พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 498 (เล่ม 50)

มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็คาถานี้แหละได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ.
จบอรรถกถาอุสภเถรคาถา
จบวรรควรรณนาที่ ๑๑
แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี
ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูปคือ
๑. พระเพลัฏฐกานิเถระ ๒. พระเสตุจฉเถระ ๓. พระพันธุรเถระ
๔. พระขิตกเถระ ๕. พระมลิตวัมภเถระ ๖. พระสุเหมันตเถระ ๗.
พระธรรมสังวรเถระ ๘. พระธัมมสวปิตุเถระ ๙. พระสังฆรักขิตเถระ
๑๐. พระอุสภเถระ และอรรถกถา.

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 499 (เล่ม 50)

เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑๒
๑. เชนตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเชนตเถระ
[๒๔๘] ได้ยินว่า พระเชนตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
การบวชกระทำได้ยากแท้ การอยู่ครองเรือนก็
ยากแท้ ธรรมเป็นของลึก การหาทรัพย์เป็นของยาก
การเลี้ยงชีพของเราด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ก็เป็น
ของยาก ควรคิดถึงอนิจจตาเนือง ๆ.
วรรควรรณนาที่ ๑๒
อรรถกถาเชนตเถรคาถา
คาถาของท่านพระเชนตเถระ เริ่มต้นว่า ทุปฺปพฺพชฺชํ เว ทุรธิวาสา
เคหา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็น
เทพบุตร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี. วันหนึ่งเขา
เห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกฟักทิพย์.

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 500 (เล่ม 50)

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด
เป็นโอรสของเจ้ามัณฑลิกราช พระองค์หนึ่ง ในเชนตคาม แคว้นมคธ
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีพระนามว่า เชนตะ. ท้าวเธอบรรลุนิติภาวะแล้ว
อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ แต่ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ทีเดียว เป็นผู้มีพระทัย
น้อมไปในบรรพชาแล้ว ทรงพระดำริใหม่ว่า ขึ้นชื่อว่า บรรพชาเป็นของทำ
ได้ยาก แม้เรือนก็อยู่ครองลำบาก ธรรม (วินัย) ก็เป็นของลึกซึ้ง และโภค-
สมบัติก็ประสบได้โดยยาก เราพึงทำอย่างไรดีหนอ ดังนี้. ก็พระองค์เป็นผู้
มากไปด้วยความคิดคำนึงอย่างนี้ เที่ยวไป วันหนึ่งไปสู่สำนักของพระศาสดา
ฟังธรรมแล้ว จำเดิมแต่เวลาที่ทรงสดับธรรมแล้ว ก็กลับเป็นผู้มีความยินดี
อย่างยิ่งในบรรพชา บวชในสำนักของพระศาสดา เรียนกรรมฐานแล้วเจริญ
วิปัสสนา กระทำให้แจ้งพระอรหัตผลแล้ว ด้วยสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา การ
ปฏิบัติสะดวก และตรัสรู้ได้ง่าย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
เป็นนายก พระนามว่า สิขี ได้ถือเอาดอกฟักทิพย์ไป
บูชาพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้
บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และในกัปที่
๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่า
"สัตตุตตมะ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 501 (เล่ม 50)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพิจารณาดูข้อปฏิบัติของตน
ก็เกิดความโสมนัสว่า เราไม่สามารถจะตัดวิตกอันบังเกิดขึ้นแก่เราแต่ตอนแรก
ได้หนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงอาการที่วิตกเกิดขึ้น และความที่ตนตัดวิตก
นั้นได้โดยชอบนั่นแล จึงได้กล่าวคาถาว่า
การบวชทำได้ยากแท้ การอยู่ครองเรือนก็ลำบาก
ธรรมเป็นของลึก การหาทรัพย์เป็นของยาก การ
เลี้ยงชีพของเราด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ก็เป็นของ
ยาก ควรคิดถึงอนิจจตาเนือง ๆ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุปฺปพฺชฺชํ ความว่า การเว้นชั่วชื่อว่า
ทำได้ยาก เพราะการสละกองโภคสมบัติ และความห้อมล้อมของหมู่ญาติน้อย-
ก็ตาม มากก็ตาม แล้วบวชถวายชีวิตในพระศาสนานี้ ชื่อว่า ยาก เพราะ
กระทำได้โดยยาก คือการบรรพชาทำได้โดยยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
" ทุปฺปพฺพชฺชํ " (การบวชทำได้ยาก).
บทว่า เว เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง เวศัพท์มี ทฬฺหศัพท์
เป็นอรรถ (คือส่งความให้หนักแน่น) ว่าการบวชเป็นของยาก ดังนี้. ที่ที่พัก
อาศัย ชื่อว่า เรือน เรือนชื่อว่าอยู่ครองได้ยาก คือเรือนชื่อว่าอยู่ยาก คือ
ปกครองลำบาก โดยกระทำอธิบายว่า เพราะราชกิจอันพระราชาจะต้องทรง
ปฏิบัติ (ก็ดี) อิสรกิจ อันอิสรชนต้องกระทำ (ก็ดี) คหปติกิจ อันคฤหบดี
ต้องจัดแจง (ก็ดี) ผู้อยู่ครองเรือนต้องกระทำทั้งนั้น ทั้งบริวารชน และสมณ
พราหมณ์ ผู้อยู่ครองเรือนก็ต้องสงเคราะห์ ก็เมื่อมัวกระทำกิจที่ต้องบำเพ็ญ
นั้น ๆ อยู่ การอยู่ครองเรือนจึงทำให้เต็มได้ยาก เหมือนหม้อน้ำที่ทะลุ และ
เหมือนมหาสมุทร เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าเรือนเหล่านี้ จึงชื่อว่ายากที่จะอยู่
ยากที่จะครอบครอง คือกระทำได้โดยยาก.

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 502 (เล่ม 50)

บรรพชาพึงดำรงในภายหลัง ธรรมเป็นของลึกคือบรรพชา มีสิ่งใด
เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นได้แก่ปฏิเวธสัทธรรม อันผู้บวชแล้วพึงบรรลุ เป็น
ของลึก คือเห็นได้ยาก เพราะเป็นอารมณ์ของญาณที่ลึกซึ้ง ได้แก่แทงตลอด
ได้โดยยาก เพราะเป็นของแทงตลอดได้โดยยาก โดยความที่พระธรรมเป็น
ของลึกซึ้ง ที่เป็นที่อยู่อาศัยชื่อว่าเรือน โภคะทั้งหลายแสวงหาได้โดยยาก
ผู้อยู่ครอบครองเรือน เว้นจากโภคะเหล่าใด ไม่สามารถจะอยู่ครองเรือนได้
โภคะเหล่านั้น ชื่อว่าแสวงหาได้ยาก เพราะความเป็นโภคะที่แสวงหาได้โดยยาก
คือลำบาก.
เมื่อเป็นเช่นนั้น การละฆราวาสแล้วบวชนั่นแล ชื่อว่า พึงดำรงใน
ภายหลัง การเลี้ยงชีพของพวกเราทั้งหลายด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ในพระ-
ธรรมวินัยนี้ เป็นของยากแม้อย่างนี้ คือ การครองชีพ ได้แก่ความเป็นอยู่
ของพวกเราทั้งหลาย ในพระพุทธศาสนานี้ ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ คือตาม
ที่ได้มา เป็นของยากคือลำบาก คือว่า การเลี้ยงชีวิตของพวกเราทั้งหลาย ชื่อว่า
ยาก คือลำบาก เพราะต้องยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ใน
เรือนของฆราวาสทั้งหลาย เพราะความที่เขาเหล่านั้นอยู่กันอย่างลำบาก ทั้ง
โภคะทั้งหลายก็หาได้ยาก. ถามว่า ในข้อนั้นควรจะทำอย่างไร ? ตอบว่า
ควรคิดว่า เป็นของไม่เที่ยงเป็นนิตย์ คือธรรมชาติอันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า
เป็นของไม่เที่ยง ตลอดวันทั้งสิ้น และก่อนรัตติกาล และหลังรัตติกาล. ต่อ
แต่นั้น ก็ควรคิดว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นและเสื่อมไป เพราะมีเบื้องต้น
และที่สุด และเพราะเป็นไปชั่วขณะ ฉะนั้น การคิดและการพิจารณาว่าไม่เที่ยง
จึงสมควรแล้ว. เมื่อการพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงสำเร็จแล้ว การ
พิจารณาโดยลักษณะนอกนี้ ย่อมสำเร็จโดยง่ายทีเดียว เพราะเหตุนั้น ใน
คาถานี้ ท่านจึงกล่าวไว้แต่อนิจจานุปัสสนาอย่างเดียว เพราะอนิจจลักษณะ

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 503 (เล่ม 50)

กินความถึงทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ และเพราะศาสนิกชนกำหนดถือ
เอาได้สะดวก.
สมดังที่ตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นเป็นอนัตตาบ้าง ว่าสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมี
ความดับเป็นธรรมดาบ้าง ว่า สังขารทั้งหลายมีความสิ้นไปเป็นธรรมดาบ้าง.
พระเถระเมื่อข่มกิเลสที่เกิดขึ้น ไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งธรรมอันเป็น
ปฏิปักษ์ซึ่งกันและกันได้อย่างนี้แล้ว เริ่มปรารภวิปัสสนาโดยมีอนิจจตาเป็น
สำคัญ แล้วแสดงว่า เป็นผู้เสร็จกิจแล้วในบัดนี้ ด้วยบทว่า " สตตมนิจฺจตํ "
นี้. สมดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า "อตฺตโน ปฏิปตฺตึ " (พระเถระพิจารณาอยู่)
ซึ่งข้อปฏิบัติของตน ดังนี้เป็นอาทิ. คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นการพยากรณ์
พระอรหัตผลของพระเถระ.
จบอรรถกถาเชนตเถรคาถา
๒. วัจฉโคตตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระวัจฉโคตตเถระ
[๒๔๙] ได้ยินว่า พระวัจฉโคตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราเป็นผู้ได้ไตรวิชชา มักเพ่งธรรมอันประณีต
ฉลาดในอุบาย สงบใจ ได้บรรลุประโยชน์ของตน
เสร็จกิจพระพุทธศาสนาแล้ว.

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 504 (เล่ม 50)

อรรถกถาวัจฉโคตตเถรคาถา
คาถาของพระวัจฉโคตตเถระ เริ่มต้นว่า เตวิชฺโชหํ มหาฌายี.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์-
ก่อน ๆ ปลูกพืช คือ กุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ
บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครพันธุมดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ในวันหนึ่ง กระทำพุทธบูชา
ร่วมกับพระราชา และชาวเมืองทั้งหลาย ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติในพระนคร-
ราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า วัจฉโคตตะ เพราะความ
ที่เขาเป็นเหล่าวัจฉโคตร.
เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว ประสบความสำเร็จในวิชชาของพวกพราหมณ์
ไม่เห็นสาระในวิชชาเหล่านั้น จึงบวชเป็นปริพาชก เที่ยวไป เข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสดาแล้ว ทูลถามปัญหา เมื่อพระศาสดาทรงวิสัชนาปัญหานั้นแล้ว เป็นผู้มี-
จิตเลื่อมใส บวชในสำนักของพระศาสดา เจริญวิปัสสนา ได้สำเร็จอภิญญา ๖
ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ ล้วนเป็นพระขีณาสพแวดล้อม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นผู้นำของโลก เป็นจอม-
ประชา ประเสริฐกว่านระ มีพระรัศมีตั้งร้อย ดัง
อาทิตย์อุทัยเหลืองอร่าม เสด็จดำเนินไปเหมือน
พระจันทร์ในวันเพ็ญ เมื่อพระองค์ผู้เป็นผู้นำ

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 505 (เล่ม 50)

ของโลก เสด็จดำเนินไป เราปัดกวาดถนนนั้น ได้ยาก
ธงขึ้นที่ถนนนั้น ด้วยใจอันเสื่อมใส ในกัปที่ ๙๑ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้ยกธงใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ในกัปที่ ๔ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระราชา มีพลมาก สมบูรณ์
ด้วยอาการทั้งปวง ปรากฏนามว่า สุธชะ. เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ
สำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ พิจารณาข้อปฏิบัติของตนแล้ว เกิดความ
โสมนัส ได้กล่าวคาถา ด้วยสามารถแห่งอุทานว่า
เราเป็นผู้ได้ไตรวิชชา มักเพ่งธรรมอันประณีต
ฉลาดในอบายสงบใจ ได้บรรลุประโยชน์ของตน
เสร็จกิจพระพุทธศาสนาแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตวิชฺโชหํ ความว่า แม้ถ้าคนทั้งหลาย
จะรู้จักเราว่า เป็นพราหมณ์ผู้มีวิชชา ๓ เพราะถึงฝั่งแห่งไตรเพทในครั้งก่อน
แต่วิชชาทั้ง ๓ นั้นเป็นเพียงชื่อ เพราะเป็นสภาพแห่งกิจของวิชชาในพระเวท
ทั้งหลาย.
แต่บัดนี้ เราชื่อว่าเป็นผู้มีวิชชา ๓ โดยปรมัตถ์ เพราะได้บรรลุวิชชา ๓
มีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้น ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติเพ่งธรรมอันประณีต เพราะเพ่ง
หมู่กิเลส อันเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งสมุทัย เป็นจำนวนมาก คือไม่มีส่วนเหลือ
และเพราะเพ่งพระนิพพาน อันใหญ่หลวง คือ โอฬาร ได้แก่ ประณีต.

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 506 (เล่ม 50)

บทว่า เจโตสมถโกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดในอุบายเครื่อง
ทำใจให้สงบ ด้วยการเข้าไปสงบระงับสังกิเลสธรรม อันกระทำความกำเริบ
แห่งจิต. พระเถระกล่าวถึงเหตุแห่งความเป็นผู้มีวิชชา ๓ ด้วยบทว่า เจโต-
สมถโกวิโท นี้. อธิบายว่า ความเป็นผู้มีวิชชา ๓ จะมีได้ก็ด้วยความสิ้นไป
แห่งอาสวะ อันประกอบไปด้วยความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ มิใช่ด้วย (อย่างอื่น)
โดยสิ้นเชิง.
บทว่า สทตฺโถ แปลว่า ประโยชน์ของตน. บทนี้ท่านทำ ก อักษร
ให้เป็น ท อักษร ดังในประโยคมีอาทิว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ (มีประโยชน์
ตนอันบรรลุแล้วโดยลำดับ). ก็พระอรหัต พึงทราบว่า เป็นประโยชน์ของตน.
อธิบายว่า พระอรหัตนั้น ท่านเรียกว่า เป็นประโยชน์ของตน เพราะความที่
พระอรหัตนั้นเป็นประโยชน์ของตน ด้วยอรรถว่า เนื่องกับตน ด้วยอรรถว่า
ไม่ละซึ่งตน ด้วยอรรถว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของตน. ประโยชน์ของตนนี้นั้น
อันเรา คือ ตัวเรา บรรลุแล้วโดยลำดับ คือ ถึงทับแล้ว พระเถระแสดงถึง
ความเป็นผู้เพ่งธรรมอันประณีต ตามที่กล่าวแล้ว กระทำให้ถึงซึ่งยอด (คือ
พระอรหัต) ด้วยบทว่า สทตฺโถ นี้.
จบอรรถกถาวัจฉโคตตเถรคาถา

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 507 (เล่ม 50)

๓. วนวัจฉเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระวนวัจฉเถระ
[๒๕๐] ได้ยินว่า พระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ภูเขากว้างใหญ่ มีน้ำใสสะอาด เกลื่อนกล่นไป
ด้วยลิงและค่าง ดาษดื่นไปด้วยน้ำและสาหร่าย ย่อม
ทำใจของเราให้รื่นรมย์.
อรรถกถาวนวัจฉเถรคาถา
คาถาของท่านพระวนวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า อจฺโฉทิกา ปุถุสิลา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์-
ก่อนๆ ปลูกพืช คือ กุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิด-
ในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ถึง
ความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ ทำความผิดมีมลทินต่อคนบางคน
อันความกลัวตายคุกคามแล้วหลบหนีไป เห็นโพธิพฤกษ์ในระหว่างทาง เป็นผู้
มีจิตเลื่อมใส ปัดกวาดโคนโพธิพฤกษ์นั้น ทำการบูชาด้วยดอกอโศกอันติดกัน
เป็นกลุ่ม ไหว้แล้ว หันหน้าไปสู่โพธิพฤกษ์ นมัสการอยู่ นั่งขัดสมาธิ
เห็นศัตรูเดินทางมาเพื่อจะฆ่าตน ไม่ทำจิตให้โกรธในศัตรูเหล่านั้น เมื่อรำลึก
ถึงโพธิพฤกษ์นั่นแหละ ก็ตกไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ.

507