พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 368 (เล่ม 50)

บทว่า ปพฺพชึ ความว่า เข้าถึงบรรพชาในพระศาสนา ของพระ-
ศาสดา.
บทว่า ปหาย กามานิ มโนรมานิ ความว่า ละวัตถุกามที่ชื่อว่า
เป็นของรื่นรมย์ใจ เพราะทำใจของผู้ที่ยังไม่ปราศจากราคะให้ยินดี โดยความ
เป็นของน่าปรารถนาน่าใคร่เป็นต้น อธิบายว่า ละทิ้ง ฉันทราคะ อันเนื่องด้วย
วัตถุกามนั้น โดยตัดขาดด้วยพระอริยมรรค คือโดยความไม่เพ่งเล็ง. ก็คำเป็น
คาถานี้ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ โดยมุข คือ การชี้ชัด
ถึงการละกามทั้งหลาย. พระเถระนี้ เกิดสมัญญานามว่า มาณวะ ดังนี้เทียว
เพราะเหตุที่ท่าน บวชแล้วในเวลาที่ยังเป็นมาณพ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถามาณวเถรคาถา
๔. สุยามนเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสุยามนเถระ
[๒๑๑] ได้ยินว่า พระสุยามนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ความพอใจในเบญจกามคุณ ความพยาบาท
ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจและ
ความสงสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวง.

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 369 (เล่ม 50)

อรรถกถาสุยามนเถรคาถา
คาถาของท่านพระสุยามนเถระ เริ่มต้นว่า กามจฺฉนฺโท จ
พฺยาปาโท. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดในตระกูลพราหมณ์ในธัญญวดีนคร
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่
ภัทรกัปนี้ สำเร็จการศึกษาในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ เป็นอาจารย์สอนมนต์
แก่พวกพราหมณ์ ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี
เสด็จเข้าไปสู่พระนครธัญญวดี เพื่อบิณฑบาต พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่.
พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายก็มีจิตเลื่อมใส
นำเสด็จไปสู่เรือนของตน ตกแต่งอาสนะ ลาดเครื่องลาดคือดอกไม้บนอาสนะ
นั้น ถวายแล้ว. เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว อังคาสให้ทรง
อิ่มหนำสำราญ ด้วยอาหารอันประณีต แล้วบูชาพระศาสดาผู้เสวยเสร็จแล้ว
ด้วยดอกไม้และของหอม. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวโลก กระทำบุญทั้งหลายแล้ว
ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดเป็นบุตร
ของพราหมณ์ คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มี
นามว่า สุยามนะ. สุยามนพราหมณ์เจริญวัยแล้ว เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท
เป็นผู้ประกอบไปด้วยความใคร่ครวญอย่างยิ่ง รังเกียจการซ่องเสพกามารมณ์
มีอัธยาศัยน้อมไปในฌาน ได้มีศรัทธาจิต ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ-
ไปพระนครเวสาลี บวชแล้ว บรรลุพระอรหัต ขณะจรดมีดโกนทีเดียว.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 370 (เล่ม 50)

ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์อยู่ในนครธัญญวดี
รู้จบไตรเพท เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์
เป็นผู้ฉลาดในตำรา ทำนายลักษณะ คัมภีร์อิติหาส
และตำราทายนิมิต พร้อมทั้งคัมภีร์นิคัณฑุ และคัมภีร์
เกฏุภะ บอกมนต์กะศิษย์ทั้งหลาย เราวางดอกอุบล
๕ กำไว้บนหลัง เราประสงค์จะบวงสรวงบูชายัญ ใน
สมาคมบิดามารดา ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่า วิปัสสี ผู้ประเสริฐกว่านระ แวดล้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เสด็จมา
เราปูลาดอาสนะแล้ว ลาดดอกอุบลนั้นแล้ว นิมนต์
พระมหามุนี นำมาสู่เรือนของตน อามิสอันใดที่เรา
เตรียมไว้ มีอยู่ในเรือนของตน เราเลื่อมใส ได้ถวาย
อามิสนั้น แด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน
เราทราบเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว ได้ถวาย
ดอกอุบลกำหนึ่ง พระสัพพัญญูทรงอนุโมทนาแล้ว
บ่ายพระพักตร์กลับไปยังทิศอุดร ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทร-
กัปนี้ เราได้ถวายดอกไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย
ดอกไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ดอกไม้ ในกัปลำดับต่อแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิราชพระนามว่า วรทัสสนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 371 (เล่ม 50)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
โดยมุขคือการชี้ถึงการละนิวรณ์ ได้กล่าวคาถาว่า
ความพอใจในเบญจกามคุณ ความพยาบาท
ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจและ
ความสงสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุ โดยประการทั้งปวง ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจใน
กามทั้งหลาย ชื่อว่า กามฉันทะ แม้เพราะเป็นทั้งกาม และเป็นทั้งความพอใจ
ได้แก่ กามราคะ ความกำหนัดในกาม ก็ราคะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า กามฉันทะ
ในคาถานี้ เพราะท่านประสงค์เอาแม้ราคะที่ถูกฆ่าด้วยมรรคอันเลิศ ด้วยเหตุนั้น
พระเถระจึงกล่าวว่า ย่อมไม่มีแก่ภิกษุ โดยประการทั้งปวง ดังนี้. อธิบายว่า
ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมด ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้ง
แห่งความใคร่ ราคะที่เป็นไปในกามนั้น ชื่อว่า กามฉันทะ ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะอาศัยกามฉันทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์
อุทธัจจนิวรณ์ อวิชชานิวรณ์ จึงเกิดขึ้นในอรูปภพ ดังนี้.
ที่ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า เป็นเหตุถึงความเสื่อมเสีย คือ
ถึงความเน่าแห่งจิต ได้แก่ อาฆาตที่เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้ได้ประพฤติ
ความฉิบหายแก่เรา ดังนี้.
ที่ชื่อว่า ถีนะ คือความที่จิตไม่ควรแก่การงาน ได้แก่ ความหดหู่
ไม่มีอุตสาหะ.
ที่ชื่อว่า มิทธะ คือความที่กายไม่ควรแก่การงาน ได้แก่ ขาดความ
กระตือรือร้น.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 372 (เล่ม 50)

ทั้งถีนะและมิทธะแม้ทั้งสองอย่าง รวมเรียกว่า ถีนมิทธะ ท่านกล่าว
รวมกันไว้ เพราะความเป็นปฎิปักษ์ต่อหน้าที่การงานอย่างเดียวกัน.
ความที่จิตฟุ้งขึ้น ชื่อว่า อุทธัจจะ คือ จิตถูกยกขึ้น คือ ไม่สงบด้วย
ธรรมใด ธรรมนั้นจัดว่าเป็นความฟุ้งซ่านแห่งใจ ได้แก่อุทธัจจะ ก็แม้กุกกุจจะ
(ความรำคาญ) พึงทราบว่าท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า อุทธัจจะ ในคาถานี้
เพราะความที่กุกกุจจะนั้นเหมือนกัน โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่การงาน กุกกุจจะ
นั้น มีการทำให้เดือดร้อนในภายหลังเป็นลักษณะ อธิบายว่า กุกกุจจะนั้น
ได้แก่ ความเดือดร้อน ที่เข้าไปอาศัยความดีความชั่วที่กระทำแล้วและยังไม่ได้
กระทำ.
บทว่า วิจิกิจฺฉา ความว่า ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะเป็นเหตุให้ถึง
ความสงสัยว่า เป็นอย่างนี้หรือหนอแล ไม่ใช่อย่างนี้หรือหนอแล อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะเมื่อค้นคว้าหาสภาพธรรม ย่อมเป็นเหตุให้ยุ่งยาก คือ
ลำบาก ได้แก่ ความสงสัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นวัตถุ.
บทว่า สพฺพโส ความว่า โดยไม่มีส่วนเหลือ.
บทว่า น วิชฺชติ แปลว่า ย่อมไม่มี คือ พระเถระพยากรณ์
พระอรหัตผล โดยชี้ถึงพระอรหัตผลว่า กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ย่อมไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะความที่
กิเลสเหล่านั้น อันมรรคถอนขึ้นได้หมดแล้ว กิจที่จะพึงกระทำอย่างอื่นไม่มี
แก่เธอ หรือกิจที่เธอทำแล้ว ไม่มีผลตอบสนอง ดังนี้ อธิบายว่า เมื่อนิวรณ์
ทั้ง ๕ อันเธอถอนขึ้นแล้วด้วยมรรค กิเลสแม้ทั้งปวงย่อมชื่อว่าเป็นอันเธอ
ถอนขึ้นได้หมดแล้ว เพราะตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับนิวรณ์นั้น ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ทั้งปวง ละนิวรณ์ ๕ อันเป็น
อุปกิเลสแห่งใจได้แล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถาสุยามนเถรคาถา

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 373 (เล่ม 50)

๕. สุสารทเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสุสารทเถระ
[๒๑๒] ได้ยินว่า พระสุสารทเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
การเห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ผู้เพรียบพร้อมด้วย
ศีลาทิคุณ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความ
สงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษ
ทั้งหลาย ย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้
เพราะฉะนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษจึงยังประโยชน์ให้
สำเร็จได้.
อรรถกถาสุสารทเถรคาถา
คาถาของท่านพระสุสารทเถระ เริ่มต้นว่า สาธุ สุวิหิตาน ทสฺสนํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ ประสบความสำเร็จในบางส่วนของวิชชา เห็น
โทษในกามทั้งหลาย ละฆราวาสวิสัย แล้วบวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรม
อยู่ที่ชัฏแห่งป่า ในหิมวันตประเทศ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เมื่อจะ
ทรงอนุเคราะห์เขา จึงเสด็จเข้าไปในเวลาภิกษาจาร. เขาเห็นพระผู้มีพระ-

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 374 (เล่ม 50)

ภาคเจ้าแต่ไกลทีเดียว มีใจเลื่อมใส ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตร แล้วใส่ผลไม้
ที่มีรสหวาน แล้วน้อมถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับบาตรนั้นแล้ว
ทรงทำอนุโมทนา แล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้เป็นญาติของพระธรรม
เสนาบดี ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีนามตามที่เขาขนานให้ว่า สุสารทะ เพราะ
เป็นคนมีปัญญาน้อย ในเวลาย่อมาฟังธรรมในสำนักของพระธรรมเสนาบดี
ได้มีศรัทธา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบ
ไตรเพท อยู่ในอาศรม ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์
เครื่องบูชาไฟ และเมล็ดบัวขาวของเรามีอยู่ เราใส่ไว้
ในห่อ แล้วห้อยไว้บนยอดไม้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา พระองค์ทรงพระประสงค์จะถอนเราขึ้น
จึงเสด็จมาภิกขาเรา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส
ได้ถวายเมล็ดบัวแด่พระพุทธเจ้า พระศาสดาสัมมาสัม
พุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณดังทองคำ สมควรรับเครื่อง
บูชา ทรงยังปีติให้เกิดแก่เรา ทรงนำสุขมาให้ใน
ปัจจุบัน ประทับยืนอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถานี้
ว่า ด้วยการถวายเมล็ดบัวนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้
ชอบ ท่านจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป ด้วย
กุศลมูลนั้นนั่นแล เราได้เสวยสมบัติแล้ว ละความชนะ

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 375 (เล่ม 50)

และความแพ้ บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ในกัปที่
๗๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชา
มีนามว่า สุมังคละ สมบูรณ์ด้วยแล้ว ๗ ประการ
มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราการทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
โดยการชี้ถึงอานิสงส์ และกิตติคุณในการพบท่านผู้เป็นสัตบุรุษ ได้กล่าว
คาถาว่า
การเห็นสัตบุรุษทั้งหลายผู้เพรียบพร้อม ด้วย
ศิลาทิคุณ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความ
สงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้ง
หลาย ย่อมกระทำพาลชน ให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะ
ฉะนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษ จึงยังประโยชน์ให้
สำเร็จได้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ ได้แก่ เป็นความดีงาม. อธิบายว่า
เป็นความเจริญ. บทว่า สุวิหิตาน ทสฺสนํ ความว่า การเห็นสัตบุรุษ
ทั้งหลาย ผู้เพรียบพร้อมแล้ว เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึงลบนิคหิต
เสีย. ประกอบความว่า การเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้มีอัตภาพอันอบรมดี
แล้ว ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้มีการแสดงธรรม อันจำแนกแจกจ่ายดีแล้ว
ด้วยความอนุเคราะห์ในผู้อื่น เป็นความดี. บทว่า ทสฺสนํ พึงทราบว่าเป็น
ตัวอย่าง เพราะเหตุที่ แม้การฟังเป็นต้นก็นับว่ามีอุปการะมาก. สมดังคำที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 376 (เล่ม 50)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดถึงพร้อมแล้ว
ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
เป็นผู้กล่าวสอน ทำให้รู้แจ้ง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง เป็นผู้สามารถบอกพระสัทธรรม
ได้เป็นอย่างดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าว
การเห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี
การเข้าไปใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่า
นั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี ว่ามีอุปการะ
มาก ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ในคาถานี้ท่านกล่าวความเห็นไว้อย่างเดียว เพราะเหตุ
คุณสมบัตินอกนี้ มีความเห็นเป็นมูล. บทว่า กงฺขา ฉิชฺชติ เป็นต้น เป็น
คำบอกเหตุในการเห็นนั้น. อธิบายว่า เมื่อการเห็นกัลยาณมิตรเช่นนั้น มีอยู่
กุลบุตร ผู้มุ่งหาความรู้ ผู้ใคร่ประโยชน์ ย่อมเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้
กัลยาณมิตรเหล่านั้น ย่อมไต่ถามปัญหาโดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไร
เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ดังนี้. และกัลยาณมิตรเหล่านั้น ย่อมบรรเทา
ความสงสัย ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่างมิใช่น้อย แก่เขาได้
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กงฺขา ฉิชฺชติ เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้
ดังนี้. และเพราะเหตุที่กัลยาณมิตรเหล่านั้น ครั้นบรรเทาความสงสัยของกุลบุตร
เหล่านั้นได้ ด้วยการแสดงธรรมแล้ว ย่อมยังความเห็นชอบในกรรมบถ และ
ยังความเห็นชอบในวิปัสสนา ให้บังเกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้น ฉะนั้น ความรู้ย่อม
เจริญแก่กุลบุตรเหล่านั้น (อีกด้วย).
ก็ในกาลใด กุลบุตรเหล่านั้น เจริญวิปัสสนาแล้ว แทงตลอดสัจจะ
ทั้งหลาย (อริยสัจ) ในกาลนั้น วิจิกิจฉามีวัตถุ ๑๖ และมีวัตถุ ๘ ย่อม

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 377 (เล่ม 50)

ถูกตัด คือถูกถอนขึ้น ปัญญาคือความรู้ ย่อมเจริญโดยตรง สัตบุรุษทั้งหลาย
ย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ ฉะนี้. บทว่า ตสฺมา เป็นต้น เป็น
คำเครื่องกล่าวซ้ำ (คำลงท้าย) อธิบายว่า เพราะเหตุที่ การเห็นสาธุชน
ทั้งหลาย เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษ
ทั้งหลาย ย่อมทำพาลชน ให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น คือ ด้วยเหตุนั้น
การสมาคมกับสัตบุรุษ คือคนดี ได้แก่ พระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงยังประโยชน์
ให้สำเร็จ คือเป็นความดี หมายความว่า การประชุมร่วมกับสัตบุรุษเหล่านั้น
เป็นความเจริญโดยชอบ ดังนี้.
จบอรรถกถาสุสารทเถรคาถา
๖. ปิยัญชหเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระปิยัญชหเถระ
[๒๑๓] ได้ยินว่า พระปิยัญชหเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เมื่อผู้อื่นยกตน ควรถ่อมตน เมื่อผู้อื่นตกต่ำ
ควรยกตนขึ้น เมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ควร
ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อผู้อื่นยินดีในกามคุณ ไม่ควร
ยินดีในกามคุณ.

377