ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 488 (เล่ม 50)

ด้วยแล้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลาย
แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ
แล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน ถึง
ความโสมนัส ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งอุทานว่า
เราได้พิจารณาเห็นแล้ว จึงออกบวชเป็น
บรรพชิต เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว บำเพ็ญกิจใน
พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชึ ตุลยิตฺวาน ความว่า พิจารณา
คือสอดส่องซึ่งโทษในฆราวาส โดยนัยมีอาทิว่า การอยู่ครองเรือนคับแคบ
เป็นทางแห่งละอองธุลี ดังนี้ ได้แก่พิจารณาโทษในกามทั้งหลาย โดยนัยมี
อาทิว่า กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ดังนี้
และอานิสงส์ในการออกบวช โดยตรงข้ามกับโทษในกามนั้น ด้วยปัญญาอัน
เป็นดุจตราชั่ง.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวในหนหลังแล้วทั้งนั้น. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ
ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาธรรมสวเถรคาถา

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 489 (เล่ม 50)

๘. ธรรมสฏปิตุเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระธรรมสฏปิตุเถระ*
[๒๔๕] ได้ยินว่า พระธรรมสฏปิตุเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เรามีอายุ ๑๒๐ ปี จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว บำเพ็ญกิจในพระพุทธศาสนา
เสร็จแล้ว.
อรรถกถาธัมมสวปิตุเถรคาถา
คาถาของท่านพระธัมมสวปีตุเถระ เริ่มต้นว่า ส วีสวสฺสสติโก.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ เมื่อโลกว่างจากพระพุทธเจ้า (สุญญกัป) บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล
ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า อยู่บนภูเขาชื่อว่า
ภูตคณะ มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกมะลิซ้อน.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นมคธ ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว มีครอบครัว ได้บุตรชื่อว่า ธัมมสวะ เมื่อบุตร
บวชแล้ว แม้ตนเอง (ก็ย่างสู่วัยชรา) มีอายุ ๑๒๐ ปี แล้วเกิดความสลด
ใจว่า บุตรของเรายังหนุ่ม บวชก่อนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร เราจักไม่
* อรรถกถาว่า พระธัมมสวปีตุเถระ

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 490 (เล่ม 50)

บวชเล่า ? ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว บวช เริ่ม
ตั้งวิปัสสนา ได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
มีภูเขาชื่อว่า ภูตคณะ อยู่ในที่ไม่ไกล ภูเขา
หิมวันต์ พระชินปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง สละโลกแล้ว
มาอยู่ ณ ภูเขานั้น เราจึงเอาดอกมะลิซ้อนไปบูชา
ท่าน ไม่ตกลงจตุราบาย ตลอดแสนกัปหย่อนหนึ่ง
ในกัปที่ ๑๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
องค์หนึ่ง มีนามว่า ธรณีรุหะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน
บังเกิดความโสมนัส เมื่อจะเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาว่า
เรามีอายุ ๑๒๐ ปี จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้วบำเพ็ญกิจในพระศาสนา เสร็จ
แล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส วีสวสฺสสติโก ความว่า เรามี
อายุ ๑๒๐ ปี คือเรานั้นนับแต่เกิดมา มีอายุครบ ๑๒๐ ปี. บทว่า ปพฺพชึ
ความว่า เข้าถึงบรรพชาเพศ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น. ก็คำเป็น
คาถานี้แหละ ได้เป็นคำพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนี้.
จบอรรถกถาธัมมสวปิตุเถรคาถา

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 491 (เล่ม 50)

๙. สังฆรักขิตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสังฆรักขิตเถระ
[๒๔๖] ได้ยินว่า พระสังฆรักขิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดนี้ เห็นจะไม่คำนึงถึงคำสอน
ของพระศาสดา ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตวโลก ด้วยประ-
โยชน์อย่างเยี่ยมเป็นแน่ จึงไม่สำรวมอินทรีย์ เหมือน
แม่เนื้อลูกอ่อนในป่า ฉะนั้น.
อรรถกถาสังฆรักขิตเถรคาถา
คาถาของท่านพระสังฆรักขิตเถระ เริ่มต้นว่า น นูนายํ ปรมหิ-
ตานุกมฺปิโน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๙๔
แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๗ องค์อยู่ที่เชิงเขา เป็นผู้มีใจโสมนัส เก็บเอาดอกกระทุ่มไปบูชา.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้ว ท่อง
เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลของผู้มั่งคั่ง
ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สังฆรักขิต. เขาบรรลุ
นิติภาวะแล้ว ได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เรียนกรรมฐาน กระทำภิกษุรูปหนึ่ง

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 492 (เล่ม 50)

ให้เป็นสหายแล้วอยู่ในป่า. ในที่ไม่ไกลจากที่ซึ่งพระเถระพำนักอยู่ มีแม่เนื้อ
ตัวหนึ่ง ตกลูกอยู่ที่พุ่มไม้ เฝ้ารักษาลูกน้อยที่ยังเล็ก แม้จะถูกความหิวครอบ
งำ ก็ไม่ไปหากินไกล เพราะความห่วงไยในลูก และต้องระกำลำบาก เพราะ
หาหญ้าและน้ำในที่ใกล้ไม่ได้. พระเถระเห็นดังนั้น เกิดความสลดใจว่า โอ
หนอ สัตวโลกนี้ อันเครื่องผูกคือตัณหารัดรึงไว้ ย่อมเสวยทุกข์หนัก ไม่
สามารถจะตัดเครื่องผูกตัณหานั้นได้ ดังนี้แล้ว กระทำเหตุการณ์นั้นแหละ
ให้เป็นขอสับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่
ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
มีภูเขาชื่อว่า กุกกุฏะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขา
หิมพานต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อยู่ที่เชิงเขานั้น
เราเห็นต้นกระทุ่มมีดอกบาน ดังพระจันทร์พุ่งขึ้นสู่
ท้องฟ้า จึงประคองด้วยมือทั้งสอง บูชาพระปัจเจก
พุทธเจ้าทั้ง ๗ องค์ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เรา
ได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชา
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ
ปัจเจกพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระ
เจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ นามว่า ปุปผะ
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำ
สำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว รู้ว่า ภิกษุผู้เป็นเพื่อนของ
ตนอยู่อย่างผู้มากไปด้วยมิจฉาวิตก จึงกระทำนางเนื้อนั้นแหละให้เป็นอุปมา
แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 493 (เล่ม 50)

ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดนี้ เห็นจะไม่คำนึงถึงคำสอน
ของพระศาสดา ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตวโลก ด้วย
ประโยชน์อย่างยอดเยี่ยมเป็นแน่ จึงไม่สำรวมอินทรีย์
เหมือนแม้เนื้อลูกอ่อนในป่า ฉะนั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น น ศัพท์ ในบทว่า น นูนายํ นี้ เป็นนิบาต
ลงในอรรถว่า ปฎิเสธ. บทว่า นูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ปริวิตก. ตัด
บทเป็น นูน อยํ. บทว่า ปรมหิตานุกมฺปิโน ความว่า ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้มีปกติอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายอย่างยอดเยี่ยม คือเปรียบไม่ได้ หรือ
ด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง คือ อย่างเยี่ยม. บทว่า รโหคโต ตัดบทเป็น
รหสิ คโต (อยู่ในที่ลับ) อธิบายว่า อยู่ในสุญญาคาร คือเป็นผู้ประกอบ
ด้วยกายวิเวก.
ในบทว่า อนุวิคเณติ นี้ ต้องนำเอาบททั้งสองว่า น นนู มา
เชื่อมเข้าเป็น นานุวิคเณติ นูน ได้ความว่า เห็นจะไม่คิด คือไม่ตรึก
ตรองว่า จะต้องขวนขวาย. บทว่า สาสนํ ความว่า คำสอนคือข้อปฏิบัติ
อธิบายว่า ได้แก่ การเจริญจตุสัจจกรรมฐาน. บทว่า ตถา หิ ความว่า
เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ได้แก่ เพราะไม่ขวนขวายคำสอนของพระศาสดานั่น
เอง. บทว่า อยํ แก้เป็น อยํ ภิกฺขุ แปลว่า ภิกษุนี้.
บทว่า ปากตินฺทฺริโย ความว่า ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อันเป็นแล้ว
ตามสภาพ เพราะปล่อยอินทรีย์ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไปในอารมณ์ทั้งหลาย
ตามใจของตน. อธิบายว่า เป็นผู้ไม่สำรวมจักษุทวารเป็นต้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า
อยู่อย่างผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ เพราะไม่ตัดกิเลสเครื่องข้องคือตัณหาใด พระ
เถระเมื่อจะแสดงข้ออุปมาแห่งกิเลสเครื่องข้องคือตัณหานั้น จึงกล่าวว่า มิคี

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 494 (เล่ม 50)

ยถา ตรุณชาติกา วเน (เหมือนแม่เนื้อลูกอ่อนในป่าฉะนั้น) อธิบายว่า
แม่เนื้อยังมีลูกเล็กดังนี้ ย่อมเสวยทุกข์ในป่า เพราะตัดความสิเนหาในลูก
ไม่ขาด ได้แก่ ไม่ล่วงพ้นความทุกข์นั้น ฉันใด แม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้น เมื่อ
อยู่อย่างผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ เพราะตัดกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องไม่ได้ ชื่อว่า ย่อม
ไม่ล่วงพ้นทุกข์ในวัฏฏะ ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ตรุณวิชาติกา ก็มี.
ความก็ว่า มีลูกอ่อน ที่จะต้องทะนุถนอม. ภิกษุนั้น ฟังดังนั้นแล้วเกิดความ
สลดใจ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก.
จบอรรถกถาสังฆรักขิตเถรคาถา
๑๐. อุสภเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอุสภเถระ
[๒๔๗] ได้ยินว่า พระอุสภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
พฤกษชาติทั้งหลายบนยอดเขา ที่ถูกน้ำฝนใหม่
ตกรดแล้ว ย่อมงอกงาม จิตอันควรแก่ภาวนา ย่อม
เกิดทวีขึ้นแก่เรา ผู้ชื่อว่าอุสภะ ผู้ใคร่ต่อวิเวก ผู้มี
ความสำคัญในป่า.
จบวรรคที่ ๑๑

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 495 (เล่ม 50)

อรรถกถาอุสภเถรคาถา
คาถาของท่านพระอุสภเถระเริ่มต้นว่า นคา นคคฺเคสุ สุสํวิรุฬฺหา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็น
เทพบุตรในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑
แต่ภัทรกัปนี้ วันหนึ่งเห็นพระศาสดาแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชา
ด้วยดอกไม้ทิพย์ การบูชาด้วยดอกไม้นั้น ได้ตั้งอยู่โดยอาการดังมณฑปดอกไม้
ตลอด ๗ วัน. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้มีการประชุมเป็นมหาสมาคม.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิด
ในตระกูลของผู้มั่งคั่ง แคว้นโกศลในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุสภะ. เขา
ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันได้แล้วในพระศาสดา ใน
คราวรับมอบพระวิหารชื่อว่า เชตวัน บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว
อยู่ที่เชิงเขาในป่า. ก็โดยสมัยนั้น เมื่อเมฆในฤดูฝนพัดผ่านทำให้ฝนตกลงมา
กองใบไม้ที่สุมกันจนหนาทึบ เพราะเครือเถาของกิ่งไม้ จะมี (กองอยู่) ที่ยอดเขา
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเถระออกจากถ้ำ มองเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ และภูเขา
ที่น่ารื่นรมย์นั้นแล้ว คิดอยู่โดยโยนิโสมนสิการว่า ธรรมชาติมีต้นไม้เป็น
ชื่อแม้เช่นนี้ หาเจตนามิได้ ย่อมถึงความเจริญงอกงาม เพราะความสมบูรณ์
ของฤดู เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน เราได้ฤดูเป็นที่สบายแล้ว จักไม่เจริญด้วย
คุณธรรมทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 496 (เล่ม 50)

พฤกษชาติทั้งหลายบนยอดเขา ที่ถูกฝนใหม่
ตกรดแล้ว ย่อมงอกงาม จิตอันควรแก่ภาวนา ย่อม
เกิดทวีขึ้นแก่เรา ผู้มีนามว่า " อสภะ " ผู้ใคร่วิเวก
ผู้มีความสำคัญในป่า ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคา แปลว่า ต้นไม้. บางอาจารย์
เรียกว่า นาคา หมายถึงต้นกากะทิง.
บทว่า นคคฺเคสุ แปลว่า บนยอดเขา.
บทว่า สุสํวิรุฬฺหา ความว่า เป็นต้นไม้มีรากงอกงามด้วยดี คือ
แผ่ขยายไปโดยรอบ อธิบายว่า แตกกิ่งก้านสาขาทั้งอ่อนทั้งแก่ แลดูสล้างไป
โดยรอบทั้งข้างล่างและข้างบน.
บทว่า อุทคฺคเมเฆน นเวน สิตฺตา ความว่า อันเมฆที่ทำให้
ฝนตก ที่เกิดขึ้นครั้งแรกห่าใหญ่ ตกรดชุ่มโชก.
บทว่า วิเวกกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจิตตวิเวก อันสงัดแล้วจาก
กิเลส คือ ปรารถนาจิตควิเวกนั้นว่า กายวิเวกอันผู้อยู่ในป่าได้แล้วก่อน บัดนี้
เราพึงได้จิตตวิเวก อันเป็นนิสสยปัจจัย แห่งการบรรลุอุปธิวิเวก อธิบายว่า
ได้แก่การหมั่นประกอบเนือง ๆ ซึ่งชาคริยธรรม ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึง
กล่าวว่า อรญฺญสญฺญิโน (ผู้มีความสำคัญในป่า) ดังนี้ อธิบายว่า ผู้มีความ
สำคัญในการอยู่ในป่า คือมากไปด้วยเนกขัมมสังกัปปะ อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า
การอยู่ป่า อันพระศาสดาทรงสรรเสริญแล้ว ทรงชมเชยแล้ว ก็และการอยู่ป่า
นั้น ก็เพียงเพื่อทำสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น
สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้น เราควรกระทำให้อยู่ในเงื้อมมือ ดังนี้.

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 497 (เล่ม 50)

บทว่า ชเนติ เท่ากับ อุปฺปาเทนฺติ แปลว่า ย่อมให้เกิดขึ้น ก็
บทว่า ชเนติ นี้ เป็นเอกวจนะ ใช้ในอรรถแห่งพหุวจนะ. ส่วนอาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ชเนนฺติ. บทว่า ภิยฺโย แปลว่า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
พระเถระเรียกตนเองนั่นแหละ ด้วยบทว่า อุสภสฺส เหมือนเรียก
คนอื่น.
บทว่า กลฺยตํ ความว่า ความที่จิตสมควร คือความที่จิตควรแก่
การงาน ได้แก่ความที่จิตควรแก่ภาวนา. ความข้อนี้นั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ใน
หนหลังแล้วทั้งนั้น. พระเถระกล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา
แล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
เป็นนายก พระนามว่า สิขี ได้น้อมบูชาพระพุทธองค์
ด้วยดอกมณฑารพ พวงมาลัยทิพย์ เป็นหลังคาบังร่ม
ในพระตถาคตตลอด ๗ วัน. ชนทั้งปวงมาประชุมกัน
นมัสการพระตถาคต ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้
บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑๐
แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช พระ-
นามว่า "ชุตินธระ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ

497