ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 66 (เล่ม 51)

บัณฑิต เพราะประกอบด้วยปัญญา อันต่างด้วยโลกิยปัญญาและโลกุตรปัญญา
กุลบุตรผู้ประสงค์จะยังประโยชน์ตนให้สำเร็จ พึงอยู่กับบัณฑิตเหล่านั้น คือ
อยู่ร่วมกัน.
พระวิมลเถระ ฟังโอวาทนั้นแล้ว มีความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา
ยังประโยชน์ตนให้สำเร็จแล้ว ความข้อนี้นั้นจักมีต่อไปข้างหน้าอีก.
จบอรรถกถาโสมมิตตเถรคาถา
๕. สัพพมิตตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสัพพมิตตเถระ
[๒๗๒] ได้ยินว่า พระสัพพมิตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
คนเกี่ยวข้องในคน คนยินดีกะคน คนถูกคน
เบียดเบียน และคนเบียดเบียนคน ก็จักต้องการอะไร
กับคน หรือกับสิ่งที่คน ทำให้เกิดแล้ว แก่คนเล่า
ควรละคนที่เบียดเบียนคน เป็นอันมากไปเสีย.
อรรถกถาสัพพมิตตเถรคาถา
คาถาของท่านพระสัพพมิตตเถระ เริ่มต้นว่า ชโน ชนมฺหิ
สมฺพทฺโธ เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในตระกูลของนายพราน ในกาลของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เป็น
พรานป่า ฆ่าเนื้อในป่ากินเนื้อเลี้ยงชีวิต.

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 67 (เล่ม 51)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงทรง
แสดงรอยพระบาท ไว้ในที่ใกล้ที่เขาอยู่ ๓ รอย แล้ว เสด็จหลีกไป. เขา
เห็นรอยพระบาท มีเครื่องหมายเป็นรูปกงจักร เพราะมีการสั่งสมอันกระทำไว้
ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีตกาล มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วย
ดอกหงอนไก่ บังเกิดในภพดาวดึงส์ด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สัพพมิตตะ. เขาบรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว เห็น
พุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับมอบพระวิหาร ชื่อว่า
เชตวัน เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว เรียนกรรมฐานอยู่ในป่า เข้าจำพรรษา
แล้ว ออกพรรษาแล้ว ไปสู่พระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้เห็นลูกเนื้อติดอยู่ในบ่วง ที่นายพรานเนื้อดักไว้ในระหว่างทาง ส่วน
นางเนื้อผู้เป็นแม่ของลูกเนื้อนั้น ไม่ติดบ่วง (และ) ไม่หนีไปไกล เพราะ
ความรักห่วงใยในลูก (แต่) ไม่กล้าเข้าไปใกล้บ่วง เพราะกลัวตาย ส่วนลูก
เนื้อหวาดกลัว ดิ้นวนไปวนมาข้างโน้น ข้างนี้ ร้องขอความกรุณา. พระเถระ
เห็นดังนั้นแล้วคิดว่า โอ ! ทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย มีความรักห่วงใยเป็นเหตุ
ดังนี้ แล้วเดินต่อไป ต่อจากนั้นเมื่อโจรจำนวนมาก จับบุรุษคนหนึ่งได้ เอา
ฟ่อนฟางพันร่างกาย เผาทั้งเป็น และเห็นบุรุษนั้นร้องเสียงดังลั่น อาศัยเหตุ
๒ อย่างนั้น เกิดความสลดใจ เมื่อโจรทั้งหลายกำลังฟังอยู่นั้นแล ได้กล่าว
คาถา ๒ คาถา ความว่า
คนเกี่ยวข้องในคน คนยินดีกะคน คนถูกคน
เบียดเบียน และคนเบียดเบียนคน ก็จักต้องการอะไร
กับคน หรือกับสิ่งที่คนทำให้เกิดแล้ว แก่คนเล่า ควร
ละคนที่เบียดเบียนคน เป็นอันมากไปเสีย ดังนี้.

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 68 (เล่ม 51)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชโน ได้แก่ คนอันธพาล. บทว่า
ชนมฺหิ ได้แก่ ในคนอื่น. บทว่า สมฺพทฺโธ ได้แก่ เกี่ยวข้อง ด้วยเครื่อง
เกี่ยวข้องคือตัณหา คือเกี่ยวข้องผูกพัน โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้นี้เป็นบุตรของ
เรา ผู้นี้เป็นมารดาของเรา.
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ อย่างนี้นั่นแหละ (แต่) มีความหมายว่า มีจิต
ผูกพัน อย่างนี้ว่า คนเหล่านี้เลี้ยงดูเรามา เราอาศัยคนเหล่านี้เลี้ยงชีพ.
บทว่า ชนเมวสฺสิโต ชโน ความว่า คนอื่น ยินดี คือติดแน่น
แล้วด้วยตัณหา ได้แก่ กำหนดยึดถือ เอาคนอื่นนั่นแลโดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้
เป็นธิดาของเรา.
บทว่า ชโน ชเนน เหฐียติ เหเฐติ จ ชโน ชนํ ความ
ว่า คนยินดีกะคน ด้วยสามารถแห่งความโลภ เพราะกัมมัสสกตาญาณ และ
เพราะความไม่มีความรู้ตามความเป็นจริง ฉันใด คนถูกคนอื่นเบียดเบียน คือ
ขัดขวาง ด้วยอำนาจโทสะก็ฉันนั้น และคนเมื่อไม่รู้ว่า กรรมที่เราทำนี้นั้น
จักเป็นกรรมตกทอดถึงเราเอง โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการเบียดเบียนที่รุนแรง
ขึ้น ดังนี้ จึงเบียดเบียนกันเอง. บทว่า โก หิ ตสฺส ชเนนตฺโถ
ความว่า คนที่ยินดีกันด้วยอำนาจแห่งตัณหา หรือเบียดเบียนกันด้วยอำนาจ
แห่งโทสะ จะเกิดประโยชน์อะไรแก่คนอื่นเล่า ?
บทว่า ชเนน ชนิเตน วา ความว่า หรือคนที่เป็นมารดา บิดา
มีหน้าที่ยังคนอื่นให้เกิดนั้นจะมีประโยชน์อะไร ? บทว่า ชนํ โอหาย
คจฺฉํ ตํ เหฐยิตฺวา พหุํ ชนํ ความว่า เพราะเหตุที่ข้อปฏิบัติของคน
ผู้เที่ยวไปในสงสาร มีลักษณะอย่างนี้เหมือนกันหมด ฉะนั้น ควรละคนชนิดนั้น
เสีย คือ ตัณหาที่เบียดเบียนคนก็ดี โทสะที่ประทุษร้ายกันนั้นก็ดี เบียด
เบียนคนเป็นอันมากแล้วตั้งอยู่ พึงละ คือทิ้งตัณหาและโทสะนั้นโดยประการ
ทั้งปวงแล้วไปเสีย. อธิบายว่า พึงถึง คือบรรลุฐานะที่คนเหล่านั้น ตามเข้า
ไปประทุษร้ายไม่ได้.

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 69 (เล่ม 51)

ก็พระเถระครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระ
อรหัตแล้วในขณะนั้นเอง. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า
เมื่อก่อนเรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงานใน
ป่า เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่
มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของ
โลก พระนามว่า ติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ได้ทรง
แสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์ ก็เรา
ได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดา พระนามว่า
ติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริง มีจิต
ยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้น
หงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึง
เด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด
เพราะกรรมที่เราทำไว้แล้วดีนั้น และเพราะความตั้ง
เจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ไปสู่ดาวดึงส์พิภพ
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มี
รัศมีเป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทร
กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระ
พุทธบาท. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็โจรเหล่านั้น ฟังธรรมในสำนักของพระเถระแล้ว เกิดความสลดใจ
บวชแล้ว พากันปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัพพมิตตเถรคาถา

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 70 (เล่ม 51)

๖. มหากาฬเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระมหากาฬเถรคาถา
[๒๗๓] ได้ยินว่า พระมหากาฬเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
หญิงชื่อ กาฬี มีร่างกายใหญ่ ดำดังกา หักขาซ้าย
ขาขวา แขนซ้ายแขนขวา และทุบศีรษะของซากศพ
ให้มันสมองไหลออก ดังหม้อทธิ แล้ววางไว้ตามเดิม
นั่งอยู่ ผู้ใดไม่รู้แจ้ง เป็นคนเขลา ก่อให้เกิดกิเลส
ผู้นั้น ย่อมเข้าถึงทุกข์ร่ำไป เพราะฉะนั้น บุคคลรู้ว่า
อุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ จึงไม่ควรก่อให้เกิดกิเลส เรา
อย่าถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่อย่างนี้ อีกต่อไป.
อรรถกถามหากาฬเถรคาถา
คาถาของท่านพระมหากาฬเถระ เริ่มต้นว่า กาฬี อิตฺถี. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว ไปป่า
ด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นผ้าบังสุกุลจีวรห้อยอยู่ที่กิ่งไม้ มีจิตเลื่อมใสว่า
ผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอริยเจ้าห้อยอยู่ แล้วเก็บเอาดอกกระดึง
มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 71 (เล่ม 51)

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
บังเกิดในตระกูลของพ่อค้าเกวียน ในเสตัพยนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มี
นามว่า มหากาฬ บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองเรือน บรรทุกสินค้าด้วย
เกวียน ๕๐๐ เล่ม ไปสู่พระนครสาวัตถี ด้วยกิจของการค้า พักกองเกวียนไว้
ณ ที่แห่งหนึ่ง บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง นั่งอยู่กับบริษัท
ของตน เห็นพวกอุบาสก ถือเอาของหอมและระเบียบเป็นต้น ไปสู่พระเชตวัน
วิหาร ในเวลาเย็น แม้ตนเองก็ไปสู่วิหารกับพวกอุบาสกเหล่านั้น ฟังธรรมใน
สำนักของพระศาสดาแล้ว เป็นผู้ที่จิตศรัทธาบวชแล้ว อธิษฐานโสสานิกังค-
ธุดงค์ (ธุดงค์คือการถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร) แล้วอยู่ในป่าช้า.
ครั้นวันหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งนามว่า กาฬี เป็นคนเผาศพ (สัปเหร่อ)
หักขา หักแขน ของศพที่ตายใหม่ ๆ อย่างละ ๒ ข้าง และทุบศีรษะให้
มันสมองไหลออกดังหม้อทธิ แล้วต่ออวัยวะทุกชิ้นส่วนให้เหมือนเดิม เพื่อให้
พระเถระปลงกรรมฐาน ตั้งไว้ให้พระเถระพิจารณา ในที่สำหรับประกอบ
ความเพียร แล้วนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง. พระเถระเห็นชิ้นส่วนของซากศพแล้ว
เมื่อจะสอนตน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หญิงชื่อกาฬี มีร่างกายใหญ่ ดำดังกา หักขาซ้าย
ขาขวา แขนซ้ายแขนขวา และทุบศีรษะของซากศพ
ให้มันสมองไหลออกดังหม้อทธิ แล้ววางไว้ตามเดิม
นั่งอยู่ ผู้ใดแลไม่รู้แจ้ง เป็นคนเขลาก่อให้เกิดกิเลส
ผู้นั้นย่อมเข้าถึงทุกข์ร่ำไป เพราะฉะนั้น บุคคลรู้ว่า
อุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ จึงไม่ควรก่อกิเลสให้เกิด เรา
อย่าถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป ดังนี้.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 72 (เล่ม 51)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬี เป็นชื่อของหญิงนั้น. อีกอย่างหนึ่ง
ท่านเรียกชื่อ (ว่ากาฬี) อย่างนี้ เพราะความเป็นหญิง มีร่างกายสีดำ
บทว่า พฺรหตี ได้แก่ มีร่างกายใหญ่ คือมีร่างกายกำยำล่ำสัน.
บทว่า ธงฺกรูปา ความว่า ชื่อว่า มีรูปเหมือนกา เพราะมีร่างกาย
สีดำนั่นเอง.
บทว่า สตฺถิญฺจ เภตฺวา ความว่า หักขาซ้ายของคนตาย โดยวิธี
หักด้วยเข่า.
บทว่า อปรญฺจ สตฺถึ ความว่า และหักขาขวาอีกด้วย.
บทว่า พาหญฺจ เภตฺวา ความว่า หักกระดูกแขนที่ปลายแขน
นั่นแหละ.
บทว่า สีลญฺจ เภตฺวา ทธิกาลกํว ความว่า ทุบศีรษะของซากศพ
เหมือนหม้อใส่นมส้ม ที่ไหลเยิ้มออกเพราะถูกทุบด้วยก้อนดินและท่อนไม้
นั่นเทียว อธิบายว่า ทุบให้มีมันสมองไหลออก.
บทว่า เอสา นิสินฺนา อภิสนฺทหิตฺวา ความว่า รวบรวมซากศพ
ที่มีอวัยวะถูกตัด ถูกหัก (กระจัดกระจาย) อยู่นั่นแล ทำให้ติดต่อกัน โดย
วางอวัยวะเหล่านั้นไว้ในตำแหน่งเดิมนั่นแหละ เหมือนกองทิ้งอยู่ตลาดเนื้อสด
นั่งอยู่แล้ว.
บทว่า โย เอว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ความว่า บุคคลใดแม้เห็น
กรรมฐาน อันปรากฏโดยสภาพของซากศพนี้แล้ว (แต่) ไม่รู้แจ้ง ไม่ฉลาด
ทิ้งกรรมฐาน ยังอุปธิคือกิเลสให้เกิด โดยไม่กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย
บุคคลนั้นเป็นคนเขลา คือมีปัญญาอ่อน ชื่อว่าย่อมเข้าถึงทุกข์ ในอบายมีนรก
เป็นต้น บ่อย ๆ คือ วนไปเวียนมา เพราะยังไม่ล่วงพ้นสงสาร. เพราะฉะนั้น
บุคคลรู้ว่าอุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ จึงไม่ควรก่อกิเลสให้เกิด.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 73 (เล่ม 51)

บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุนั้นเป็นอย่างนี้.
บทว่า ปชานํ อุปธึ ความว่า บุคคลใดรู้ว่า อุปธิเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
กระไว้ในใจโดยแยบคาย ไม่พึงกระทำ คือไม่พึงก่ออุปธิให้เกิด. เพราะ
เหตุไร ? เพราะเราอย่าถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป. อธิบายว่า
ซาศพนี้ถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่ฉันใด เราอย่าเป็นคนรกป่าช้า ถูกทุบศีรษะ
นอนอยู่ ด้วยการบังเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสงสาร ด้วยการก่ออุปธิคือกิเลสเหมือน
อย่างนั้นเลย. เมื่อพระเถระกล่าวสอนตนอยู่อย่างนี้แล ขวนขวายวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ
อุทังคณะ ที่ภูเขานั้น เราได้เห็นผ้าบังสุกุลจีวร ห้อย
อยู่บนยอดไม้ ครั้งนั้น เราร่าเริง มีจิตยินดี เลือกเก็บ
ดอกกระดึงทอง ๓ ดอก มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร ด้วย
กรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้
เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่
๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น เพราะ
บูชาผ้าบังสุกุลจีวร อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์
เราไม่รู้จักทุคติเลย. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถามหากาฬเถรคาถา

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 74 (เล่ม 51)

๗. ติสสเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระติสสเถระ
[๒๗๔] ได้ยินว่า พระติสสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ภิกษุศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ได้ข้าว น้ำ ผ้า
และที่นอน ที่นั่ง ย่อมชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก ภิกษุ
รู้โทษในลาภสักการะว่า เป็นภัยอย่างนี้แล้ว ควรเป็น
ผู้มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีสติงดเว้นความ
ยินดีในลาภ.
อรรถกถาติสสเถรคาถา
คาถาของท่านพระติสสเถระ เริ่มต้นว่า พหู สปตฺเต ลภติ. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆเกิดในตระกูลพราหมณ์
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว
ถึงความสำเร็จในศิลปะทั้งหลาย เห็นโทษในกามทั้งหลาย สละฆราวาสวิสัย
บวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรมอยู่ในป่าดงรัง ใกล้ชัฏแห่งป่า. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงเข้านิโรธสมาบัติ ประทับนั่งที่ดงรังไม่ไกลอาศรม เพื่อจะ
ทรงอนุเคราะห์ดาบสนั้น. ดาบสออกจากอาศรม เดินไปหาผลาผล เห็น

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 75 (เล่ม 51)

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ปักเสา ๔ เสา ทำปะรำด้วยกิ่งรัง อัน
มีดอกบานสะพรั่ง ไว้เบื้องบนพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยดอกรัง ทั้งใหม่ทั้งสดตลอด ๗ วัน ไม่ละปีติ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
เลย. พอล่วงไป ๗ วัน พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธ ทรงดำริถึงภิกษุสงฆ์
พระขีณาสพประมาณหนึ่งแสน มาแวดล้อมองค์พระศาสดาในทันใดนั้นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสมบัติ ที่จะเกิดมีแก่ดาบสแล้ว ตรัสอนุโมทนา
แล้วเสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่
แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ ได้นามว่า ติสสะ เจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพท สอนมนต์กะ
มาณพประมาณ ๕๐๐ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เห็นพุทธานุภาพในคราวที่
พระศาสดาเสด็จไปพระนครราชคฤห์ ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
เราเข้าสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่างสวยงาม มุงบัง
ด้วยดอกรัง ครั้งนั้น เราอยู่ในป่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้สยัมภู เอกอัครบุคคลตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระ-
นามว่า ปิยทัสสี ทรงประสงค์ความสงัด จึงเสด็จ
เข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมไปป่า เที่ยวแสวงหา
มูลผลาผลป่า ในเวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศ
ใหญ่ ประทับนั่งเข้าสมาบัติ รุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่

75