ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 76 (เล่ม 51)

เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอา
ดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำซึ่งมุงด้วย
ดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้
ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด สมัยนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ เสด็จออกจากสมาธิ
ประทับนั่ง ทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของ
พระศาสดา พระนามว่า ปิยทัสสี ชื่อว่าวรุณะ กับ
พระอรหันตขีณาสพแสนองค์ ได้มาเฝ้าพระศาสดา
ผู้นำชั้นพิเศษ ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พิชิตมาร
ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระ-
อนุรุทธเถระผู้อุปัฏฐาก ของพระศาสดาทรงพระนาม
ว่า ปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถาม
พระมหามุนีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่า
หนอ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้
ปรากฏ เพราะมีเหตุ พระศาสดาจึงทรงแย้มพระสรวล
ให้ปรากฏ.
พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดธารปะรำที่มุงด้วย
ดอกไม้ให้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรมของมาณพนั้น
จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่พิจารณาเห็น
ช่องทางที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรใน
เทวโลก หรือมนุษยโลก ย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 77 (เล่ม 51)

เพรียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด
บริษัทเท่านั้น จักถูกบังด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบ
ด้วยบุญกรรม จักรื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการ
ฟ้อน การขับ การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้น
ทุกเมื่อ บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมีกลิ่น
หอมฟุ้ง และฝนดอกรัง จักตกลงทั่วไปในขณะนั้น
มาณพนี้ จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่ความเป็นมนุษย์
แม้ในมนุษยโลกนี้ หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ ตลอด
กาลทั้งปวง ณ มนุษยโลกนี้ การฟ้อนและการขับที่
ประกอบด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็นนิตย์
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝน
ดอกรังก็จักตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่งแล้ว
จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดา มีพระ
นามว่า " โคดม " จึงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราช
จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรม
ของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม
เนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ
ปรินิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคาดอกรัง
เมื่อถูกฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่เชิงตะกอนนั้น
ก็จักมีหลังคาดอกรัง พระมหามุนี ทรงพระนามว่า
ปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่
บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม เราได้เสวยราช
สมบัติในเทวโลก ในหมู่เทวดา ๓๐ กัป ได้เป็น

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 78 (เล่ม 51)

พระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง เราออกจากเทวโลก มา
ในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ในมนุษย-
โลกนี้ ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปะรำ นี้เป็น
การบังเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป
แม้ในภพนี้หลังคาดอกรัง ก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง
เรายังพระมหามุนีพระนามว่า โคดม ผู้ประเสริฐกว่า
ศากยราชให้ทรงยินดี ได้ละความมีชัย และความ
ปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ในกัป
ที่๑,๘๐๐ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าองค์ใด ด้วยพุทธบูชา
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา. เรา
เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วย
ลาภ เลิศด้วยยศเป็นพิเศษ. ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้เป็นปุถุชนบางพวก
เห็นลาภสักการะของพระเถระแล้ว แสดงความไม่พอใจออกมาด้วยความเป็น
คนพาล. พระเถระรู้ดังนั้น เมื่อจะประกาศโทษในลาภสักการะ และความที่
ตนเป็นผู้ไม่ข้องอยู่ในลาภสักการะนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ภิกษุศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิได้ข้าว น้ำ ผ้า
และที่นอน ที่นั่ง ย่อมชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก ภิกษุรู้
โทษในลาภสักการะว่า เป็นภัยอย่างนี้แล้ว ควรเป็นผู้
มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีสติงดเว้นความยินดี
ในลาภ ดังนี้.

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 79 (เล่ม 51)

คาถาทั้งสองนั้น มีอธิบายว่า ภิกษุแม้ถึงจะแสดงปลายผมก็ชื่อว่า
เป็นคนโล้น เพราะความเป็นผู้มีผมอันโกนแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ครองผ้าสังฆาฏิ
เพราะความเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัสตร์ที่เขาตัดแล้ว เอามาเย็บติดกันไว้
บรรพชิตผู้เข้าถึงความเป็นผู้มีเพศแตกต่างจากคฤหัสถ์อย่างนี้ มีความเป็นอยู่
เนื่องด้วยผู้อื่น ถ้าผู้ใดยังอยากได้ข้าวและน้ำเป็นต้น แม้ผู้นั้นย่อมชื่อว่าได้ข้าศึก
ไว้มาก ภิกษุเป็นอันมาก จะพากันริษยาภิกษุนั้น.
เพราะเหตุนั้น ภิกษุรู้อาทีนพคือโทษ ในลาภสักการะทั้งหลายว่ามี
กำลังมากคือเป็นภัยอย่างใหญ่หลวง นี้ คือเห็นปานนี้ พึงตั้งความเป็นผู้มีความ
ปรารถนาน้อย และความสันโดษไว้ในหทัยแล้วพึงเป็นผู้มีลาภน้อย โดยเว้น
ลาภแม้ที่ให้เกิดขึ้นโดยความเป็นของหาโทษมิได้ อันเกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนั้น
ก็จะชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีจิตชุ่มด้วยราคะ เพราะไม่มีความชุ่ม คือ ความอยากใน
ลาภนั้น ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสาร หรือเพราะความเป็นผู้มีกิเลส
อันทำลายแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ด้วยสามารถแห่งสติและสัมปชัญญะ อันเป็น
ที่ตั้งแห่งความสันโดษ พึงเว้นรอบคือเที่ยวไปอยู่ (ตามสบาย) ภิกษุทั้งหลาย
เหล่านั้น ฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว ยังพระเถระให้อดโทษในขณะนั้นเอง.
จบอรรถกถาติสสเถระ

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 80 (เล่ม 51)

๘. กิมพิลเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระกิมพิลเถระ
[๒๗๕] ได้ยินว่า พระกิมพิลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
พระศากยบุตรทั้งหลาย ผู้เป็นสหายกันในปาจีน-
วังสทายวัน ได้พากันละโภคะไม่น้อย มายินดีในการ
เที่ยวบิณฑบาต ปรารภความเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว
มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ละความยินดีในโลก มา
ยินดีอยู่ในธรรม.
อรรถกถากิมพิลเถรคาถา
คาถาของท่านพระกิมพิลเถระ เริ่มต้นว่า ปาจีนวํสทายมฺหิ. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
เหตุเกิดความสังเวช และบรรพชา อันเป็นบุรพภาคของเรื่องราวที่
เกิดขึ้นนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งคาถามีอาทิว่า อภิสตฺโต ใน
เอกนิบาตแล้วทั้งนั้น และด้วยคาถานั้น พระเถระแสดงเหตุแห่งการบรรลุคุณ
วิเศษของตนไว้ด้วย. แต่ในคาถานั้น พึงทราบว่า พระเถระแสดงการอยู่ร่วม
โดยความพร้อมเพรียงของตนผู้บรรลุคุณวิเศษแล้ว กับท่านพระอนุรุทธะและ
ท่านพระนันทิยะ. ก็พระเถระเมื่อจะแสดงถึงการที่พระเถระเหล่านั้นอยู่ร่วมกัน
โดยความพร้อมเพรียงจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 81 (เล่ม 51)

พระศากยบุตรทั้งหลาย ผู้เป็นสหายกันในปาจีน-
วังสทายวัน ได้พากันละโภคะไม่น้อย มายินดีในการ
เที่ยวบิณฑบาต ปรารภความเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว
มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ละความยินดีในโลก มา
ยินดีอยู่ในธรรม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาจีนวํสทายมฺหิ ได้แก่ ในป่าที่
กำหนดเขตรวมกัน มีคนรักษาคุ้มครอง มีชื่อว่า ปาจีนวังสะ. อธิบายว่า
ป่านั้น ท่านเรียกว่า ปาจีนวังสะ เพราะตั้งอยู่ในทิศปราจีนของหมู่บ้าน และ
เพราะแวดล้อมไปด้วยพุ่มไม้ไผ่ หรือเรียกว่า ปาจีนวังสะ เพราะเป็นป่าไม้ไผ่.
บทว่า สกฺยปุตฺตา ได้แก่ พวกราชกุมารของเจ้าศากยะ มีพระอนุ-
รุทธเถระเป็นต้น.
บทว่า สหายกา ความว่า ชื่อว่าเป็นสหายกัน เพราะเป็นทาง คือ
เป็นการดำรงอยู่ร่วมกัน โดยเกิดความสังเวชร่วมกัน บรรพชาร่วมกัน และ
บำเพ็ญสมณธรรมร่วมกัน.
บทว่า ปหายานปฺปเก โภเค ความว่า ทิ้งกองแห่งโภคะใหญ่
ที่ตนถึงทับด้วยบุญญานุภาพอันโอฬาร และมีมาโดยการสืบต่อแห่งตระกูล
บาลีว่า สหายานปฺปเก ดังนี้ก็มี.
บทว่า อุญฺเฉ ปตฺตาคเต รตา ความว่า ชื่อว่ายินดีแล้ว คือ
ยินดียิ่งแล้วในภาชนะสำหรับขอ เพราะความเป็นของที่นำมาได้ด้วยการเที่ยว
ขอเลี้ยงชีวิต ชื่อว่ามาในบาตร เพราะมาแล้วในบาตร ได้แก่ของที่นับเนื่อง
ในบาตร. อธิบายว่า ห้ามอติเรกลาภ มีสังฆภัตเป็นต้น แล้วยินดีด้วยภัต
ที่ระคนปนกันอันตนได้แล้ว ด้วยการเที่ยวภิกษา โดยอาศัยกำลังแข้งเท่านั้น.

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 82 (เล่ม 51)

บทว่า อารทฺธวิริยา ความว่า ตั้งความเพียรไว้ เพื่อบรรลุประโยชน์
อันสูงสุด แต่ต้นทีเดียว คือ ก่อนทีเดียว.
บทว่า ปหิตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตส่งไปแล้วสู่พระนิพพาน
เพราะความเป็นผู้น้อมไป โน้มไป โอนไป (สู่พระนิพพาน) และเพราะการ
เข้าถึงตามกาลเวลา.
บทว่า นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีความบากบั่น
ไม่ย่อหย่อนตลอดกาลทั้งปวง เพราะหมั่นประกอบการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม
ในวัตรปฏิบัติทั้งหลาย.
บทว่า รมนฺติ ธมฺมรติยา หิตฺวา โลกิยํ รตึ ความว่า ละความ
ยินดีในรูปารมณ์เป็นต้น อันเป็นโลกิยะ เพราะรู้แจ้งโลก และเพราะถึงที่สุด
แห่งโลก คือละได้ด้วยมรรคปัญญา ย่อมยินดีคืออภิรมย์ ด้วยความยินดีใน
โลกุตรธรรม และด้วยความยินดียิ่งในพระนิพพานอันเป็นผลเลิศ.
จบอรรถกถากิมพิลเถรคาถา
๙. นันทเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระนันทเถระ
[๒๗๖] ได้ยินว่า พระนันทเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง เพราะไม่มี
โยนิโสมนสิการ มีใจฟุ้งซ่านกลับกลอก ถูกกามราคะ
เบียดเบียน เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่พระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย ได้
ทรงสั่งสอนแนะนำแล้ว ถอนจิตที่จมลงในภพขึ้นได้.

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 83 (เล่ม 51)

อรรถกถานันทเถรคาถา
คาถาของท่านพระนันทเถระ เริ่มต้นว่า อโยนิโสมนสิกาโร.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครหงสาวดี
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว
ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง
ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ ฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น แม้ด้วยตนเอง บำเพ็ญมหาทานอันมากไปด้วยบูชาและสักการะ
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ ตั้งปณิธานว่า ในอนาคตกาล ขอข้า-
พระองค์ พึงเป็นเช่นสาวกเห็นปานนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกันด้วยพระองค์
ดังนี้แล้ว ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นเต่าใหญ่
ในแม่น้ำชื่อว่า วินดา ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
อัตถทัสสี วันหนึ่งเห็นพระศาสดา ประทับยืนอยู่ที่ริมฝั่ง เพื่อจะข้ามฝั่งน้ำ
มีความประสงค์จะยังพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ข้ามด้วยตนเอง จึงหมอบลงแทบบาท
มูลของพระศาสดา พระศาสดาทรงเล็งดูอัธยาศัยของมัน แล้วเสด็จประทับขึ้น
สู่หลัง. มันร่าเริงยินดี แล้วว่ายตัดกระแสน้ำไปโดยเร็ว ยังพระศาสดาให้ถึงฝั่ง
อย่างฉับพลัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุโมทนา ตรัสบอกสมบัติที่จะเกิดแก่มัน
แล้วเสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น มันท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น แล้วบังเกิด
ในพระครรภ์ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี โดยเป็นพระโอรสของพระ-
เจ้าสุทโธนมหาราช ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ในวันขนาน

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 84 (เล่ม 51)

พระนามพระกุมาร พระประยูรญาติได้ขนานพระนามว่า นันทะ ดังนี้ ก็
เพราะทรงยังหมู่ญาติให้ยินดีประสูติแล้ว ในเวลาที่นันทกุมารเจริญพระชนม์
พรรษา พระศาสดาทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไป ทรงทำการอนุ-
เคราะห์สัตวโลก เสด็จไปพระนครกบิลพัสดุ์ ทรงกระทำฝนโปกขรพรรษให้เป็น
อัตถุปบัติในญาติสมาคม ตรัสเวสสันดรชาดกแล้วเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในวันที่
๒ ยังพระชนกให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยพระคาถาว่า อุตฺติฏฺเฐ นปฺปม-
ชเชยฺย บุคคลไม่ควรประมาทในบิณฑบาตอันตนพึงลุกขึ้นยืนรับ ดังนี้แล้ว
เสด็จไปสู่นิเวศน์ ยังพระนางมหาปชาบดีให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล (และ) ยัง
พระราชาให้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ด้วยพระคาถามีอาทิว่า บุคคลพึงประพฤติ
ธรรมให้สุจริต ในวันที่ ๓ เมื่อพิธีวิวาหมงคล คือการนำราชธิดาเข้าไปสู่
นิเวศน์โดยการอภิเษกของนันทกุมาร กำลังดำเนินไป เสด็จเข้าไปบิณฑบาต
แล้วทรงยังนันทกุมารให้ถือบาตร ตรัสมงคลแล้ว ไม่ทรงรับบาตรจากมือของ
นันทกุมาร เสด็จไปสู่พระวิหาร ยังนันทกุมารผู้ถือบาตร ตามมาสู่พระวิหาร
ผู้ไม่ปรารถนาอยู่นั่นเทียว ให้บรรพชาแล้ว ทรงทราบความที่นันทกุมารถูกความ
ไม่ยินดีบีบคั้น เพราะเหตุที่ให้บรรพชาโดยวิธีอย่างนั้น แล้วทรงบรรเทาความ
ไม่ยินดีนั้นของนันทกุมารโดยอุบาย พระนันทะพิจารณาโดยแยบคายแล้วเริ่มตั้ง
วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน
กล่าวไว้ในอปทานว่า
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
เป็นพระสยัมภู เป็นนายกของโลก เป็นพระตถาคต
ได้เสด็จไปที่ฝั่งน้ำวินดา เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ
ออกไปจากน้ำแล้ว ประสงค์จะทูลเชิญพระพุทธเจ้า
เสด็จข้ามฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้เป็นนายกของ

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 85 (เล่ม 51)

โลก (กราบทูลว่า) ขออัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหา-
มุนี พระนามว่า อัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลังข้าพระองค์
เถิด ข้าพระองค์จะนำพระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอพระ-
องค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด
พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่ ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ทรงทราบถึงความดำริของเรา จึงได้เสด็จขึ้นหลังเรา
แล้วประทับยืนอยู่ ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตน
ได้ และในเวลาที่ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือน
กับสุขเมื่อพื้นฝ่าพระบาทสัมผัสไม่ พระสัมพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จขึ้น
ประทับยืนที่ฝั่งน้ำแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณเท่าจิตเป็นไป
ก็พระยาเต่ามีบุญนี้ ส่งเราข้ามฟากด้วยการส่งพระพุทธ-
เจ้าข้ามฟากนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา จัก
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จากเทวโลก
มามนุษยโลกนี้ เป็นผู้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ
อาสนะอันเดียว จักข้ามพ้นกระแสน้ำ คือความสงสัย
ได้ พืชแม้น้อย แต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนาดี เมื่อ
ฝนยังอุทกธาราให้ตกอยู่ โดยชอบ ผลย่อมทำชาวนา
ให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทก-
ธาราโดยชอบ ผลจักทำเราให้ยินดี เราเป็นผู้มีตนอัน

85