ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 418 (เล่ม 50)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธา ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ อธิบาย
ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น อันพระโยคาวจรพึงเห็นแจ้ง โดยการเข้า
ไปกำหนดหมายวิปัสสนา และด้วยสามารถแห่งการรอบรู้ ด้วยญาตปริญญา
เป็นต้น.
บทว่า ทิฏฐา ยถาถูตํ ความว่า เห็นแล้วโดยไม่ผิดพลาด โดย
นัยมีอาทิว่า นี่ทุกข์ ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.
บทว่า ภวา สพฺเพ ปทาลิตา ความว่า กรรมภพ และอุบัติภพ
ทั้งปวง มีกามภพเป็นต้น อันเราทำลายแล้ว คือกำจัดแล้ว ด้วยศาสตราคือ
มรรคญาณ. อธิบายว่า กรรมภพ และอุบัติภพ ย่อมชื่อว่า เป็นอันเราทำ
ลายแล้ว ด้วยการทำลายกิเลสได้ นั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า
ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. ความของคาถานั้น ข้าพเจ้า
กล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปวิฏฐเถรคาถา
๘. อัชชุนเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอัชชุนเถระ
[๒๒๕] ได้ยินว่า พระอัชชุนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราอาจยกตนจากน้ำ คือ กิเลส ขึ้นบนบก คือ
พระนิพพพานได้ เหมือนคนที่ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไปแล้ว
ยกตนขึ้นจากน้ำ ฉะนั้น เราแทงตลอดสัจจะ ทั้ง-
หลายแล้ว.

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 419 (เล่ม 50)

อรรถกถาอัชชุนเถรคาถา
คาถาของท่านพระอัชชุนเถระ เริ่มต้นว่า อสกฺขึ วต อตฺตานํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิด
ในกำเนิดราชสีห์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี
วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่งในป่า คิดว่า พระ
ศาสดาพระองค์นี้แล เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง เป็นบุรุษผู้สีหะในกาลนี้
ดังนี้แล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส หักกิ่งรังที่มีดอกบานสะพรั่ง แล้วบูชาพระศาสดา.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด
ในตระกูลเศรษฐี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อัชชุนะ. เขาถึงความ
เป็นผู้รู้แล้ว เป็นผู้มีความสนิทสนมกับพวกนิครนถ์ บวชใน (ลัทธิ) นิครนถ์
แต่ในเวลาที่ยังเล็กอยู่นั่นแล ด้วยคิดว่า เราจักบรรลุอมตธรรมด้วยอุบายอย่างนี้
เมื่อไม่ได้สาระในลัทธินั้น เห็นยมกปาฏิหาริย์ ได้มีศรัทธาจิตแล้ว บวชใน
พระศาสนา ปรารภวิปัสสนา ได้เป็นพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง
คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เวลานั้นเราเป็นราชสีห์ พระยาเนื้อมีสกุล เรา
แสวงหาห้วงน้ำแห่งภูเขา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก จึงดำริว่า พระมหาวีรเจ้าพระ-
องค์นี้ ย่อมยังมหาชนให้ดับเข็ญ อยู่เย็นเป็นสุขได้
ถ้าเช่นนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้ประเสริฐกว่า

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 420 (เล่ม 50)

เทวดา ผู้องอาจกว่านระเถิด เราจึงหักกิ่งรัง แล้วนำ
เอาดอกมาพร้อมด้วยกระออมน้ำ เข้าไปเฝ้าพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ถวายดอกรังอันงามในกัปที่
๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานี้ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายดอกไม้ และในกัปที่ ๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีนามว่า วิโรจนะ
มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทานด้วยกำลังแห่ง
ปีติ อันเกิดจากการบรรลุความสุขอันยอดเยี่ยม ได้กล่าวคาถาว่า
เราอาจยกตนจากน้ำ คือ กิเลส ขึ้นบนบก คือ
พระนิพพานได้ เหมือนคนที่ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไปแล้ว
ยกตนขึ้นจากน้ำ ฉะนี้ เราแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย
แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขึ แปลว่า เราสามารถ. ศัพท์ว่า
วต เป็นนิบาต ใช้ในการแสดงความอัศจรรย์. เพราะว่า การแทงตลอด
อริยสัจนี้ พึงเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ? อย่างไหนจะทำได้
ยากกว่ากัน หรือจะทำให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือ การแทงปลายขนทราย
ด้วยปลายขนทราย ที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน ดังนี้.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 421 (เล่ม 50)

บทว่า อตฺตานํ ท่านกล่าวหมายถึงจิตที่เป็นไปในภายในอันแน่นอน
เพราะไม่มีสภาพอื่น ที่จะเป็นอัตตา. บทว่า อุทฺธาตุํ แปลว่า เพื่อยกขึ้น.
บางแห่ง ปาฐะ เป็น อุทฺธฏํ. บทว่า อุทกา ได้แก่ จากน้ำ กล่าวคือ
ห้วงแห่งสงสาร. บทว่า ถลํ ความว่า สู่บกคือพระนิพพาน.
บทว่า วุยฺหมาโน มโหโฆว ความว่า เหมือนคนที่ลอยไปใน
ห้วงน้ำใหญ่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ เปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกกระแสน้ำพัด
ลอยไปโดยเร็ว ในห้วงน้ำใหญ่ ทั้งลึก ทั้งกว้าง ไม่มีเกาะแก่งอันเป็นแหล่ง
พักพิง ได้เรือที่มั่นคง แข็งแรง สมบูรณ์ด้วยพายและถ่อ ที่ผู้หวังจะช่วย
เหลือบางคน นำไปให้ พึงสามารถเพื่อยกตนขึ้นจากน้ำนั้น คือถึงฝั่งโดยง่าย
ทีเดียวฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ลอยไปด้วยกำลังแห่งอภิสังขาร คือ
กิเลส ในห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร ได้เรือคืออริยมรรค อันเข้าถึงสมถะ และ
วิปัสสนา อันพระบรมศาสดาทรงนำไปมอบให้ สามารถเพื่อจะยกตนขึ้นจาก
น้ำคือกิเลสนั้น คือเพื่อบรรลุถึงฝั่ง คือพระนิพพาน เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์.
พระเถระกล่าวว่า เราแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ดังนี้ เพื่อแสดงถึงความ
สามารถตามที่ตนได้แสดงแล้ว. ประกอบความว่า เพราะเหตุที่เราแทงตลอด
อริยสัจ ๔ มีทุกขสัจเป็นต้น ด้วยการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ การละ
การทำให้แจ้ง และการเจริญ คือได้รู้แล้วด้วยอริยมรรคญาณ ฉะนั้น เราจึง
อาจเพื่อยกตนขึ้นจากน้ำ คือ กิเลส สู่บก คือ พระนิพพาน.
จบอรรถกถาอัชชุนเถรคาถา

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 422 (เล่ม 50)

๙. เทวสภเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเทวสภเถระ
[๒๒๖] ได้ยินว่า พระเทวสภะถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
กามราคะเพียงดังเปลือกตม และฉันทราคะ
เพียงดังหล่ม เราข้ามพ้นแล้ว เราเว้นทิฏฐิราคะเพียง
ดังบาดาลแล้ว เราพ้นจากโอฆะ และกิเลสเครื่อง
ร้อยรัด ทั้งกำจัดมานะหมดสิ้นแล้ว.
อรรถกถาเทวสภเถรคาถา
คาถาของท่านพระเทวสภเถระ. เริ่มต้นว่า อุตฺติณฺณา ปงฺกปลิปา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน
กำเนิดแห่งพรานผู้ฆ่าสัตว์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
สุขี วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้น้อมผลมะหาดไปถวาย.
เพื่อจะเจริญศรัทธาปสาทะของเขา พระศาสดาจึงทรงเสวยผลมะหาดนั้น. เขา
เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสเกินประมาณ ด้วยการเสวยผลมะหาดนั้น เข้าไปเฝ้าตาม
กาลเวลา ทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 423 (เล่ม 50)

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นโอรสของพระราชา ทรง-
พระนามว่า มณฑลิกะ องค์หนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ
แต่ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ทีเดียว เสวยความสุขในราชสมบัติ ทรงพระ-
ชราภาพ เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ท้าวเธอ.
พระองค์ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาจิต เกิดความสลดพระทัย สละราชสมบัติ
ทรงผนวช แล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง
คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ในกาลนั้น เราเป็นพรานเที่ยวฆ่าสัตว์อื่นเป็น
อันมาก สำเร็จการนอนอยู่ที่เงื้อมเขาไม่ไกลพระ-
ศาสดาพระนามว่า สุขี เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น
อัครนายกของโลก ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เราไม่มี
ไทยธรรม สำหรับถวายแด่ศาสดาผู้จอมประชา ผู้คงที่
เราได้ถือเอาผลมะหาดไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เชษฐบุรุษของโลกผู้ประเสริฐกว่านระ
ทรงรับ ต่อแต่นั้น เราได้ถือเอาผลมะหาด ไปบำเรอ
พระองค์ซึ่งเป็นผู้นำที่วิเศษ ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น
เราได้ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง ในกัปที่ ๓๑ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลมะหาดใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ใน
กัปที่ ๑๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓
พระองค์ มีพระนามว่า ปิยาลิน สมบูรณ์ด้วย

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 424 (เล่ม 50)

แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว บังเกิดความโสมนัสด้วย
สามารถแห่งการพิจารณาถึงกิเลสที่ละแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานได้กล่าวคาถาว่า
กามราคะเพียงดังเปลือกตม และฉันทราคะ
เพียงดังหล่ม เราข้ามพ้นแล้ว เราเว้นทิฏฐิราคะเพียง
ดังบาดาลแล้ว เราพ้นจากโอฆะและกิเลสเครื่องร้อย-
รัด ทั้งกำจัดมานะหมดสิ้นแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺติณฺณา ความว่า ก้าวล่วงพ้นไปแล้ว.
บทว่า ปงฺกปลิปา ได้แก่ ทั้งเปลือกตม และทั้งหล่ม. เปลือกตมโดยปกติ
ท่านเรียกว่า ปังกะ เปลือกตมใหญ่ทั้งลึกทั้งกว้าง ท่านเรียกว่า ปลิปะ แต่
ในคาถานี้ หมายเอาสภาพที่ชื่อว่า ปังกะ เพราะเป็นดุจเปลือกตม ได้แก่
กามราคะ เพราะจิตถูกฉาบทาด้วยการเพิ่มให้ซึ่งความไม่สะอาด (และหมายเอา)
สภาพที่ชื่อว่า ปลิปะ เพราะเป็นประดุจถูกลูบไล้ ได้แก่ ฉันทราคะที่หนาแน่น
มีลูกเมียเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะถูกฉาบทาด้วยของไม่สะอาด และเพราะ
ข้ามพ้นได้ยาก โดยนัยดังกล่าวแล้ว ฉันทราคะเป็นต้นเหล่านั้น เราก้าวล่วง
แล้วโดยประการทั้งปวงด้วยพระอนาคามิมรรค เพราะเหตุนั้น พระเถระจึง
กล่าวว่า กามราคะเพียงดังเปลือกตม และฉันทราคะเพียงดังหล่ม เราข้ามพ้นแล้ว
ดังนี้.
บทว่า ปาตาลา ความว่า ที่ชื่อว่า ปาตาลา เพราะเป็นเหมือน
เมืองบาดาล ได้แก่ประเทศที่ต่อเนื่องกันในมหาสมุทร. ส่วนอาจารย์บางพวก

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 425 (เล่ม 50)

กล่าวนาคพิภพว่า บาดาล. แต่ในคาถานี้หมายเอา สภาพที่ชื่อว่าบาดาล
เพราะเป็นเหมือนเมืองบาดาล ด้วยอรรถว่า จับต้องไม่ได้ ทำให้เกิดแตก
หมู่คณะ และข้ามได้โดยยาก ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย. ก็ทิฏฐิเหล่านั้นอันเรา
เว้นแล้ว คือตัดขาดแล้ว โดยประการทั้งปวง โดยการได้บรรลุปฐมมรรค
นั่นเทียว เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เราเว้นทิฏฐิราคะเพียงดังบาดาล
แล้ว ดังนี้.
บทว่า มุตฺโต โอฆา จ คนฺถา จ ความว่า เราพ้นแล้ว คือ
พ้นรอบแล้ว จากโอฆะมีโอฆะคือกามเป็นต้น และจากเครื่องร้อยรัด มีเครื่อง
ร้อยรัดกาย คือ อภิชฌาเป็นต้น ด้วยมรรคนั้น ๆ อธิบายว่า ก้าวล่วงแล้ว
โดยไม่มีกิเลสเครื่องวุ่นวายและกิเลสเครื่องร้อยรัดอีก.
บทว่า สพฺเพ มานา สํวิหิตา ความว่า กิเลสแม้ทั้ง ๙ อย่าง
ถึงการฆ่า คือความพินาศ คือถูกถอนขึ้นโดยพิเศษ ด้วยการบรรลุมรรคชั้นสูง.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มานวิธาหตา (มานะบางอย่างถูกฆ่าแล้ว) อธิบายว่า
ได้แก่ มานะบางส่วนถูกทำลาย. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า มานวิสา (มี
มานะเป็นพิษ) ก็บัณฑิตพึงเข้าใจความหมายของอาจารย์เหล่านั้นว่า ชื่อว่า
มีมานะเป็นพิษเพราะผลแห่งทุกข์ ที่มีมานะเป็นพิษ.
จบอรรถกถาเทวสภเถรคาถา (ที่ ๑)

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 426 (เล่ม 50)

๑๐. สามิทัตตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสามิทัตตเถระ
[๒๒๗] ได้ยินว่า พระสามิทัตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เบญจขันธ์ เรากำหนดรู้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว
ตั้งอยู่ ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี.
จบวรรคที่ ๙
อรรถกถาสามิทัตตเถรคาถา
คาถาของท่านพระสามิทัตตเถระเริ่มต้นว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺญาตา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง-
พระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว
กระทำฉัตรเป็นชั้น ๆ ด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ไว้ที่สถูปของพระองค์ ได้ทำการ
บูชาแล้ว.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว
ไป ๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง
ในกรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สามิทัตตะ.
เขาถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ ฟัง ( ข่าวเรื่อง ) อานุภาพของพระ-
พุทธเจ้าแล้ว ไปสู่วิหารพร้อมด้วยอุบาสกทั้งหลาย เห็นพระศาสดากำลังทรง
แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 427 (เล่ม 50)

พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้ว ทรงแสดงธรรมอนุโลม
ตามอัธยาศัย อันเป็นเหตุให้เขาได้ศรัทธา และความสลดใจในสงสาร เขาได้
มีศรัทธาจิต เกิดความสังเวชแล้ว บวช อยู่อย่างคนเกียจคร้านตลอดเวลา
เล็กน้อย เพราะญาณยังไม่แก่กล้า เป็นผู้อันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม
เทศนาเร่งเร้าให้อาจหาญอีก จึงเรียนกรรมฐาน หมั่นขวนขวายในกรรมฐาน
บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถ-
ทัสสี ผู้สูงสุดกว่านระ ปรินิพพานแล้ว เราให้ช่าง
ทำฉัตรเป็นชั้น ๆ บูชาไว้ที่พระสถูป ได้มานมัสการ
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ตามกาลอันสมควร
ให้ทำหลังคาดอกไม้บูชาไว้ที่ฉัตร ตลอดเวลา
๑,๗๐๐ กัป เราได้เสวยเทวราชสมบัติ ไม่ต้องไปสู่
ความเป็นมนุษย์เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูป
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว
ตัดบ่วงได้แล้ว จึงอยู่อย่างผู้หาอาสวะมิได้ ดุจนาคผู้
พ้นจากบ่วงฉะนั้น การที่เราได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ นับว่าเป็นการมาที่ดีหนอ วิชชา ๓
เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ
สำเร็จแล้ว ดังนี้.
ครั้นในเวลาต่อมา ท่านถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านได้
บรรลุอุตริมนุสธรรมแล้วหรือ ? เมื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็น
นิยยานิกธรรม และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมของตน แก่ภิกษุเหล่านั้น
จึงได้กล่าวโดยเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลว่า

427