ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 338 (เล่ม 50)

มีพระนามว่า สจักขุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
เพราะเหตุที่ท่าน สำเร็จกิจ (บรรลุพระอรหัต) ด้วยการฟังธรรม
ครั้งเดียวเท่านั้น จึงได้นามว่า เอกธัมมสวนียเถระ ดังนี้แล. ท่านได้
เป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
กิเลสทั้งหลายเราเฝ้าแล้ว ภพทั้งปวง เราถอนขึ้น
แล้ว ชาติสงสารของเราสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้
มีต่อไป ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิเลสา ความว่า อกุศลธรรม ชื่อว่า
กิเลส เพราะเหตุว่า บังเกิดแล้วในสันดานใด ย่อมยังสันดานนั้นให้เศร้าหมอง
หรือเบียดเบียน เข้าไปทำให้เดือดร้อน ได้แก่ กิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า ณาปิตา ความว่า กิเลสทั้งหลาย อันเราเฝ้าแล้วพร้อมทั้งราก
ด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ ดุจกอไม้เป็นต้น ถูกเผาด้วยสายอสุนิบาต.
บทว่า มยฺหํ แปลว่าอันเรา หรือในสันดานของเรา.
บทว่า ภวา สพฺเพ สมูหตา ความว่า ภพทั้งปวงมีกามภพและ
กรรมภพเป็นต้น ชื่อว่าอันเราถอนขึ้นแล้ว เพราะกิเลสทั้งหลายอันเราเฝ้าแล้ว
เพราะเหตุที่ถอนกรรมภพได้แล้วนั่นแล แม้อุปปัตติภพก็ชื่อว่าเป็นอันถอนขึ้น
แล้วด้วย เพราะให้ถึงความไม่ต้องเกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา.
บทว่า วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร ความว่า สงสารมีชาติเป็นต้น
มีลักษณะอันท่านกล่าวแล้วว่า

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 339 (เล่ม 50)

ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย
ที่ยังตัดไม่ขาด หมุนเวียนไปอยู่ ท่านเรียกว่า สงสาร
ดังนี้
สิ้นไปแล้ว โดยพิเศษ เพราะฉะนั้น ภพใหม่จึงไม่มีในบัดนี้. พึงวกกลับมา
พูดว่า เพราะเหตุที่ภพใหม่ไม่มีต่อไป ฉะนั้น สงสาร คือ ชาติจึงสิ้นไป และ
ภพใหม่ไม่มี เพราะภพทั้งปวงถูกถอนขึ้นแล้ว ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ประกอบ
ความว่า สงสารคือชาติสิ้นไปแล้ว เพราะเหตุนั่นแล ภพใหม่จึงไม่มีในบัดนี้ .
จบอรรถกถาเอกธัมมสวนียเถรคาถา
๘. เอกุทานิยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเอกุทานิยเถระ
[๒๐๕] ได้ยินว่า พระเอกุทานิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุ ผู้มีจิตมั่น
ไม่ประมาท เป็นมุนีศึกษาอยู่ในคลองแห่งโมไนย
ผู้คงที่ ผู้สงบระงับ มีสติทุกเมื่อ.

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 340 (เล่ม 50)

อรรถกถาเอกุทานิยเถรคาถา
คาถาของท่านพระเอกุทานิยเถระเริ่มต้นว่า อธิเจตโส อปฺปมชฺชโต.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการ อันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็นยักษ์ผู้
เสนาบดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้ถึงความเศร้าโศกปริเทวนาการว่า
เราไม่มีลาภหนอ เราหาโอกาสได้ยากหนอ เพราะในเวลาที่พระศาสดายังทรง
พระชนม์อยู่ เราไม่ได้กระทำบุญมีทานเป็นต้นไว้.
ครั้งนั้น สาวกของพระศาสดา นามว่า สาคระ บรรเทาความโศก
นั้น แนะนำให้บูชาพระสถูปของพระศาสดา. เขาบูชาพระสถูปอยู่ตลอด ๕ ปี
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นั่นแหละ
ด้วยบุญนั้น เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า กัสสปะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เข้าไปสู่สำนักของพระศาสดา ตาม
กาลเวลา.
ก็ในสมัยนั้น พระศาสดา ทรงโอวาทพระสาวกทั้งหลาย เนือง ๆ
ด้วยคาถาว่า อธิเจตโส. เขาได้ฟังโอวาทนั้น เกิดศรัทธาบวชแล้ว ก็แหละครั้น
บวชแล้ว ร่ายพระคาถานั้นนั่นแหละบ่อย ๆ. ท่านบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ใน
พระโอวาทนั้น ตลอดสองหมื่นปี ไม่อาจจะยังคุณพิเศษให้เกิดขึ้นได้ เพราะ
ญาณยังไม่แก่กล้า. ก็ท่านจุติจากภพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภพนั่นแหละ แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 341 (เล่ม 50)

ด้วยสมบัติ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว
เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระองค์ทรงรับพระวิหารชื่อว่า เชตวัน ได้มี
ศรัทธา บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว อยู่ในป่าได้ไปยังสำนักของ
พระศาสดา. ก็แลในสมัยนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารีบุตร
ขวนขวายอธิจิตอยู่ในที่ไม่ไกลพระองค์ ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า อธิเจตโส. พระ
เถระนี้ฟังพุทธอุทานนั้นแล้ว แม้จะอยู่ในป่า เพื่อเจริญภาวนาตลอดกาลนาน
ก็เปล่งอุทานคาถานั้นแหละ ตามกาลเวลา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้เกิดสมัญญา
นามว่า เอกุทานิยเถระ ครั้นในวันหนึ่ง ท่านได้จิตเตกัคคตารมณ์ เจริญ
วิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
ในลำดับกาล เมื่อพระสุคตเจ้าทรงพระนามว่า
อัตถทัสสี เสด็จนิพพาน ในกาลนั้นข้าพระองค์ เข้า
ถึงกำเนิดยักษ์ และบรรลุถึงยศ ข้าพระองค์คิดว่า การ
ที่เมื่อเรามีโภคสมบัติ พระสุคตเจ้าผู้มีพระจักษุ
ปรินิพพานเสียแล้วนั้น เป็นการเสื่อมลาภ อันได้
แสนยากของเราหนอ ดังนี้ พระสาวกนามว่า
สาคระ รู้ความดำริของข้าพระองค์ ท่านต้องการจะ
ถอนข้าพระองค์ขึ้น จึงมาในสำนักของข้าพระองค์
กล่าวว่า จะโศกเศร้าทำไมหนอ อย่ากลัวเลย จง
ประพฤติธรรมเถิด ท่านผู้มีเมธาดี พระพุทธเจ้าทรง
ส่งเสริมวิทยาสมบัติ ของชนทั้งปวงว่า ผู้ใดพึงบูชา
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ยังดำรงพระ-
ชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุ แม้ประมาณเท่าเมล็ด

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 342 (เล่ม 50)

ผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้นิพพานแล้วก็ดี เมื่อจิต
อันเลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน
เพราะฉะนั้น ท่านจงทำสถูปบูชาพระธาตุ ของพระชิน
เจ้าเถิด ข้าพระองค์ได้ฟังวาจาของท่านพระสาคระแล้ว
ได้ทำพุทธสถูป ข้าพระองค์บำรุงพระสถูป อันอุดม
ของพระมุนีอยู่ ๕ ปี ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชา
เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น
ข้าพระองค์เสวยสมบัติแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต ในกัป
ที่ ๗๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔
พระองค์ มีพระนามว่า ภูริปัญญา สมบูรณ์แล้ว
ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ข้าพระองค์เผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระ-
องค์กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยวิมุตติสุข วันหนึ่งถูก
ท่านพระธรรมภัณฑาคาริก เชื้อเชิญว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านจงแสดงธรรมแก่
เรา ดังนี้ เพื่อจะทดสอบปฏิภาณ (ของท่าน) เพราะเหตุที่ท่านได้อบรมมา
เป็นเวลานาน จึงได้กล่าวคาถานี้แหละ ความว่า
ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้มีจิตมั่น
ไม่ประมาท เป็นมุนีศึกษาอยู่ในคลองแห่งโมไนย ผู้
คงที่ ผู้สงบระงับ มีสติทุกเมื่อ ดังนี้.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 50)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิเจตโส แปลว่า มิจิตตั้งมั่น อธิบายว่า
ประกอบด้วยอรหัตผลจิต อันยิ่งกว่าจิตทั้งปวง. บทว่า อปฺปมชฺชโต แปลว่า
ผู้ไม่ประมาทอยู่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ประกอบไปด้วยการกระทำเป็นไป
ติดต่อ ในธรรมที่หาโทษมิได้ทั้งหลาย ด้วยความไม่ประมาท. บทว่า มุนิโน
ความว่า พระขีณาสพ ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะรู้ซึ่งโลกทั้งสองอย่างนี้ คือ ผู้
ใดรู้โลกทั้งสอง ด้วยเหตุนั้น ผู้นั้นท่านจึงเรียกว่า มุนี อีกอย่างหนึ่ง ญาณ
ท่านเรียกว่า โมนะ พระขีณาสพ ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะประกอบด้วยโมนะ
กล่าวคือปัญญาในพระอรหัตผลนั้น. แก่ภิกษุผู้เป็นมุนี นั้น.
บทว่า โมนปเถสุ สิกฺขโต ความว่า ผู้ศึกษาอยู่ในคลองแห่ง
โมนะ กล่าวคือญาณในพระอรหัตผล ได้แก่ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
อันเป็นบรรดาแห่งอุบาย หรือศึกษาอยู่ในสิกขา ๓. ก็คำนี้ท่านกล่าวไว้ โดย
ถือเอาปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น อธิบายว่า ได้แก่ พระอรหันต์ผู้สำเร็จ
การศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นในบทว่า โมนปเถสุ สิกฺขโต นี้ พึงเห็น
ความอย่างนี้ว่า แก่ภิกษุผู้ศึกษาอยู่อย่างนี้ คือ แก่มุนี ผู้ถึงความเป็นมุนี
ด้วยสิกขานี้. เพราะเหตุที่คำนี้ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ฉะนั้น บททั้งสองเหล่านี้
ควรประกอบความอย่างนี้ว่า แก่ภิกษุผู้มีใจสูง ด้วยสามารถแห่งมรรคจิต และ
ผลจิตเบื้องต่ำ ผู้ไม่ประมาท ด้วยสามารถแห่งความไม่ประมาท ในข้อปฏิบัติ
ธรรมเครื่องตรัสรู้ คืออริยสัจ ๔ ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยมรรคญาณ
อันเลิศ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวเหตุแห่งความเพียรไว้ด้วยบท
ว่า อปฺปมชฺชโต สิกฺขโต ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้ความว่า แก่ภิกษุผู้
มีใจส่ง เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท และเพราะเหตุแห่งการศึกษา.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 344 (เล่ม 50)

บทว่า โสกา น ภวนฺติ ตาทิโน ความว่า ความเศร้าโศก
ทั้งหลาย อันมีความพลัดพรากจากสิ่งที่ปรารถนาแล้วเป็นต้น เป็นวัตถุ ได้แก่
ความเร่าร้อนแห่งจิต ย่อมไม่มีในภายในของภิกษุผู้เช่นนั้น คือของมุนีผู้พระ
ขีณาสพ. อีกอย่างหนึ่ง ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่พระมุนี ผู้อเสกขะ
ผู้ถึงแล้วซึ่งลักษณะแห่งตาทีบุคคล. บทว่า อุปสนฺตสฺส ความว่า ผู้เข้าไป
สงบระงับแล้ว ด้วยการเข้าไปสงบกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ตลอดไป. บทว่า สทา
สตีมโต ความว่า ผู้ไม่เว้นจากสติ ตลอดกาลเป็นนิจ เพราะถึงแล้วซึ่งความ
ไพบูลย์แห่งสติ.
ก็ในคาถานี้ ด้วยบทว่า อธิเจตโส พึงทราบว่า ได้แก่ อธิจิตตสิกขา.
ด้วยบทว่า อปฺปมชฺชโต พึงทราบว่า ได้แก่ อธิสีลสิกขา. ด้วยบทว่า
มุนิโน โมนปเถสุ สิกฺขโต พึงทราบว่า ได้แก่ อธิปัญญาสิกขา. อีก
อย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านประกาศอธิปัญญาสิกขา ด้วยบทว่า มุนิโน.
ประกาศปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น แห่งโลกุตรสิกขาทั้งหลายเหล่านั้น ด้วย
บทว่า โมนปเถสุ สิกฺขโต. ประกาศอานิสงส์แห่งการทำสิกขาให้บริบูรณ์
ด้วยบทมีอาทิว่า โสกา น ภวนฺติ. ก็พระคาถานี้แหละ. ได้เป็นคาถา
พยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ.
จบอรรถกถาเอกุทานิยเถรคาถา

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 345 (เล่ม 50)

๙. ฉันนเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระฉันนเถระ
[๒๐๖] ได้ยินว่า พระฉันนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้เป็นมหาสมณะ ได้ดำเนินไปสู่ทางอันพระ
พุทธเจ้าผู้มีญาณอันประเสริฐ กล่าว คือ ความเป็นผู้รู้
ธรรมทั้งปวง ทรงแสดงไว้แล้ว เพื่อบรรลุอมตธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ฉลาดใน
ทาง อันเกษมจากโยคะ.
อรรถกถาฉันนเถรคาถา
คาถาของท่านพระฉันนเถระ เริ่มต้นว่า สุตฺวาน ธมฺมํ มหโต
มหารสํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่ง
ตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ถึง
ความเป็นผู้รู้แล้ว ในวันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ
เข้าไปสู่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง มีจิตเลื่อมใส ได้ปูอาสนะที่ลาดด้วยใบไม้ มีสัมผัส
อันอ่อนนุ่มถวาย และโรยด้วยดอกไม้รอบ ๆ ทำการบูชา ด้วยบุญกรรมนั้น

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 346 (เล่ม 50)

เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแม้อื่นอีกเป็นอันมาก ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพ
นั่นแหละ เกิดในท้องของนางทาสี ในพระราชวังของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้มีนามว่า ฉันนะ เป็น
สหชาตกับพระโพธิสัตว์.
นายฉันนะได้มีศรัทธาจิต ในสมาคมแห่งพระญาติ ของพระบรมศาสดา
บวชแล้ว ด้วยความจงรักในพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดการถือตัว (มมังการ)
ขึ้นว่า พระพุทธเจ้าของเรา พระธรรมของเรา ไม่สามารถจะตัดสิเนหา
ได้ ไม่บำเพ็ญสมณธรรม เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ถูกคุกคาม
ด้วยพรหมทัณฑ์ อันพระศาสดาทรงกระทำ โดยวิธีนัดหมายถึงความสลดใจ
ตัดสิเนหาออกได้ พิจารณาเห็นแจ้ง บรรลุพระอรหัต โดยกาลไม่นานนัก.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้ถวายอาสนะที่ลาดด้วยใบไม้ แด่พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ และได้เอา
ดอกโกสุม ที่นำมาโปรยลงโดยรอบ เราได้เสวยห้อง
อันน่ารื่นรมย์ มีค่ามาในปราสาท ดอกไม้มีค่ามาก
ตกลงบนที่นอนของเรา เรานอนบนที่นอนอันงดงาม
ลาดด้วยดอกไม้ และฝนดอกไม้ ตกลงบนที่นอน
ของเราในกาลนั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราถวาย
อาสนะที่ลาดด้วยใบไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งถวายเครื่องลาด เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๗ พระองค์ พระนามว่า ติณสันถรกะ
เป็นจอมคนอุบัติแล้ว ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้. เรา
เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 347 (เล่ม 50)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มไปด้วยวิมุตติสุข
เมื่อจะเปล่งอุทาน ระบายกำลังแห่งปีติ ได้กล่าวคาถาว่า
เราฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้เป็นมหาสมณะ ได้ดำเนินไปสู่ทาง อัน
พระพุทธเจ้าผู้มีพระญาณอันประเสริฐ ด้วยพระ
สัพพัญญุตญาณทรงแสดงไว้แล้ว เพื่อบรรลุอมตธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ฉลาดใน
ทางอันเกษมจากโยคะ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวาน แปลว่า ฟังแล้ว ได้แก่เงี่ยโสต
ลงสดับ ตามคลื่นเสียงเข้าไปทรงไว้โดยสมควรแก่โสตทวาร.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ อริยสัจจธรรมทั้ง ๔. บทว่า มหโต ได้แก่
พระผู้มีพระภาคเจ้า แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชาวโลกขนานพระนามว่า มหา
ผู้ยิ่งใหญ่ เพราะประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น อันยิ่งใหญ่คือโอฬารที่สุด และ
เพราะเป็นผู้อันชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกควรบูชา เป็นเหตุให้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้น เกิดสมัญญาพระนามว่า พระมหาสมณะ. ก็บทว่า
มหโต ธมฺมํ สุตฺวาน นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ.
บทว่า มหารสํ ความว่า ชื่อว่ามีรสโอฬาร เพราะเป็นธรรมที่ให้
วิมุตติรส.
บทว่า สพฺพญฺญุตญาณวเรน เทสิตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า สัพพัญญู เพราะทรงรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ความมีแห่งพระ
สัพพัญญูนั้น ชื่อว่า สัพพัญญุตา พระญาณนั่นแหละประเสริฐ หรือประเสริฐ
ในพระญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ญาณวร พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง

347