่อง

95