ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 448 (เล่ม 50)

๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระขัณฑสุมนเถระ
[๒๓๓] ได้ยินว่า พระขัณฑสุมนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า
เพราะเสียสละดอกไม้ เพียงดอกเดียว เราได้
รับการบำเรออยู่ในสวรรค์ถึง ๘๐ โกฏิปี ที่สุดได้บรรลุ
นิพพาน เพราะผลกรรมที่เหลือ.
อรรถกถาขัณฑสุมนเถรคาถา
คาถาของท่านพระขัณฑสุมนเถระ เริ่มต้นว่า เอกปุปฺผํ จชิตฺวาน.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ท่านเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดา
ปรินิพพานแล้ว สร้างไพทีสำเร็จด้วยไม้จันทน์ ล้อมรอบพระสถูปนั้นแล้ว
ได้ทำการบูชาใหญ่.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเสวยสมบัติอันโอฬาร ในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เกิดในตระกูลกุฏุมพี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
กัสสปะ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อพระราชาทรงการทำการบูชาด้วย
ดอกไม้ อุทิศถวายพระสถูปทอง เขาหาดอกไม้ไม่ได้ เห็นดอกมะลิกิ่งหนึ่ง

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 449 (เล่ม 50)

จึงซื้อมะลิกิ่งนั้นด้วยราคาแพง ถือไปทำการบูชาที่พระเจดีย์ เกิดปีติโสมนัส
อย่างมโหฬารหาที่เปรียบมิได้.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก เสวยความสุขในสวรรค์อยู่
๘๐ โกฏิปี แล้วเกิดในตระกูลแห่งเจ้ามัลละ ณ เมืองปาวา ในพุทธุปบาทกาลนี้.
ในเวลาที่เขาเกิด น้ำอ้อยและน้ำตาลกรวด และดอกมะลิทั้งหลาย ได้เกิดแล้ว
ในเรือนด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงขนานนามเขาว่า ขัณฑสุมนะ. เขาถึงความ
เป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในสวนอัมพวัน ของนายจุนทะ
ณ เมืองปาวา เข้าไปเฝ้าแล้วฟังธรรม ได้มีศรัทธาจิตบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา
ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
พระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ
รุ่งเรืองดังกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว เมื่อพระมหาวีระ
ปรินิพพานแล้ว ได้มีพระสถูปอันกว้างใหญ่ ชนทั้งหลาย
เอาสิ่งของที่จะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูปในห้องพระ-
ธาตุอันประเสริฐสุด ในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ
โสมนัส ได้ทำไพที่ไม้จันทน์อันหนึ่ง อันสมบูรณ์แก่
พระสถูป และถวายธูปและของหอม ในภพที่เราเกิด
คือในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เราไม่เห็นความที่เรา
เป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม ในกัปที่
๑,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘
พระองค์มีนามว่า สมัตตะ ทุกพระองค์ มีพลมาก.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 450 (เล่ม 50)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อระลึกถึงชาติก่อนของตน
เห็นการบริจาคดอกมะลิของตน ในชาติก่อนนั้น เป็นนิมิตแห่งสวรรค์สมบัติ
และเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน เมื่อจะประกาศความนั้นด้วยสามารถแห่ง
อุทาน ได้กล่าวคาถาว่า
เพราะสละดอกไม้เพียงดอกเดียว เราได้รับ
การบำเรออยู่ในสวรรค์ ถึง ๘๐ โกฎิปี ที่สุดได้บรรลุ
พระนิพพาน เพราะผลกรรมที่เหลือ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกปุปฺผํ ได้แก่ ดอกโกสุมดอกหนึ่ง
แต่บทว่า เอกปุปฺผํ นั้นในคาถานี้ ท่านหมายเอาดอกมะลิ.
บทว่า จชิตฺวาน ความว่า เพราะสละ คือเพราะเหตุแห่งการ
บริจาคดอกไม้ดอกเดียว โดยกระทำเป็นเครื่องบูชาพระสถูปของพระศาสดา.
บทว่า อสีติ วสฺสโกฏิโย ความว่า สิ้น ๘๐ โกฏิปี โดยนับปีแบบ
ของมนุษย์. ก็บทว่า อสีติวสฺสโกฏิโย นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอัจจันตสัง-
โยคะ. ก็แลบทนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งการอุปบัติแล้ว ๆ
เล่า ๆ ในสวรรค์กามาวจรชั้นที่ ๒. เพราะเหตุนั้น บทว่า สคฺเคสุ จึงได้แก่
ในโลกสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ก็ในคาถานี้ บทนี้เป็นพหุพจน์ โดยที่เป็นการ
บังเกิดขึ้นบ่อย ๆ ครั้ง.
บทว่า ปริจาเรตฺวา ความว่า บำรุงบำเรออินทรีย์ในอารมณ์ทั้งหลาย
มีรูปารมณ์เป็นต้น แล้วเสวยความสุข อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ให้นางเทพอัปสร
บำเรอบำรุงตน.
ด้วยบทว่า เสสเกนมฺหิ นิพฺพุโต นี้ พระเถระกล่าวหมายถึง
กุศลกรรม อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในอัตภาพนั้น ด้วยกรรมที่เหลือ
จากกรรมที่ให้ภวสมบัติ ในกุศลเจตนาอันเป็นไปแล้ว ด้วยสามารแห่งการบูชา

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 451 (เล่ม 50)

ด้วยดอกไม้. อธิบายว่า ได้แก่เจตนามากหลาย ที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถ
แห่งบุรพเจตนา และอปรเจตนาในกุศลกรรมนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เสสเกน ความว่า เมื่อกรรมวิบากนั้นยังไม่ทัน
สิ้นไป ด้วยวิบากที่ยังเหลืออยู่ของกรรมนั้นนั่นแหละ เราก็เป็นผู้ดับแล้ว คือ
เราปรินิพพานแล้ว ด้วยกิเลสปรินิพพาน. ด้วยบทว่า เสสเกน นี้ พระเถระ
แสดงว่า พระอรหัตอันตนตั้งอยู่แล้วในอัตภาพใด กระทำให้แจ้งแล้ว อัตภาพ
ครั้งสุดท้าย แม้นั้น เป็นกรรมวิบาก ของกุศลกรรมอันนั้น.
คำว่า ด้วยวิบากที่ยังเหลืออยู่ของกรรมนั้นนั่นแหละ. ดังนี้ ที่ท่าน
กล่าวไว้แม้ในที่อื่น ก็หมายถึงอัตภาพสุดท้ายเช่นนั้น.
จบอรรถกถาขัณฑสุมนเถรคาถา
๗. ติสสเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระติสสเถระ
[๒๓๔] ได้ยินว่า พระติสสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราได้สละภาชนะทองคำ มีน้ำหนักประมาณ
๑๐๐ ปละ วิจิตรด้วยลวดลายตั้งร้อยชนิด มาถือบาตร
ดิน นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒ ของเรา.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 452 (เล่ม 50)

อรรถกถาติสสเถรคาถา
คาถาของท่านพระติสสเถระเริ่มต้นว่า หิตฺวา สตปลํ กํสํ. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ เกิดในตระกูลของคนทำยานพาหนะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วมีใจเลื่อมใส ทำแผ่นกระดานด้วยท่อนไม้จันทน์
แล้วน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงใช้สอย
แผ่นกระดานนั้น.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว
ไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในราชตระกูล ในโรรุวนคร
ในพุทธุปบาทกาลนี้. พระราชกุมารเจริญพระชนพรรษาแล้ว เมื่อพระราชบิดา
สวรรคต ก็ดำรงอยู่ในราชสมบัติ เป็นอทิฏฐสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ส่ง
บรรณาการมีแก้วมณี แก้วมุกดา และผ้าเป็นต้น ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร.
พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสดับความมีบุญของพระเจ้ากรุงโรรุวะนั้น จึงทรงส่ง
เครื่องราชบรรณาการตอบไป แล้วให้จารึกพระพุทธจริยาลงในจิตรบัตร และ
จารึกปฏิจจสมุปบาท ลงในพระสุพรรณบัตรส่งไปถวาย. พระเจ้าโรรุวะ ทรง
ตรวจดูพระพุทธจรรยา ที่เขียนแสดงไว้ในจิตรบัตร และลำดับแห่งปฏิจจ-
สมุปบาท ที่จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตร ทรงกำหนดประวัตกาล ที่เป็นอยู่ใน
ปัจจุบัน และนิวัติกาล ที่ผ่านมาในอดีต ทบทวนลำดับแห่งพระราชสาสน์ใน
พระทัย แล้วเกิดความสลดพระทัย เพราะพระองค์เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้
แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ และเพราะภพนี้เป็นภพสุดท้าย จึงทรงพระดำริ

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 453 (เล่ม 50)

ว่า เพศพรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเราพบแล้ว และความคืบหน้าของ
พระราชสาสน์ เราก็รู้แล้ว กามทั้งหลายมีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก
ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครอบครองราชสมบัติในบัดนี้ จึงทรงสละราชสมบัติ
ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ บวชอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถือเอาบาตรที่ทำด้วยดิน ประพฤติเหมือนคนเทขยะ เมื่อมหาชนกำลังปริเทวนา
การอยู่นั่นแล ออกจากพระนคร เสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา ชื่อว่าสัปปโสณฑิกะ ในพระนคร
ราชคฤห์นั้น ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแล้ว ท่านสดับพระธรรมเทศนา ถือเอา
กรรมฐานในวิปัสสนา หมั่นประกอบเนือง ๆ อยู่ ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุ
พระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นนายช่างทำยานอยู่ในเมือง เป็นผู้ศึกษาดี
แล้ว ในงานของช่างไม้ เราได้ทำแผ่นกระดานด้วย
ไม้จันทน์ ถวายแด่พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของ
โลก วิมานอันบุญกรรมนิรมิตดีแล้ว ด้วยทองคำนี้
ย่อมสว่างไสว ยานช้าง ยานม้า อันเป็นยานทิพย์
ปรากฏแก่เรา ปราสาทและวอ และแก้วอันประมาณ
มิได้ ย่อมบังเกิดแก่เราตามปรารถนา นี้เป็นผลแห่ง
การถวายแผ่นกระดาน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เรา
ได้ถวายแผ่นกระดานใด ด้วยการถวายแผ่นกระดาน
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแต่งการถวายแผ่น
กระดาน ในกัปที่ ๕๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๔ พระองค์ มีนามว่า " นิมมิตะ "
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 454 (เล่ม 50)

กิเลสทั้งทลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกล่าวถึงข้อปฏิบัติของตน
ด้วยสามารถแห่งอุทาน จึงได้กล่าวคาถาว่า
เราได้สละภาชนะทองคำ มีน้ำหนักประมาณ
๑๐๐ ปละ วิจิตรด้วยลวดลายตั้งร้อยชนิด มาถือบาตร
ดิน นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่สองของเรา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิตฺวา แปลว่า สละแล้ว.
บทว่า สตปลํ ได้แก่ภาชนะทองคำ ที่มีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ.
บทว่า กํสํ ได้แก่ กังสดาล. บทว่า โสวณฺณํ แปลว่า สำเร็จด้วยทอง.
บทว่า สตราชิกํ ความว่า ประกอบด้วยลวดลายมิใช่น้อย เพราะ
ความเป็นภาชนะที่มีฝาอันวิจิตร และงดงามด้วยแนวแห่งลายเขียนเป็นอเนก.
บทว่า อคฺคหึ มตฺติกามตฺตํ ความว่า พระเถระในกาลก่อน เคยฉัน
ในภาชนะมีค่ามากเห็นปานนี้ เมื่อกระทำตามพระพุทธโอวาท คิดว่า บัดนี้
เราละภาชนะทอง แล้วถือบาตรดิน โอ ! เราทำกรรมดีแล้วหนอ ธรรมเนียม
ของพระอริยเจ้า ดำรงมาแล้วโดยลำดับดังนี้แล้ว กล่าวอนุโมทนาการสละราช
สมบัติ และการเข้าถึงบรรพชาเพศ โดยแถลงยกย่องภาชนะ (ดิน). ด้วยเหตุนั้น
พระเถระจึงกล่าวว่า นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒ ของเรา ดังนี้. อธิบายว่า
การเข้าถึงบรรพชาเพศนี้ ชื่อว่าเป็นการอภิเษกครั้งที่สองของเรา โดยถือเอา
ราชาภิเษก เป็นการอภิเษกครั้งแรก. เพราะว่าการอภิเษกครั้งแรกนั้น เป็น
กรรมที่เศร้าหมองไปด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น สับสนวุ่นวาย ประกอบไปด้วย
อนัตถโทษ เนื่องด้วยทุกข์ เป็นกรรมทีเลวทราม. ส่วนการอภิเษกครั้งที่ ๒
ของเรานี้ ชื่อว่า สูงสุด ประณีต เพราะผิดตรงข้ามจากการอภิเษกครั้งแรกนั้น.
จบอรรถกถาติสสเถรคาถา

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 455 (เล่ม 50)

๘. อภัยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอภัยเถระ
[๒๓๕] ได้ยินว่า พระอภัยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์
อันเป็นที่รัก สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัดยินดีเสวย
รูปารมณ์ รูปารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะทั้งหลาย
ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งมูลแห่งภพ.
อรรถกถาอภัยเถรคาถา
คาถาของท่านพระอภัยเถระ เริ่มต้นว่า รูปํ ทิสฺวา สติ มุฎฺฐา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน
เรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า "สุเมธะ"
ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุเมธะ ในวันหนึ่ง
ได้ทำการบูชาด้วยดอกช้างน้าว.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในหมู่เทพ กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว
ไป ๆ มาๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ พระนครสาวัตถี
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า " อภัย " ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว อันเหตุสมบัติ

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 456 (เล่ม 50)

ตักเตือนอยู่ วันหนึ่งไปยังพระวิหาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว
ได้มีศรัทธาจิตบวชแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่.
วันหนึ่ง ท่านเข้าไปสู้บ้านเพื่อบิณฑบาต เห็นมาตุคามแต่งตัวสวยงาม
แล้วเกิดฉันทราคะ ปรารภรูปของหญิงนั้น ด้วยสามารถแห่งอโยนิโสมนสิการ
ท่านเข้าไปสู่วิหารแล้วข่มจิตของตนว่า เมื่อเราละสติแลดูอยู่ กิเลสในรูปารมณ์
เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เรากระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว ดังนี้ เจริญวิปัสสนาใน
ทันใดนั้นเอง บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
พระสยัมภูผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ มีพระนามว่า สุเมธะ
เมื่อทรงพอกพูนวิเวก จึงเสด็จเข้าสู่ป่าใหญ่ เราเห็น
ดอกช้างน้าวกำลังบาน จึงเอามาร้อยเป็นพวงมาลัย
บูชาแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายของโลก เฉพาะ
พระพักตร์ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชา
พระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑,๙๐๐
แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์
มีนามว่า "สุนิมมิตะ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะแสดงว่า สำหรับผู้ที่
(ประพฤติ) คล้อยตามกิเลส ไม่มี (โอกาส) ที่จะยกศีรษะขึ้นจากวัฏทุกข์ได้เลย
ส่วนตัวเราไม่ประพฤติตามกิเลสเหล่านั้น ดังนี้ ด้วยการชี้ให้เห็นการบังเกิดขึ้น
แห่งกิเลสของตน ได้กล่าวคาถาว่า

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 457 (เล่ม 50)

เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์อัน
เป็นที่รัก สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัด ยินดีเสวย
รูปารมณ์ รูปารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะทั้งหลาย
ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งมูลแห่งภพ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ได้แก่ รูปายตนะ อันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความกำหนัด. ก็รูปายตนะนั้นในคาถานี้ ท่านหมายถึงรูปแห่งหญิง.
บทว่า ทิสฺวา ได้แก่ เห็นด้วยจักษุ คือ ยึดถือรูปนั้นด้วยสามารถ
แห่งการกำหนดโดยนิมิต และโดยอนุพยัญชนะ ด้วยการแล่นไปตามแห่งจักษุ-
ทวาร อธิบายว่า เพราะการถือเอารูปนั้นว่าเป็นอย่างนั้นเป็นเหตุ.
บทว่า สติ มุฏฺฐา ได้แก่ สติที่เป็นไปในกาย ที่มีความไม่งาม
เป็นสภาพ ว่าไม่งามนั่นแล หายไปแล้ว ก็พระเถระเมื่อจะแสดงถึงสติที่หายไป
เพราะเห็นรูปนั้น จึงกล่าวว่า มัวใส่ใจถึงอารมณ์อันเป็นที่รัก ดังนี้ ประกอบ
ความว่า เมื่อมัวใส่ใจอารมณ์ตามที่เข้ามาปรากฏ ด้วยอโยนิโสมนสิการ กระทำ
ปิยารมณ์ให้เป็นนิมิต โดยนัยมีอาทิว่า งาม เป็นสุข ดังนี้ สติก็หายไป.
ต่อแต่นั้น ก็จะมีจิตยินดีเสวยรูปารมณ์ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตกำหนัด
แล้วด้วยดี เสวย คือ เพลิดเพลินรูปารมณ์นั้น ก็เมื่อมัวเพลิดเพลินอยู่ รูปารมณ์
ก็ครอบงำผู้นั้น คืออารมณ์จะครอบงำผู้นั้น ทำให้ลำบาก ให้ถึงที่สุดหมุนไป
ทีเดียว และอาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่เขาผู้เป็นแล้วอย่างนี้ คือ ชื่อว่า
ผู้เข้าถึงซึ่งมูลแห่งภพ ได้แก่ อาสวะทั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ มีกามาสวะเป็นต้น
ที่มีการเข้าถึงซึ่งความเป็นมูล คือความเป็นเหตุแห่งภพ คือ สงสาร เป็นสภาพ
ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไฝทีเดียว คือไม่เสื่อมเลย แต่อาสวะแม้ทั้ง ๔
เหล่านั้น อันเราผู้ตั้งอยู่แล้วในการพิจารณา เจริญวิปัสสนาแล้วแทงตลอดอยู่
ซึ่งสัจจะทั้งหลาย ละแล้วโดยไม่เหลือ ตามลำดับแห่งมรรค คือสิ้นไปรอบแล้ว
จบอรรถกถาอภัยเถรคาถา

457