ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 56 (เล่ม 51)

ผู้ประเสริฐสุด ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวาย
ผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เรียนพระไตรปิฎก ถึงความเป็น
ผู้ฉลาดเฉลียวเชี่ยวชาญ ในพระวินัยปิฎกเป็นพิเศษ เป็นผู้มีพรรษา ๑๐ และ
เป็นผู้สงเคราะห์บริษัท บริวาร เดินทางไปพระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก เข้าไปสู่อารามของ
พวกเดียรถีย์ในระหว่างทาง เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง
แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เห็นพราหมณ์คนหนึ่งกำลังเผาตบะ ๕ อยู่ จึงกล่าว
ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เมื่ออย่างหนึ่งถูกเผา อีกอย่างหนึ่งจะร้อนไปด้วยหรือ ?
พราหมณ์ฟังดังนั้นก็โกรธ พูดว่า ดูก่อนสมณะโล้นผู้เจริ อย่างอื่น
ที่จะต้องเผาคืออะไร ? พระเถระแสดงธรรมสอนพราหมณ์ ด้วยคาถาว่า
สิ่งที่ควรเผาเหล่านั้น คือ ความโกรธ ความริษยา
การเบียดเบียนผู้อื่น ความถือตัว ความแข่งดี ความ
มัวเมา ความประมาท ตัณหา อวิชชา และความข้อง
อยู่ในภพ ไม่ใช่รูปขันธ์.
พราหมณ์นั้นและอัญญเดียรถีย์ทั้งปวง ในอารามแห่งเดียรถีย์นั้น
ฟังโอวาทนั้นแล้ว พากันบวชในสำนักของพระเถระ. พระเถระไปสู่พระนคร
สาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุเหล่านั้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พักอยู่
ในพระนครสาวัตถี สิ้นวันเล็กน้อยแล้วย้อนกลับไปสู่ชาติภูมิของตนทีเดียว

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 57 (เล่ม 51)

กล่าวสอนผู้ที่ถือว่า จะบริสุทธิ์ได้เพราะยัญ (คือการบวงสรวง) ซึ่งมีลัทธิต่างๆ
กันในหมู่ญาติ ที่เข้าไปหาท่านเพื่อเยี่ยมเยียน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ชนเหล่าใดแล พยายามในทางร้ายกาจ ย่อม
เบียดเบียนมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการกระทำอันเจือด้วย
ความผลุนผลันก็ดี ด้วยการกระทำมีความประสงค์
ต่าง ๆ ก็ดี ชนเหล่านั้นกระทำทุกข์ให้ผู้อื่น ฉันใด
แม้ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น เพราะ
นรชนทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผล
แห่งกรรมที่ตนทำไว้นั้น โดยแท้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เป็นคำแสดงความไม่แน่นอน. บทว่า
เต เป็นปฏินิทเทส คือคำรับสมอ้างแสดงโดยไม่แน่นอนเหมือนกัน. แม้บท
ทั้งสองก็สัมพันธ์เข้ากับบทว่า ชนา.
บทว่า โข เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า เวฐมิสฺเสน ความว่า ด้วยการขันชะเนาะที่อวัยวะ มีศรีษะ
เป็นต้น โดยการมัดด้วยเชือกหนังเป็นต้น บาลีเป็น เวธมิสฺเสน ดังนี้ก็มี.
ความก็อย่างเดียวกันนั้น.
บทว่า นานตฺเตน จ กมฺมุนา ความว่า ด้วยการฆ่า การประหาร
การตัดอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้น และด้วยกรรมคือการเข้าไปฆ่าผู้อื่นมีอย่าง
ต่าง ๆ มีการแทงด้วยหอกทีละน้อย จนกว่าจะตายเป็นต้น.
บทว่า มนุสฺเส เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า
ได้แก่ ในสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุปรุนฺธนฺติ แปลว่า ย่อมเบียดเบียน.
บทว่า ผรสูปกฺกมา ได้แก่ ประโยคที่ทารุณ อธิบายว่า เป็นการ
กระทำของผู้ที่โหดร้าย.

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 58 (เล่ม 51)

บทว่า ชนา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า เตปิ ตตฺเถว กีรนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีประการดังกล่าว
แล้วเหล่านั้น เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการทรมานเหล่าใด ย่อมถูกกระทำ คือ
สนองตอบอย่างนั้นเหมือนกัน คือ ได้รับการทรมานอย่างนั้นแหละ อธิบายว่า
ย่อมเสวยทุกข์เห็นปานนั้นเหมือนกัน. ปาฐะว่า ตเถว กีรนฺติ ดังนี้ก็มี.
ความก็ว่า ตนเองทำทุกข์ให้แก่คนเหล่าอื่น ฉันใด ย่อมถูกคนเหล่าอื่นกระทำ
คือให้ถึงทุกข์อย่างนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุไร ? เพราะกรรมจะไม่สาบสูญ
ไปเลย. อธิบายว่า เพราะว่ากรรมที่ตนก่อไว้ โดยส่วนเดียวยังไม่ให้ผล จะ
ไม่จากไป คือจะให้ผลเมื่อประจวบกับปัจจัยที่ยังเหลืออยู่.
บัดนี้ พระเถระครั้นจำแนกข้อความที่กล่าวไว้โดยสังเขปว่า แม้
ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศความ
ที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน จึงได้กล่าวคาถาว่า ยํ กโรติ ดังนี้.
คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า สัตว์กระทำกรรมใดที่ดี คือเป็นกุศล
หรือว่า ที่ชั่ว คือเป็นอกุศล และในกรรม ๒ อย่างนั้น เมื่อกระทำกรรมใด
ย่อมชื่อว่า กระทำคือสั่งสม โดยกรรมนั้นสามารถจะให้ผล.
บทว่า ตสฺส ตสฺเสว ทายาโท ความว่า เมื่อสัตว์ถือเอาผลแห่ง
กรรมนั้น ๆ แล ชื่อว่าย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งผลอันกรรมนั้นพึงให้. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
มีกรรมเป็นทายาทดังนี้ เป็นต้น. ญาติทั้งหลายของพระเถระฟังคาถาเหล่านี้
แล้ว ตั้งอยู่แล้วในความเชื่อที่ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน.
จบอรรถกถาโชติทาสเถรคาถา

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 59 (เล่ม 51)

๓. เหรัญญกานิเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเหรัญญกานิเถระ
[๒๗๐] ได้ยินว่า พระเหรัญญกานิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า
วันและคืนย่อมล่วงไป ๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุ
ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย
ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทำบาปกรรมอยู่
ย่อมไม่รู้สึกตัว ต่อภายหลัง เขาจึงได้รับทุกข์อัน
เผ็ดร้อน เพราะบาปกรรมนั้นมีวิบากเลวทราม.
อรรถกถาเหรัญญกานิเถรคาถา
คาถาของท่านพระเหรัญญกานิเถระ เริ่มต้นว่า อจฺจยนฺติ อโห-
รตฺตาว. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล พระนครหงสาวดี
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว
รับจ้างผู้อื่นเลี้ยงชีพ วันหนึ่ง บริจาคผ้าครึ่งผืน ถวายสาวกของพระศาสดา
นามว่า สุชาตะ ผู้กำลังแสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในดาวดึงส์พิภพท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของนายโจรโวสาสกะ ผู้เป็น
นายบ้านของพระเจ้าโกศลในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า เหรัญญกานิ.

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 60 (เล่ม 51)

เขาเจริญวัยแล้ว พอบิดาล่วงลับไป ก็ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนายบ้าน เห็น
พุทธานุภาพ ในคราวที่ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา
มอบตำแหน่งนั้นให้แก่น้องชายของตน ทูลลาพระราชาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัส-
สนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน
กล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้น สาวกชื่อว่า สุชาตะ ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ แสวงหาผ้าบังสุกุล
อยู่ที่กองหยากเยื่อ ใกล้ทางรก เราเป็นลูกจ้างของ
คนอื่นอยู่ในพระนครหงสาวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้ว
อภิวาทด้วยเศียรเกล้า ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์ได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ เราเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนา-
นับมิได้ เพราะถวายผ้าครึ่งผืนเป็นทาน เราเป็นผู้ไม่มี
ภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิกบานอยู่ ทุกวันนี้เราปรารถนาก็พึง
เอาผ้าเปลือกไม้คลุมแผ่นดินนี้ พร้อมทั้งป่าและภูเขา
ได้ นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้
เราได้ให้ทานใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน.เราเผากิเลสทั้งหลาย
แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ
แล้ว ดังนี้.

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 61 (เล่ม 51)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว มีความประสงค์จะให้น้องชาย
ของตน เลิกจากการประกอบการงานนั้น เมื่อจะตักเตือนน้องชาย เพราะเห็นเขา
ยินดีอยู่แต่ในการงานนั้นแหละ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
วันและคืนย่อมล่วงไป ๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุ
ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปเหมือนน้ำในแม่น้ำ
น้อย ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทำบาปกรรมอยู่
ย่อมไม่รู้สึกตัว ต่อภายหลัง เขาจึงได้รับทุกข์อันเผ็ด-
ร้อน เพราะบาปกรรมนั้น มีวิบากเลวทราม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจยนฺติ แปลว่า ก้าวล่วงไป อธิบายว่า
กำลังจากไปอย่างรวดเร็ว.
บทว่า อโหรตฺตา แปลว่า ทั้งกลางคืนและกลางวัน.
บทว่า ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ ความว่า ก็ชีวิตินทรีย์ ย่อมดับด้วย
สามารถแห่งการดับไปทุก ๆ ขณะ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอ
ย่อมแก่ ย่อมเจ็บ ย่อมตาย ย่อมจุติ และอุปบัติ ทุก ๆ ขณะดังนี้.
บทว่า อายุ ขียติ มจฺจานํ ความว่า อายุของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้
ที่ได้นามว่า มัจจะ เพราะมีอันจะต้องตายเป็นสภาพ ได้แก่ อายุที่กำหนด
เวลาอย่างสูงไว้ว่า สัตว์ใดมีชีวิตอยู่ได้นาน สัตว์นั้นก็อยู่ได้แค่ร้อยปี น้อยหรือ
มากไปบ้าง ย่อมสิ้นไป คือถึงความสิ้นไปและความแตกดับ เหมือนอะไร ?
เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ฉะนั้น ธรรมดาน้ำของแม่น้ำน้อย คือแม่น้ำเล็ก ๆ
ที่ไหลมาจากภูเขา ย่อมตั้งอยู่ได้ไม่นาน แห้งไปอย่างรวดเร็ว คือพอไหลมา
เท่านั้น ก็ขาดแห้งไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมสิ้นไป
เร็วกว่า คือ ถึงความสิ้นไป ก็น้ำนั่นแล ในคาถานี้ ท่านเรียกว่า โอทกัง
เหมือนอย่างใจนั่นแลท่านเรียกว่า มานัส.

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 62 (เล่ม 51)

บทว่า อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ ความว่า
เมื่อสงสารแม้เป็นของไม่เที่ยง มีอยู่อย่างนี้ คนพาลทำกรรมอันลามก ด้วย
สามารถแห่งความโลภหรือด้วยสามารถแห่งความโกรธ แม้เมื่อกระทำก็ไม่รู้ตัว
และกำลังกระทำความชั่วอยู่ จะไม่รู้ว่า เราทำชั่วอยู่ ย่อมไม่มี แต่เพราะไม่รู้ว่า
กรรมนี้ มีทุกข์เป็นวิบากเห็นปานนี้ ดังนี้ ท่านจึงกล่าวว่า น พุชฺฌติ
ย่อมไม่รู้ตัว ดังนี้.
บทว่า ปจฺฉาสฺส กฏุกํ โหติ ความว่า แม้ถ้าในขณะที่สั่งสม
กรรมอันลามกนั้น จะไม่รู้ว่า กรรมนี้มีผลอย่างนี้ แต่ภายหลังจากนั้น ทุกข์
อันเผ็ดร้อน ไม่น่าปรารถนานั่นแหละ จะมีแก่คนพาลนั้น ผู้บังเกิดในอบายภูมิ
มีนรกเป็นต้น.
เพราะบาปกรรมนั้น มีผลเลวทราม คือ เพราะขึ้นชื่อว่ากรรมอัน-
ลามกนั้น มีผลลามก เลวทราม ไม่น่าปรารถนานั่นเอง ก็น้องชายของพระ-
เถระครั้นฟังโอวาทนี้แล้ว ทูลลาพระราชา บวชแล้ว ยังประโยชน์ตนให้
สำเร็จแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก.
จบอรรถกถาเหรัญญกานิเถรคาถา

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 63 (เล่ม 51)

๔. โสมมิตตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระโสมมิตตเถระ
[๒๗๑] ได้ยินว่า พระโสมมิตตเถระไค้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็ก ๆ จมลงไปในห้วง-
น้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพ
ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคล
พึงเว้นคนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรเลวทรามเสีย ควร
อยู่กับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัด เป็นอริยะมีใจเด็ดเดี่ยว
เพ่งฌาน มีความเพียรอันปรารภแล้ว เป็นนิตย์.
อรรถกถาโสมมิตตเถรคาถา
คาถาของท่านพระโสมมิตตเถระ เริ่มต้นว่า ปริตฺตํ ทารุํ. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์-
ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาลของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว สดับพระพุทธคุณ
มีใจเลื่อมใส วันหนึ่งเห็นต้นทองกวาวมีดอกบานสะพรั่ง จึงเก็บเอาดอกมา
แล้วเหวี่ยงขึ้นบนอากาศ (ตั้งใจ) บูชาเฉพาะพระศาสดา.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ พระนครพาราณสี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า โสม-

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 64 (เล่ม 51)

มิตตะ เป็นผู้เรียนจบไตรเพท เป็นผู้มีความคุ้นเคยกับพระเถระ ชื่อว่า วิมละ
ไปสู่สำนักของพระเถระเนือง ๆ ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาในพระศาสนา
บวชแล้ว ได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญวัตรปฏิบัติเที่ยวไป.
ส่วนพระวิมลเถระ เป็นผู้เกียจคร้าน มากไปด้วยความหลับ ยังคืน
และวันให้ล่วงไป พระโสมมิตตะ คิดว่า จะมีคุณประโยชน์อะไร เพราะอาศัย
พระเถระผู้เกียจคร้าน (เช่นนี้) ดังนี้แล้ว จึงละพระวิมลเถระเข้าไปหาพระ-
กัสสปเถระ ตั้งอยู่ในโอวาทของพระกัสสปเถระแล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่
ในพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทาน
ว่า
เราเห็นต้นทองกวาวมีดอก จึงประนมกรอัญชลี
นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วบูชาในอากาศ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนง
ไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ใน
กัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวง เราถอน
ขึ้นแล้ว เราเปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ ตัดบ่วง
ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เรามาในสำนัก
แห่งพระพุทธเจ้าของเราเป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา
๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา-
กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะคุกคามพระวิมลเถระ
โดยโอวาทได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ – หน้าที่ 65 (เล่ม 51)

เต่าตาบอดเกาะไม้เล็กๆจมลงไปในห้วงน้ำใหญ่
ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพ ย่อมจม
ลงในสังสารวัฏ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้น
คนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรเลวทรามเสีย ควรอยู่กับ
บัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะมีใจเด็ดเดี่ยวเพ่งฌาน
มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิตย์ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตํ ทารุมารุยฺห ยถา สีเท
มหณฺณเว ความว่า กุลบุตรแม้มีศีลเป็นที่รัก อาศัยคนเกียจคร้าน คือคน
ขี้เกียจ ย่อมจมลง คือตกไปในสงสาร ได้แก่ ไปไม่ถึงฝั่งแห่งมหรรณพ คือ
พระนิพพาน เพราะเหตุเป็นอย่างนี้ ฉะนั้น กุลบุตรพึงเว้นบุคคลนั้น ผู้ชื่อว่า
เกียจคร้าน เพราะจมลงสู่สภาพอันต่ำช้า โดยไม่ยกศีรษะขึ้น ด้วยสามารถแห่ง
กุศลธรรมอันยิ่ง ชื่อว่ามีความเพียรเลว เพราะไม่มีการปรารภความเพียร
อธิบายว่า ไม่พึงถึงทิฏฐานุคติของเขา (ไม่ควรเอาเยี่ยงเขา) พระเถระครั้น-
แสดงโทษของความเกียจคร้าน ด้วยคาถาอันเป็นบุคลาธิษฐานอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เพื่อจะแสดงอานิสงส์ในการปรารภความเพียร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิวตฺเตหิ
ดังนี้.
คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็บุคคลเหล่าใด ชื่อว่า เป็นผู้สงัดแล้ว
เพราะมีกายวิเวก ต่อแต่นั้นไปก็ชื่อว่าเป็นพระอริยะ เพราะเป็นผู้ไกลจาก
กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้ว เพราะความเป็นผู้มีตนอันส่งไป
แล้วสู่พระนิพพาน ชื่อว่าเป็นผู้มีฌาน ด้วยสามารถแห่งอารัมมณูปนิชฌาน
และด้วยสามารถแห่งลักขณูปนิชฌาน ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว
เพราะความเป็นผู้มีความเพียรอันประคองแล้ว ตลอดกาลทั้งปวง ชื่อว่าเป็น

65