พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุเสด็จไปสู่ท่า
น้ำแล้ว เสด็จดำเนินไปสู่ป่า เราได้เห็นพระสัมมาสัม
พุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ มีพระลักษณะ
อันประเสริฐพระองค์นั้น จึงได้ถือเอาจอบและปุ้งกี๋มา
ปราบหนทางให้ราบเรียบ เราได้ถวายบังคมพระศาสดา
แล้ว ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทร
กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย ในกัปที่ ๕๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมประชา องค์หนึ่งมี
นามว่า สุปปพุทธะ เป็นนายก เป็นใหญ่กว่านระ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้
กล่าวซ้ำพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วนั่นแหละ ว่า
ดูก่อนเอรกะ กามเป็นทุกข์ ดูก่อนเอรกะ กาม
ไม่เป็นสุขเลย ผู้ใดใคร่กาม ผู้นั้นชื่อว่า ใคร่ทุกข์
ผู้ใดไม่ใคร่กาม ผู้นั้นชื่อว่า ไม่ใคร่ทุกข์ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา กามา ความว่า วัตถุกามและ
กิเลสกามเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ และเพราะมีวิปริ-
ณามทุกข์ และสังขารทุกข์เป็นสภาพ คือยังทุกข์ให้เกิดขึ้นแน่นอน. สมดังคำ
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ มีอาทิว่า กามมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความ
คับแค้นมาก ในกามนี้ ไม่มีโทษ (อะไร) จะยิ่งไปกว่า.