ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 518 (เล่ม 50)

บทว่า ยสสฺสินา ความว่า ปรากฏ คือ รู้ชัดด้วยคุณทั้งปวง.
บทว่า ปริจฺเฉเทน ได้แก่ ประดับประดาไปด้วยต้นไม้ พุ่มไม้
และเถาวัลย์หลากหลาย หรือได้แก่ เป็นขอบเขต เพราะความเป็นสถานที่อยู่
ของท่าน. ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนมหานาม ถ้าท่านสละกรรมฐาน
เป็นผู้มากไปด้วยวิตกไซร้ ท่านจะเสื่อมจากภูเขา ชื่อว่า เนสาทกะ อันเป็น
สถานที่อยู่ สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ เป็นสัปปายะอย่างนี้ บัดนี้เราจักผลักท่าน
ให้ตกจากภูเขานี้ตาย เพราะเหตุนั้น ท่านต้องไม่ตกอยู่ในอำนาจของวิตก ดังนี้.
พระเถระข่มขู่คุกคามตนอยู่อย่างนี้นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุ
พระอรหัตแล้ว . สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้สร้างอาศรมสวยงามไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำ สินธุ
เราบอกคัมภีร์ อิติหาสะ พร้อมทั้งตำราทายลักษณะ
กะพวกศิษย์ที่อาศรมนั้น ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ธรรม
อันเราแนะนำดีแล้ว เป็นผู้ใคร่สดับคำสั่งสอนที่ดี บรรลุ
ถึงบารมีในองค์ ๖ ประการ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ เป็นผู้
ฉลาดในการทำนายการมาเกิดและในลักษณะทั้งหลาย
แสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นผู้นำที่วิเศษ จะทรง
อนุเคราะห์พวกเรา จึงเสด็จเข้ามา เราได้เห็นพระ-
มหาวีระ พระนามว่า สุเมธะ ผู้เป็นนายกของโลก
เสด็จมาถึง จึงได้ปูหญ้าลาดถวายแด่พระองค์ ผู้เป็น
เชษฐบุรุษของโลก เราถือเอาน้ำผึ้งมาจากป่าใหญ่
ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระสัมพุทธเจ้า

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 519 (เล่ม 50)

เสวยแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส
ได้ถวายน้ำผึ้งแก่เรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ด้วยการ
ถวายน้ำผึ้ง และด้วยการลาดหญ้าถวายนี้ ผู้นั้นจัก
รื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป ในกัปที่สาม
หมื่น พระศาสดาพระนามว่า โคตมะ ทรงสมภพในวงศ์
พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็น
ทายาทในธรรมของพระศาสดา พระองค์นั้น จักเป็น
โอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เมื่อเราจากเทวโลกมา
ในมนุษยโลกนี้ เข้าอยู่ในครรภ์มารดา เมล็ดฝนได้ตก
ลงมา ปกปิดแผ่นดิน ด้วยน้ำผึ้ง แม้ในขณะเมื่อเรา
ออกจากครรภ์นั้น ฝนน้ำผึ้งก็ตกให้แก่เราเต็มเปี่ยมหม้อ
ตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อเราออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิตแล้ว ย่อมได้ข้าวและน้ำ นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายน้ำผึ้ง เราเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้บริบูรณ์
ด้วยกามทั้งปวง ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะการ
ถวายน้ำผึ้งนั้นแล.
เมื่อฝนตกแล้ว หญ้างอกยาว ๔ นิ้ว เมื่อต้นไม้
ในแถวฝั่งแม่น้ำมีดอกบานสะพรั่ง เราผู้ไม่มีอาสวะเป็น
สุขอยู่เป็นนิตย์ ในเรือนว่างเปล่า ที่มณฑปและโคนไม้
เราก้าวล่วงภพที่ประณีต ปานกลาง และเลวได้ทั้งหมด
อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้วในวันนี้ บัดนี้ ภพใหม่

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 520 (เล่ม 50)

มิได้มีอีก ใน ๓๐,๐๐๐ กัป แต่ภัทรกัปนี้ เราได้
ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง. เราเผากิเลสทั้งหลาย
แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็คาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ
ฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหานามเถรคาถา
๑. ปาราปริยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระปาราปริยเถระ
[๒๕๓] ได้ยินว่า พระปาราปริยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้ม-
ครองทวารสำรวมด้วยดี กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส
อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 521 (เล่ม 50)

อรรถกถาปาราปริยเถรคาถา
คาถาของท่านพระปาราปริยเถระ เริ่มต้นว่า ฉผสฺสายตเน หิตฺวา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์-
ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในกำเนิดนายพราน ในกาลของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ-
นามว่า ปิยทัสสี ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ ที่ชัฏป่าแห่งหนึ่ง ในที่เป็นที่
ท่องเที่ยวของเขาผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา.
และเขาก็กำลังแสวงหาเนื้อ ไปสู่ที่นั้น พบพระศาสดา เป็นผู้มีใจ-
เลื่อมใส ใช้ดอกปทุม มุงบังมณฑปที่ทำด้วยกิ่งไม้ ซึ่งสร้างไว้สำหรับให้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับโดยอาการแห่งเรือนยอด แล้วเสวยปีติและ
โสมนัสอย่างโอฬาร ยืนนมัสการอยู่ตลอด ๗ วัน และเขาจะนำเอาดอกไม้
ที่เหี่ยว ๆ ออก มุงบังด้วยดอกไม้ที่ใหม่ ๆ สด ๆ ทุก ๆ วัน. พอครบ ๗ วัน
พระศาสดาก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงระลึกถึงภิกษุสงฆ์ ในทันใดนั้นเอง
ภิกษุทั้งหลายประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูป ก็พากันมาแวดล้อมพระศาสดา เทวดา
ทั้งหลาย มาประชุมกันด้วยคิดว่า พวกเราจักฟังพระธรรมกถา อันไพเราะ
ได้เป็นมหาสมาคมแล้ว. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนา ทรงพยากรณ์สมบัติ
อันจะบังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และสาวกโพธิญาณในพุทธุปบาทกาลนี้
แก่เขาแล้ว เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด
ในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บรรลุนิติภาวะ

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 522 (เล่ม 50)

แล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ได้สมัญญานามว่า ปาราปริยะ เพราะเป็น
เผ่าพันธุ์แห่งปราปรโคตร สอนมนต์กะพราหมณ์ทั้งหลาย จำนวนมาก เห็น
พุทธานุภาพ คราวเมื่อพระศาสดาเสด็จมาพระนครราชคฤห์ ได้ศรัทธาจิต
แล้วบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง
คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า "วิปัสสี" ผู้
สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ใน
วิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนี พระนามว่า
ปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้า-
บังสุกุล แล้วประทับนั่งอยู่ ในกาลก่อน เราเป็น
พรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวงหา
เนื้อฟาน (อีเก้ง) อยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัม-
พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบเหมือน
พระยารัง มีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ครั้น
เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มียศมากแล้ว
เราจึงลงไปสู่สระบัว นำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น
ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึง
สร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม
พระพุทธชินเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี เป็นมหามุนี
ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับ
อยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่า ๆ
ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ ๆ ขณะนั้นเราได้

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 523 (เล่ม 50)

ยืนประนมกรอัญชลีอยู่ พระมหามุนี พระนามว่า
ปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว
ประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่ ในกาลนั้น พระเถระผู้
อุปัฏฐาก นามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของ
พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้ศาสดา อันภิกษุ
๘๐,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็น
นายกของโลก ซึ่งประทับนั่ง ทรงพระสำราญอยู่ที่
ชายป่า และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์
ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้น ทราบพระพุทธดำริ
แล้ว พากันมาประชุมทั้งหมด เมื่อพวกยักษ์กุมภัณฑ์
พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึง
พร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า ผู้ใดบูชา
เราตถาคตตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เรา
จักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้ง
ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้น
จะได้เสวยสมบัติในเทวโลก ตลอด ๑๔ กัป เทวดา
ทั้งหลายจักทรงกูฏาคารอันประเสริฐ ที่มุงบังด้วยดอก
ปทุมไว้แก่ผู้นั้นในอากาศ นี้เป็นผลแห่งกรรมคือการ
บูชาด้วยดอกไม้ เขาจักเที่ยวอยู่ตลอด ๑,๔๐๐ กัปเต็ม
แล้วใน ๑,๔๐๐ กัปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ
น้ำย่อมไม่ติดใบบัว ฉันใด กิเลสก็ไม่ติดอยู่ในญาณ
ของผู้นั้น ฉันนั้น ผู้นี้หมุนกลับนิวรณ์ทั้ง ๕ ออกไป

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 524 (เล่ม 50)

ด้วยใจ ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกบวช
ในกาลนั้น วิมานดอกไม้อันทรงอยู่ ก็จักออกไปด้วย
เมื่อผู้นั้นมีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนต้นไม้ ที่โคนต้นไม้
นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะของผู้นั้น จัก
ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่
ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เมื่อผู้นั้นเที่ยว
ไป พร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฎาคารย่อมทรง
ผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้ เจตนาในจีวรและบิณฑบาต
ย่อมไม่มีแก่เรา เราประกอบด้วยบุญกรรม จึงได้จีวร
และบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
ของโลก ล่วงเราไปเปล่า ๆ พ้นไปแล้วด้วยดี ตลอด
โกฏิกัปเป็นอันมาก โดยจะนับประมาณมิได้ ในกัปที่
๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราจึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้า พระ-
นามว่า ปิยทัสสี ผู้แนะนำอย่างวิเศษ แล้วจึงเข้าถึง
กำเนิดนี้ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
อโนมะ ผู้มีจักษุ ได้เข้าเฝ้าพระองค์แล้ว บวชเป็น
บรรพชิต พระพุทธชินเจ้า ผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้ทรง
แสดงพระสัทธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว
ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เรายังพระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้ทรงโปรด กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่
๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 525 (เล่ม 50)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตน
เกิดความโสมนัสแล้ว ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งอุทานว่า
เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้
คุ้มครองทวาร สำรวมด้วยดี กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพ-
กิเลสอันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะ
แล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉผสฺสายตเน หิตฺวา ความว่า ละซึ่ง
อายตนะอันเป็นไปในภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้น อันได้นามว่า ผัสสายตนะ
เพราะเป็นที่บังเกิดขึ้น แห่งสัมผัสทั้งหลาย ๖ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น ได้ด้วย
สามารถแห่งการละความเศร้าหมองอันเนื่องด้วยอายตนะที่เป็นไปในภายในนั้น.
บทว่า คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต ความว่า เพราะเหตุนั้นแลจึงชื่อว่า
เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว สำรวมแล้วด้วยดี เพราะคุ้มครองทวารทั้งหลาย
มีจักษุทวารเป็นต้น (และ) เพราะปกปิดไว้แล้วด้วยดี ซึ่งการกระทำอันเป็น
ไปในจักษุทวารเป็นต้นนั้น ด้วยประตูคือสติอันห้ามเสียซึ่งการเข้าไป แห่ง
บาปธรรมทั้งหลาย มีอภิชฌาเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า คุตฺตทฺวาโร
สุสํวุโต นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ชื่อว่า มีทวารอันคุ้มครองแล้ว เพราะ
รักษาทวารทั้ง ๖ อันเป็นอิฏฐารมณ์ คือ ใจไว้ได้โดยนัยดังกล่าวแล้ว ชื่อว่า
สำรวมดีแล้ว เพราะสำรวมแล้วด้วยดี ด้วยทวารทั้งหลายมีกายทวารเป็นต้น.
บทว่า อฆมูลํ วมิตฺวาน ความว่า กำจัดเสียได้ซึ่งโทษกล่าวคือ
อวิชชาและภวตัณหา อันเป็นรากเหง้าของทุกข์ คือ วัฏทุกข์ หรือคายกิเลสโทษ

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 526 (เล่ม 50)

ทั้งปวง คือ กระทำให้ออกไปนอกสันดานด้วยน้ำสำหรับสำรอก กล่าวคือพระ-
อริยมรรค หรือเพราะเหตุ คือ การกระทำให้มีในภายนอก.
บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า ชื่อว่า อาสวักขัย
เพราะเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น หรือเพราะพึงบรรลุ
ด้วยการสิ้นไปแห่งอาสวะเหล่านั้น ได้แก่ พระนิพพาน และพระอรหัตผล.
พระเถระนั้น พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยสามารถแห่งอุทานว่า เราบรรลุ คือ
ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถาปาราปริยเถรคา
๗. ยสเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระยสเถระ
[๒๕๔] ได้ยินว่า พระยสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราเป็นผู้ลูบไล้ดีแล้ว มีเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม
ประดับด้วยสรรพาภรณ์ ได้บรรลุวิชชา ๓ บำเพ็ญกิจ
พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ดังนี้.

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 527 (เล่ม 50)

อรรถกถายสเถรคาถา
คาถาของท่านพระยสเถระ เริ่มต้นว่า สุวิลิตฺโต สุวสโน. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์-
ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ (เกิด)
เป็นพระยานาคผู้มีอานุภาพมาก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
สุเมธะ นำภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข มาสู่ภพของตน แล้วยัง
มหาทานให้เป็นไป ถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงครองไตรจีวรมีค่ามาก
และให้ภิกษุแต่ละรูปนุ่งห่มผ้าที่มีค่ามากเหมือนกันรูปละคู่ (พร้อมด้วย)
สมณบริขารทุกอย่าง. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย (เกิด) เป็นบุตรเศรษฐี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ บูชาบริเวณต้นมหาโพธิด้วยรัตนะ ๗. ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า กัสสปะ เขาได้บวชในพระศาสนา แล้วบำเพ็ญสมณธรรม. เขา-
ท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพอย่างเดียว ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วเกิดเป็นบุตร
เศรษฐี มีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลายนี้ โดยนามมีชื่อว่า ยสะ เป็นสุขุมาลชาติ (ละเอียดอ่อน) อย่างยิ่ง.
เรื่องทั้งหมดเป็นต้นว่า ยสกุลบุตรมีปราสาท ๓ หลัง พึงทราบโดยนัยอันมาแล้ว
ในขันธกะ.
ยสกุลบุตร อันบุรพเหตุตักเตือนอยู่ เห็นประการอันแปลกของ
บริวารชน ผู้อันความหลับครอบงำแล้ว ในเวลากลางคืน เกิดความสลดใจ
สวมรองเท้าทอง หลบออกจากเรือน ออกไปทางประตูเมือง ที่เทวดาเปิดให้

527