มีพระนามว่า สจักขุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
เพราะเหตุที่ท่าน สำเร็จกิจ (บรรลุพระอรหัต) ด้วยการฟังธรรม
ครั้งเดียวเท่านั้น จึงได้นามว่า เอกธัมมสวนียเถระ ดังนี้แล. ท่านได้
เป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
กิเลสทั้งหลายเราเฝ้าแล้ว ภพทั้งปวง เราถอนขึ้น
แล้ว ชาติสงสารของเราสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้
มีต่อไป ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิเลสา ความว่า อกุศลธรรม ชื่อว่า
กิเลส เพราะเหตุว่า บังเกิดแล้วในสันดานใด ย่อมยังสันดานนั้นให้เศร้าหมอง
หรือเบียดเบียน เข้าไปทำให้เดือดร้อน ได้แก่ กิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า ณาปิตา ความว่า กิเลสทั้งหลาย อันเราเฝ้าแล้วพร้อมทั้งราก
ด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ ดุจกอไม้เป็นต้น ถูกเผาด้วยสายอสุนิบาต.
บทว่า มยฺหํ แปลว่าอันเรา หรือในสันดานของเรา.
บทว่า ภวา สพฺเพ สมูหตา ความว่า ภพทั้งปวงมีกามภพและ
กรรมภพเป็นต้น ชื่อว่าอันเราถอนขึ้นแล้ว เพราะกิเลสทั้งหลายอันเราเฝ้าแล้ว
เพราะเหตุที่ถอนกรรมภพได้แล้วนั่นแล แม้อุปปัตติภพก็ชื่อว่าเป็นอันถอนขึ้น
แล้วด้วย เพราะให้ถึงความไม่ต้องเกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา.
บทว่า วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร ความว่า สงสารมีชาติเป็นต้น
มีลักษณะอันท่านกล่าวแล้วว่า