ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 388 (เล่ม 50)

บทว่า อปรทฺโธ ความว่า นับจำเดิมแต่ได้บรรลุพระอรหัตมรรค
ก็จักไม่หมุนไป ไม่จุติ ไม่เกิด. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า อปรฏฺโฐ ดังนี้
(ก็มี). อธิบายว่า ไม่ปราศจากความสำเร็จ คือไม่ไปปราศจากเหตุแห่งการ
ถอนกิเลสขึ้น. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล ของ
พระเถระ.
จบอรรถกถาเมณฑสิรเถรคาถา
๙. รักขิตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระรักขิตเถระ*
[๒๑๖] ได้ยินว่า พระรักขิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราละราคะได้หมดแล้ว ถอนโทสะได้หมดแล้ว
เรามีโมหะทั้งปวงไปปราศแล้ว เป็นผู้เยือกเย็น ดับ-
ความร้อนได้แล้ว.
อรรถกถารักขิตเถรคาถา
คาถาของท่านพระรักขิตเถระ เริ่มต้นว่า สพฺโพ ราโค ปหีโน เจ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง
สดับพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา แล้วมีใจเลื่อมใส ได้กระทำการชมเชย
โดยปรารภพระญาณในเทศนา. พระศาสดาทรงตรวจดู ความเลื่อมใสแห่งจิต
* ในอปทานเรียกว่า พระโสภิต ไม่เรียกว่า พระรักขิตเถระ

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 389 (เล่ม 50)

ของท่านแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปนับแต่กัปนี้ เธอจักได้
เป็นสาวกชื่อว่า รักขิตะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคตมะ.
ท่านสดับคำพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใสยิ่งเกินประมาณ กระทำ
บุญเป็นอันมาก แล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบังเกิด
ในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในเทวทหนิคม ในพุทธุปบาทกาลนี้. ได้มีนามว่า
รักขิตะ. ท่านเป็นราชกุมารองค์หนึ่งในบรรดาราชกุมารทั้ง ๕๐๐ ที่พวกเจ้า-
ศากยะและเจ้าโกลิยะทั้งหลาย ทูลถวายเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วบวช. ก็ราชกุมารเหล่านั้น ไม่ถูกความกระสันครอบงำ เพราะบวชด้วย
ความสังเวช ในเวลาที่พระศาสดาทรงนำไปสู่ฝั่งแม่น้ำกุณาลทหะ ทรงประกาศ
โทษในกามทั้งหลาย โดยทรงสำแดงโทษของพวกสตรี ในเทศนาว่าด้วย
กุณาลชาดกแล้ว ทรงให้ประกอบในกรรมฐาน เวลานั้น แม้พระรักขิตเถระนี้
ก็ขวนขวายกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐ-
บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ทรงแสดง อมตบท
แก่หมู่ซนเป็นอันมาก เวลานั้นเราได้ฟังพระดำรัสอัน
เป็นอาสภิวาจา ที่พระองค์ทรงเปล่งแล้ว ประนม
อัญชลีเป็นผู้มีใจเป็นอารมณ์เดียว (กล่าวว่า) สมุทร
เลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขาสุเมรุ ประเสริฐกว่าเขา
ทั้งหลาย เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด ชนเหล่าใดย่อม
เป็นไปตามอำนาจจิต ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงเสี้ยว
แห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้น พระพุทธเจ้า ทรงเป็นฤษี
ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงหยุดการแสดงธรรม

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 390 (เล่ม 50)

ประทับนั่ง ในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญพระพุทธญาณ ผู้นำของโลก
ผู้นั้นจะต้องไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป ผู้นั้นจักเผา
กิเลสทั้งปวงได้ จักเป็นผู้มีอารมณ์เดียว มีจิตมั่นคง
จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า โสภิตะ
ในกัปที่ ๕๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๗ พระองค์ พระนามว่า ยสุคคตะ สมบูรณ์ด้วย
แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพิจารณาถึงกิเลสที่ตน
ละได้แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า
เราละราคะได้หมดแล้ว ถอนโทสะได้หมดแล้ว
เรามีโมหะทั้งปวงไปปราศแล้วเป็นผู้เยือกเย็นดับความ
ร้อนได้แล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺโพ ราโค ได้แก่ ราคะแม้ทั้งหมด
มีกามราคะเป็นต้นเป็นประเภท.
บทว่า ปหีโน ได้แก่ ละแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหานด้วย
อริยมรรคภาวนา.
บทว่า สพฺโพ โทโส ได้แก่ พยาบาทแม้ทั้งหมดต่างโดยประเภท
เป็นอเนก โดยความเป็นอาฆาตวัตถุเป็นต้น.
บทว่า สมูหโต ได้แก่ ถอนขึ้นแล้ว ด้วยมรรค.

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 391 (เล่ม 50)

บทว่า สพฺโพ เม วิกโต โมโห ได้แก่ โมหะ ๘ ประเภท
โดยต่างกันทางวัตถุ มีไม่รู้ทุกข์เป็นต้น คือโมหะแม้ทั้งหมด จำแนกออกไป
ได้ไม่ใช่น้อย โดยวิภาคแห่งสังกิเลสวัตถุของเรา ชื่อว่า ไปปราศแล้ว เพราะ
ถูกเรากำจัดแล้วด้วยมรรค.
บทว่า สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุโต ความว่า พระเถระพยากรณ์พระ-
อรหัตผลว่า ด้วยการละกิเลสที่เป็นมูลได้อย่างนี้ เราชื่อว่าถึงแล้วซึ่งความ
เยือกเย็น เพราะไม่มีความกระวนกระวาย และความเร่าร้อนหลงเหลืออยู่
เพราะความที่สังกิเลสทั้งหลาย โดยตั้งอยู่ที่เดียวกันกับกิเลสมูลนั้น สงบระงับ
แล้วโดยชอบนั่นแหละ เพราะเหตุนั้นแล เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ปรินิพพานแล้ว
เพราะดับกิเลสได้ โดยประการทั้งปวง.
จบอรรถกถารักขิตเถรคาถา
๑๐. อุคคเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอุคคเถระ
[๒๑๗] ได้ยินว่า พระอุคคเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
กรรมใดที่เราได้ทำไว้แล้ว น้อยหรือมากก็ตาม
กรรมทั้งหมดนั้นสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่
ไม่มี.
จบวรรคที่ ๘

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 392 (เล่ม 50)

อรรถกถาอุคคเถรคาถา
คาถาของท่านพระอุคคเถระ เริ่มต้นว่า ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ การทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดในเรือนแห่งตระกูล ใน
กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้
ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี
เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกการะเกด.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่
แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ในอุคคนิคม ณ แคว้นโกศล ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้นามว่า อุคคะ ดังนี้แล. เขาเจริญวัยแล้ว เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ที่ภัททารามในนิคมนั้น ไปวิหารฟังธรรมใน
สำนักของพระศาสดา ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุ
พระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ไม้การะเกดกำลังมีดอก มีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกว้าง
ข้าพระองค์แสวงหาต้นการะเกดนั้นอยู่ ได้เห็นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก ในกาลนั้น ข้าพระองค์
เห็นต้นการะเกดมีดอกบาน จึงตัดที่ขั้วแล้ว
บูชาแด่พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ผู้เป็น
เผ่าพันธุ์ของโลก ข้าแต่พระมหามุนีพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
พระองค์ทรงบรรลุอมตบทอันไม่เคลื่อน ด้วยพระ

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 393 (เล่ม 50)

ญาณใด ข้าพระองค์บูชาพระญาณนั้น ข้าพระองค์
กระทำการบูชาพระญาณแล้ว ได้เห็นดอกการะเกด
ข้าพระองค์เป็นผู้ได้สัญญานั้น นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระญาณ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์บูชา
พระพุทธญาณด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น
ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระญาณ ในกัปที่ ๑๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๑๒ พระองค์ พระนามว่า ผลุคคตะ
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
โดยแสดงการเข้าไปกำหนดวัฏฏะของตน ได้กล่าวคาถาว่า
กรรมใดที่เราได้ทำไว้แล้ว น้อยหรือมากก็ตาม
กรรมทั้งหมดนั้นสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่
ไม่มี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ ความว่า กรรมใด
คือกรรมที่เป็นวิบากใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว คือเข้าไปสั่งสมแล้ว ได้แก่ให้
เกิดแล้ว ในสงสารอันมีที่สุดและเบื้องต้น อันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ โดย
ประการมิใช่น้อย คือ โดยเป็นอกุศลมีบาปเป็นต้น และโดยเป็นกุศลมีทาน
เป็นต้น ด้วยกรรมทวาร ๓ ด้วยอุปปัตติทวาร ๖ (และ) ด้วยอสังวรทวาร ๘

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 394 (เล่ม 50)

บทว่า อปฺปํ วา ยทิวา พหุํ ความว่า ก็กรรมนั้นชื่อว่าน้อย
เพราะวัตถุ เจตนา ประโยค และกิเลสเป็นต้น มีกำลังน้อยก็ตาม ชื่อว่ามาก
เพราะวัตถุ เจตนา ประโยค และกิเลสเป็นต้นเหล่านั้นมีกำลัง และเพราะ
ประพฤติเนือง ๆ ก็ตาม.
บทว่า สพฺพเมตํ ปริกฺขีณํ ความว่า ก็กรรมนี้ทั้งหมดนั่นแล ชื่อว่า
ถึงความสิ้นไปรอบ เพราะมรรคอันเลิศ อันกระทำให้กรรมหมดสิ้นไป เรา
บรรลุแล้ว อธิบายว่า เพราะละกิเลสวัฏได้ กรรมวัฏ ย่อมชื่อว่า เป็นอันเรา
ละได้แล้วด้วย เพราะวิบากวัฏจะเกิดขึ้นไม่ได้. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึง
กล่าวว่า บัดนี้การเกิดในภพใหม่ไม่มี ดังนี้. อธิบายว่า การเกิดในภพใหม่
ไม่มีแก่เราอีกต่อไป. ปาฐะว่า สพฺพเมตํ ดังนี้ก็มี. แยกบทออกเป็น
สพฺพมฺปิ เอตํ.
จบอรรถกถาอุคคเถรคาถา
จบวรรควรรณนาที่ ๘
ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี
ในวรรคนี้รวมพระเถระ ๑๐ รูป คือ
๑. พระวัจฉปาลเถระ ๒. พระอาตุมเถระ ๓. พระมาณวเถระ
๔. พระสุยามนเถระ ๕. พระสุสารทเถระ ๖. พระปิยัญชหเถระ ๗.
พระหัตถาโรหบุตรเถระ ๘. พระเมณฑสิรเถระ ๙. พระรักขิตเถระ ๑๐.
พระอุคคเถระ และอรรถกถา.

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 395 (เล่ม 50)

เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๙
๑. สมิติคุตตเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสมิติคุตตเถระ
[๒๑๘] ได้ยินว่า พระสมิติคุตตเถระไค้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
บาปกรรมใดที่เราได้กระทำไว้แล้ว ในชาติอื่น ๆ
ในกาลก่อน เราจึงได้เสวยผลของบาปกรรมนั้น ใน
อัตภาพนี้เอง เรื่องบาปกรรมอื่นจักไม่มีอีกต่อไป.
วรรควรรณนาที่ ๙
อรรถกถาสมิติคุตตเถรคาถา
คาถาของท่านพระสมิติคุตตเถระ เริ่มต้นว่า ยํ มยา ปกตํ ปาปํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว พบ
พระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกมะลิ.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจะเกิดในภพใด ๆ ก็ได้ตั้งอยู่ในฐานะ ที่มี
กุลสมบัติ รูปสมบัติ และบริวารสมบัติ เหนือสัตว์เหล่าอื่นในภพนั้น ๆ. ก็

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 396 (เล่ม 50)

ในอัตภาพหนึ่ง เขาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ คิดว่า
สมณะโล้นรูปนี้ ชะรอยจะเป็นโรคเรื้อน ด้วยเหตุนั้น สมณะรูปนี้จึงต้องเอา
ผ้าคลุมตัวเที่ยวไป ดังนี้แล้ว ถ่มน้ำลายรด หลีกไปแล้ว.
ด้วยกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรก ตลอดกาลเป็นอันมาก แล้ว
บังเกิดในมนุษยโลก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสป
เขาบวชเป็นปริพาชก เห็นอุบาสกผู้สมบูรณ์ด้วยสีลาจารวัตรคนหนึ่ง แล้ว
ขุ่นเคือง ได้ด่าว่า เจ้าคงเป็นโรคเรื้อน ดังนี้ และทำลายจุณสำหรับอาบน้ำ
ที่มนุษย์ทั้งหลายวางไว้ที่ท่าน้ำ.
ด้วยกรรมนั้น เขาบังเกิดในนรกอีก เสวยทุกข์สิ้นปีเป็นอันมาก
แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ ได้มีนามว่า สมิติคุตตะ. เขาเจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระบรมศาสดา ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์หมดจดดี
อยู่ด้วยผลแห่งกรรมเก่าของท่าน โรคเรื้อนเกิดขึ้นแล้ว. ด้วยโรคเรื้อนนั้น
ทำให้อวัยวะร่างกายของท่านแตกเป็นริ้วรอยโดยทั่วไปแล้ว มีน้ำเหลืองไหล
ออก. ท่านพักอยู่ในศาลาสำหรับภิกษุอาพาธ.
ครั้นวันหนึ่ง พระธรรมเสนาบดีไปเยี่ยมไข้ สอบถามภิกษุทั้งหลาย
ผู้เป็นไข้ในที่นั้น ๆ เห็นภิกษุนั้นแล้ว บอกกรรมฐานที่มีเวทนานุปัสสนาเป็น
อารมณ์ว่า ดูก่อนอาวุโส ตราบใดขันธ์ยังเป็นไปอยู่ ก็ต้องเสวยทุกข์ทั้งปวง
อยู่ตราบนั้น แต่เมื่อขันธ์ทั้งหลายไม่มีอยู่นั่นแหละ ทุกข์จึงหมดไปดังนี้แล้ว
ได้หลีกไปแล้ว. ท่านตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้
กระทำให้แจ้งอภิญญา ๖ แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ ประสูติจากพระครรภ์
แสงสว่างได้มีอย่างไพบูลย์ และพื้นปฐพี พร้อมทั้ง

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 397 (เล่ม 50)

สมุทรสาคร และภูเขาก็หวั่นไหว อนึ่ง พวกโหราจารย์
ก็พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าจักอุบัติในโลก เป็นผู้เลิศ
กว่าสรรพสัตว์ จักรื้อถอนหมู่ชน เราได้ฟังคำของ
พวกโหราจารย์แล้ว ได้ทำการบูชาพระชาติ ด้วยดำริว่า
การบูชาพระชาติเช่นนี้ไม่มี เรารวบรวมกุศลแล้ว ได้
ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ครั้นเราทำการบูชาพระชาติ-
แล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ
ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เราย่อม
ล่วงสรรพสัตว์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระชาติ พี่เลี้ยง
นางนม ย่อมบำรุงเรา เป็นไปตามอำนาจจิตของเรา
เขาไม่อาจยังเราให้โกรธเคือง นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระชาติ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำการบูชาใด
ในกาลนั้น ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการบูชาพระชาติ ในกัปที่เหมาะสมถอยหลัง
แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ พระองค์
เป็นจอมคน มีพระนานว่า " สุปาริจริยา " มีพลมาก.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ระลึกถึงบาปกรรมอันตน
กระทำแล้วในชาติก่อน ๆ ด้วยสามารถแห่งโรคที่ตนกำลังเสวยอยู่ในปัจจุบัน
โดยมุขคือการพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะประกาศความที่กิเลสนั้น
อันตนละได้แล้ว โดยประการทั้งปวง ได้กล่าวคาถาว่า

397