ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 408 (เล่ม 50)

เราเป็นพราหมณ์ มีนามว่า สุนันทะ ผู้รู้จบมนต์
เป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ควรขอ ได้บูชายัญ ชื่อว่า
วาชเปยยะ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้เลิศ เป็นพระฤาษี
ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงเอ็นดูหมู่ชน เสด็จจงกรม
อยู่ในอากาศ พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนายก
ของโลก เสด็จจงกรมแล้ว ทรงแผ่เมตตาไปในบรรดา
สัตว์ หาประมาณมิได้ ไม่มีอุปธิ พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์
เด็ดดอกไม้ที่ขั้วแล้ว ประชุมศิษย์ทั้งหมด ให้ศิษย์
ช่วยกันโยนดอกไม้ขึ้นไปในอากาศ ในกาลนั้น หลังคา
ดอกไม้ ได้มีตลอดทั่วพระนครไม่หายไป ตลอด ๗ วัน
ด้วยพุทธานุภาพ ด้วยกุศลมูลนั้น พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์
ได้เสวยสมบัติแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ข้ามโลก ๓
และตัณหาได้แล้ว ในกัปที่ ๑,๑๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๕ พระองค์ มีพระนาม
เหมือนกันว่า อัมพรังสสะ มีพลมาก. เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ
สำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล
ก็ได้กล่าวย้ำซ้ำพระคาถานั้นแล.
จบอรรถกถานีตเถรคาถา

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 409 (เล่ม 50)

๕. สุนาคเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสุนาคเถระ
[๒๒๒] ได้ยินว่า พระสุนาคเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ผู้ฉลาดในการถือเอา ซึ่งนิมิตแห่งภาวนาจิต
เสวยรสแห่งวิเวก เพ่งฌาน ฉลาดในการรักษากรรมฐาน
มีสติตั้งมั่น พึงบรรลุนิรามิสสุขอย่างแน่นอน.
อรรถกถาสุนาคเถรคาถา
คาถาของท่านพระสุนาคเถระ เริ่มต้นว่า จิตฺตนิมิตฺตสฺส โกวิโท.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูล
พราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่
๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เจริญวัยแล้ว เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท อยู่ในอาศรม
ใกล้ชัฏป่า สอนมนต์กะพราหมณ์ ๓,๐๐๐ คน. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเขาเห็น
พระศาสดาจึงตรวจดูพระลักษณะแล้วร่ายมนต์สำหรับทำนายลักษณะ ก็บังเกิด
ความเลื่อมใสอย่างโอฬาร ปรารภพระพุทธญาณว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะ
เช่นนี้ จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้พิชิตมาร มีพระญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้.

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 410 (เล่ม 50)

ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ใน
นาลกคาม ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สุนาคะ. เขาเป็นสหายครั้งเป็น
คฤหัสถ์ของพระธรรมเสนาบดี ไปสู่สำนักของพระเถระ ฟังธรรมแล้วตั้งอยู่
ในทัสสนภูมิ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์
ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ภูเขาชื่อว่า วสภะ มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์
ที่เชิงเขาวสภะนั้น มีอาศรมที่เราสร้างไว้ในกาลนั้น
เราเป็นพราหมณ์บอกมนต์กะศิษย์ประมาณ ๓,๐๐๐ เรา
สั่งสอนศิษย์เหล่านั้นแล้ว เข้าอยู่ (ในที่สงัด ) ณ ที่
สมควรข้างหนึ่ง แสวงหาพุทธเวท มีจิตเลื่อมใสใน
พระญาณ ครั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์อยู่บนเครื่องลาดหญ้า กระทำกาลกิริยา
ณ ที่นั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญาใด
ในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งสัญญาในพระญาณ ในกัปที่ ๒๗ แต่ภัทรกัปนี้
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช พระนามว่า สิริธร
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
ด้วยประกาศการแสดงธรรมของภิกษุทั้งหลาย ได้กล่าวคาถาว่า

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 411 (เล่ม 50)

ผู้ฉลาดในการถือเอาซึ่งนิมิต แห่งภาวนาจิต
เสวยรสแห่งวิเวก เพ่งฌาน ฉลาดในการรักษากรรมฐาน
มีสติตั้งมั่น พึงบรรลุนิรามิสสุขอย่างแน่นอน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตนิมิตฺตสฺส โกวิโท ความว่า
ผู้ฉลาดในการถือเอาซึ่งนิมิตแห่งภาวนาจิต คือฉลาดในการถือเอาซึ่งจิตนิมิต
อันควรแก่การยกย่องเป็นต้น อย่างนี้ว่า พึงยกย่องจิตในสมัยนี้ พึงให้จิต.
ร่าเริงในสมัยนี้ พึงวางเฉยในสมัยนี้ ดังนี้.
บทว่า ปวิเวกรสํ วิชานิย ความว่า รู้รสแห่งจิตวิเวก อันยัง
กายวิเวกให้เจริญแล้ว อธิบายว่า เสวยวิเวกสุข. ท่านอธิบายว่า ได้แก่ดื่ม
วิมุตติรส. บทว่า ณายํ ได้แก่ เพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌานก่อน และเพ่ง
ด้วยลักขณูปนิชฌานในภายหลัง.
บทว่า นิปโก ได้แก่ ฉลาดในการบริหารกรรมฐาน.
บทว่า ปติสฺสโต ได้แก่ เข้าไปตั้งสติไว้.
บทว่า อธิคจฺเฉยฺย สุขํ นิรามิสํ ความว่า ตั้งอยู่แล้วในสุขอัน
เกิดแต่จิตวิเวก อันจะพึงได้ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในสมถนิมิตเป็นต้นอย่างนี้
เป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ เพ่งอยู่ด้วยวิปัสสนาฌานนั่นแล พึงบรรลุ คือพึง
เข้าไปถึงพร้อม ซึ่งนิพพานสุขและผลสุข อันชื่อว่าไม่มีอามิส เพราะไม่เจือปน
ด้วยอามิสคือกาม และอามิสคือวัฏฏะ.
จบอรรถกถาสุนาคเถรคาถา

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 412 (เล่ม 50)

๖. นาคิตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระนาคิตเถระ
[๒๒๓] ได้ยินว่า พระนาคิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ในลัทธิแห่งเดียรถีย์ ภายนอกพระศาสนานี้ ย่อม
ไม่มีทางไปสู่พระนิพพาน เหมือนอริยอัฏฐังคิกมรรค
นี้เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระบรมครู ทรง-
พร่ำสอนภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เอง เหมือนดังทรง
แสดงผลมะขามป้อม ในฝ่าพระหัตถ์ ฉะนั้น.
อรรถกถานาคิตเถรคาถา
คาถาของท่านพระนาคิตเถระ เริ่มต้นว่า อิโต พหิทฺธา ปุถุอญฺญ-
วาทินํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเถระนี้ เป็นพราหมณ์ชื่อว่า นารทะ ในกาล
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ วันหนึ่งนั่งอยู่ในโรง
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้วเสด็จไป มีใจเลื่อมใส
ชมเชยด้วยคาถา ๓ คาถา.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ
ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า นาคิตะ เมื่อพระผู้มี
พระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์ เขาฟังมธุปิณฑิกสูตร ได้มี
ศรัทธาจิตบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 413 (เล่ม 50)

เรานั่งอยู่ในโรงอันกว้างใหญ่ ได้เห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนายก
ของโลก ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้บรรลุพลธรรม แวดล้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์. ภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสน ผู้บรรลุ
วิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระ-
พุทธเจ้า ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส ในมนุษยโลก
พร้อมทั้งเทวโลก ไม่มีอะไรเปรียบ ในพระญาณของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ใครได้เห็นพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระญาณไม่สิ้นสุด
แล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ชนทั้งหลายไม่สามารถเพื่อ
กำจัดพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงแสดง
ธรรมกาย และผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่าง
เดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว
จะไม่เลื่อมใส พราหมณ์นามว่า นารทะ ผู้มีใจภักดี
ชมเชยพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ไม่
พ่ายแพ้ ด้วยคาถาทั้ง ๓ เหล่านี้ ด้วยจิตที่เลื่อมใส
และด้วยการกล่าวชมเชยพระสัมพุทธเจ้านั้น เราไม่
เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป ในกัปที่ ๓,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่า
สุมิตตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 414 (เล่ม 50)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว อาศัยความที่เทศนาของพระ-
ศาสดาเป็นของจริง และความที่พระธรรมกระทำสัตว์ให้พ้นทุกข์ เป็นผู้มีปีติ
และโสมนัสเกิดแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน อันแผ่ซ่านไปด้วยกำลังแห่งปีติ ได้
กล่าวคาถาว่า
ในลัทธิแห่งเดียรถีย์ ภายนอกพระศาสนานี้
ย่อมไม่มีทางไปสู่พระนิพพาน เหมือนอริยอัฏฐังคิก-
มรรคนี้เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระบรมครู
ทรงพร่ำสอนภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เอง เหมือนดัง
ทรงแสดงผลมะขามป้อม ในฝ่าพระหัตถ์ ฉะนั้น
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิโต พหิทฺธา ความว่า ในศาสนาอื่น
จากพระพุทธศาสนานี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า (ในลัทธิ) แห่งเดียรถีย์
ภายนอก อธิบายว่า ได้แก่เดียรถีย์ต่าง ๆ.
บทว่า มคฺโค น นิพฺพานคโม ขถา อยํ ความว่า ทางอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐนี้ ชื่อว่าเป็นทางไปสู่พระนิพพาน คือยังสัตว์
ให้ถึงพระนิพพาน เพราะเป็นทางที่ไปพระนิพพานได้ทางเดียว ฉันใด มรรค
ที่จะให้ถึงพระนิพพานก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีในลัทธินอกพระพุทธศาสนา เพราะ
เป็นมรรคที่เจ้าลัทธิอื่น ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีในพระธรรมวินัยนี้
เท่านั้น สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ ก็มีใน
ธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะผู้รู้ ดังนี้.
บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนี้. บทว่า อสฺสุ เป็นเพียงนิบาต.

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 415 (เล่ม 50)

บทว่า สงฺฆํ ได้แก่ ภิกษุสงฆ์ นี้เป็นการแสดงอย่างอุกฤษฏ์ เหมือน
อย่างในประโยคว่า สตฺถา เทวมนุสสานํ (เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย). อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สงฺฆํ เป็นสมูหนาม (ชื่อที่กล่าวรวม) อธิบาย
ว่าได้แก่ชนที่เป็นเวไนยสัตว์.
บทว่า ภควา ความว่า ชื่อว่า ภควา ด้วยเหตุทั้งหลาย มีความ
เป็นผู้มีโชคเป็นต้น นี้เป็นความสังเขปในบทว่า ภควา นี้. ส่วนความพิสดาร
พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในอรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี.
บทว่า สตฺถา ความว่า ชื่อว่า ศาสดา ด้วยอรรถว่า ทรงสั่งสอน
ด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายิกภพ และประโยชน์อย่างยิ่ง
คือพระนิพพาน ตามสมควร.
บทว่า สยํ แปลว่า ด้วยพระองค์เองทีเดียว. ก็ในคาถานี้มีอธิบายว่า
พระศาสดา คือพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงบันลือพระสีหนาทว่า
อริยมรรคอันจะยังสัตว์ให้ไปสู่พระนิพพาน มีองค์ ๘ ด้วยสามารถแห่งองค์
ทั้งหลาย ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ มีศีลขันธ์เป็นต้น มีอยู่
ในศาสนาของเราฉันใด ขึ้นชื่อว่ามรรค ย่อมไม่มีในลัทธิภายนอก ฉันนั้น
ดังนี้ เป็นผู้รู้ด้วยพระสยัมภูญาณเองทีเดียว หรือเป็นผู้อันพระมหากรุณา
ตักเตือนแล้ว เองทีเดียว ย่อมทรงพร่ำสอน คือกล่าวสอนภิกษุสงฆ์คือชุมนุม
แห่งเวไนยสัตว์ ด้วยสมบัติคือการยักย้ายพระธรรมเทศนาของพระองค์ ดุจ
ทรงแสดงมะขมป้อมในฝ่าพระหัตถ์ ฉะนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถานาคิตเถรคาถา

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 416 (เล่ม 50)

๗. ปวิฏฐเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระปวิฏฐเถระ
[๒๒๔] ได้ยินว่า พระปวิฏฐเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราเห็นเบญจขันธ์ ตามเป็นจริงได้แล้ว ทำลาย
ภพทั้งปวงได้แล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่
ไม่มี.
อรรถกถาปวิฏฐเถรคาถา
คาถาของท่านพระปวิฏฐเถระ เริ่มต้นว่า ขนฺธา ทิฏฺฐา ยถาภูตํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ ในภพนั้น ๆ (เกิด)
เป็นดาบสนามว่า เกสวะ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
อัตถทัสสี วันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว มีใจเลื่อมใส ถวาย
อภิวาท ประคองอัญชลี กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่อง
เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดในตระกูล
พราหมณ์ ณ มคธรัฐ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ บวช
เป็นปริพาชก เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ ศึกษาสิ่งที่

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 417 (เล่ม 50)

ควรศึกษาในลัทธินั้น ฟังความที่อุปติสสปริพาชก และโกลิตปริพาชก
บวชแล้วในพระพุทธศาสนา คิดว่า ธรรมดาท่านทั้ง ๒ แม้นั้นเป็นผู้มีปัญญา
มาก บวชแล้วในที่ใดก็ตาม ที่นั้นชะรอยจะประเสริฐเป็นแน่ ดังนี้แล้ว ไปสู่
สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว. พระศาสดา
ตรัสบอกวิปัสสนาแก่ท่าน. ท่านปรารภวิปัสสนา แล้วได้กระทำให้แจ้งพระ
อรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า
ชนทั้งหลาย รู้จักเราว่า เกสวะ โดยนามชื่อว่า
นารทะ เราแสวงหากุศลและอกุศลอยู่ ได้ไปสู่สำนัก
ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหามุนี พระนามว่า อัตถทัสสี
ทรงมีจิตเมตตา ประกอบด้วยพระกรุณา พระองค์
ผู้มีพระจักษุ เมื่อทรงปลอบสัตว์ทั้งหลายให้เบาใจ
ทรงแสดงธรรมอยู่ เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสประนม
กรอัญชลี บนเศียรเกล้า ถวายบังคมพระศาสดา บ่าย
หน้ากลับไปยังทิศปัจฉิม ในกัปที่ ๑,๗๐๐ แต่ภัทรกัป
นี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
พระนามว่า อมิตตตาปันนะ มีพลมาก. เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ-
ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ได้
กล่าวคาถาว่า
เราเห็นเบญจขันธ์ ตามเป็นจริงได้แล้ว ทำลาย
ภพทั้งปวงได้แล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่
ไม่มี ดังนี้.

417