ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 328 (เล่ม 50)

สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ให้เสาแก่อุบาสก
ผู้สร้างเรือนยอดถวายพระศาสดา ขาดเสาอยู่ต้นหนึ่ง ได้กระทำหน้าที่ของผู้ร่วม
กิจการ ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก หมั่นกระทำบุญบ่อย ๆ
ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง
ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขามีนามที่ได้มาตามโคตรว่า วัจฉะ.
เขาฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เฉพาะแล้วซึ่งศรัทธาบรรพชา
แล้ว อยู่ในอาวาสใกล้บ้าน แคว้นโกศล เล่าเรียนธรรม ในสำนักของภิกษุ
ทั้งหลาย ผู้มาแล้ว ๆ. แต่ท่านไม่รู้ ปริเฉท (ขั้นตอน) ว่านี้เป็นวินัย นี้เป็น
พระสูตร นี้เป็นพระอภิธรรม วันหนึ่ง เรียนถามท่านพระธรรมเสนาบดีแล้ว
กำหนดพระพุทธพจน์ทั้งหมดตามขึ้นตอน แม้ในกาลก่อน แต่การสังคายนา
พระธรรม ท่านก็กำหนดชื่อแห่งปิฎกเป็นต้นไว้ ในพระปริยัติสัทธรรมที่เป็น
เหตุให้มีการเรียกชื่อภิกษุทั้งหลายว่า พระวินัยธรเป็นต้น ท่านเล่าเรียนสอบถาม
พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกอยู่ กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในพระไตรปิฎกนั้น เริ่มตั้งวิปัสสนา พิจารณาอยู่
บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
ได้มีการประชุมมหาสมาคม อุบาสกของพระผู้
มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ และอุบาสก
เหล่านั้น ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ มีความเชื่อเลื่อม
ใสพระตถาคต อุบาสกทั้งหมดมาประชุมปรึกษากัน
จะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้น
หนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่ เราพบอุบาสก
เหล่านั้น ในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะอุบาสกในเวลา

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 329 (เล่ม 50)

นั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก. อุบาสก
ผู้มีศีลเหล่านั้น อันเราถามแล้ว ตอบให้ทราบว่า เรา
ต้องการจะสร้างศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง ขอ
ท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด เราตอบว่า ฉันจัก
ถวายแด่พระศาสดาเอง ฉันจักนำเสามาให้ ท่านทั้ง
หลายไม่ต้องขวนขวายหา อุบาสกเหล่านั้น เลื่อมใสมี
ใจยินดี มอบเสาให้เรา แล้วกลับจากป่ามาสู่เรือนของ
ตน ๆ เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสา
ในกาลนั้น เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา
ด้วยจิตอันเสื่อมใสนั้น เราได้เกิดในวิมาน ภพของ
เราตั้งอยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน เมื่อกลอง
ดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ ในกัปที่ ๕๕ เรา
ได้เป็นพระราชา พระนามว่า ยโสธร แม้ในกาล
นั้น ภพของเรา ก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบด้วยเรือน
ยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่ง น่ารื่นรมย์ใจ ในกัป
ที่ ๒๑ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่า อุเทน แม้ใน
กาลนั้น ภพของเราก็มี ๗ ชั้น ประดับอย่างสวยงาม
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดา หรือความ
เป็นมนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้น ๆ ทั้งหมด นี้เป็นผล
แห่งการถวายเสาต้นเดียว. ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้
เราได้ถวายเสาใดในกาลนั้น ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเสีย นี้เป็นผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว. เรา
ตัดกิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 330 (เล่ม 50)

ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความขยันหมั่น
เพียร เพราะมุ่งกิจที่ตนทำไว้แล้ว อาศัยความอนุเคราะห์ คฤหัสถ์และบรรพชิต
ทั้งหลาย ที่เข้าไปสู่สำนักของตน ใคร่ครวญพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก
แล้วแสดงธรรม. และในวันหนึ่ง แสดงธรรมอยู่ เมื่อจะแสดงเปรียบตน
เหมือนคนอื่น ได้กล่าวคาถาว่า
ภิกษุสงบดีแล้ว มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง ย่อม
กล่าวพระพุทธวจนะ ที่ได้เล่าเรียนมาเป็นเวลาหลายปี
ในสำนักของอุกเขปกตวัจฉภิกษุแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุกฺเขปกตวจฺฉสฺส ได้แก่ อันภิกษุ
ชื่อว่า อุกเขปวัจฉะ กระทำแล้ว อธิบายว่า อันภิกษุชื่อว่า วัจฉะ บรรจุ
ลงไว้ในปิฎกนั้น ๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่แล้ว โดยที่ท่านกำหนดพิเคราะห์ส่วน
แห่งพระวินัย ส่วนแห่งพระสูตร และส่วนแห่งพระอภิธรรม ที่ตนแยก ๆ
เรียนในสำนักของภิกษุ แล้วสาธยายพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม
นั่นแหละ ตาม (จำนวน) ปริจเฉท. ก็บทว่า อุกฺเขปกตวจฺฉสฺส นี้เป็น
ฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
บทว่า สงฺกลิตํ พหฺหิ วสฺเสหิ ความว่า ตั้งไว้ในหทัย (ท่อง-
จนขึ้นใจ) ด้วยสามารถแห่งการประมวลมาเป็นเวลาหลายปี. ปาฐะว่า สงฺขลิตํ
ดังนี้บ้าง. ได้แก่ท่องจนคล่องปาก โดยว่าติดต่อเนื่องเป็นอันเดียวกันไป.
กระทำให้เป็นดุจสังข์ที่เขาขัดแล้ว. ปาฐะว่า ยํ พุทฺธวจนํ เป็นปาฐะที่
เหลือจากบาทคาถา. บทว่า ตํ ความว่า กล่าวคือแสดงพระปริยัติธรรมนั้น. .
บทว่า คหฏฺฐานํ ท่านกล่าวไว้ เพราะคฤหัสถ์เหล่านั้น มีจำนวนมากกว่า.
บทว่า สุนิสินฺโน ความว่า นั่งสงบไม่ไหวติงอยู่ในธรรมวินัยนั้น. อธิบายว่า

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 331 (เล่ม 50)

ไม่มุ่งหวังลาภและสักการะเป็นต้น ตั้งอยู่ในหัวข้อธรรม คือวิมุตตายตนะ
อย่างเดียวเท่านั้น แล้วกล่าว.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุฬารปาโมชฺโช ซึ่งมีความว่า ผู้มี
ความปราโมทย์อันโอฬาร อันเกิดแล้ว ด้วยสามารถแห่งความสุขในผลสมาบัติ
และด้วยสามารถแห่งความสุขในธรรม. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ มีอาทิว่า
ดูก่อนอาวุโส ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ฟังมา
แล้ว ตามที่เรียนมาแล้ว แก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร
ด้วยประการใด ๆ เธอย่อมได้ความแตกฉานในอรรถ
ในธรรมนั้น ย่อมได้ความปราโมทย์อันเขาไปประกอบ
แล้วด้วยธรรม ด้วยประการนั้น ๆ ดังนี้.
จบอรรถกถาอุกเขปตวัจฉเถรคาถา
๖. เมฆิยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเมฆิยเถระ
[๒๐๓] ได้ยินว่า พระเมฆิยะได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
พระมหาวีรเจ้า ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ได้
สั่งสอนเรา เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ใน
สำนักของพระองค์ เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว.

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 332 (เล่ม 50)

อรรถกถาเมฆิยเถรคาถา
คาถาของท่านพระเมฆิยเถระ เริ่มต้นว่า อนุสาสิ มหาวีโร. เรื่อง
ราวเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
หว่านพืชคือกุศลไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนมีตระกูล ในกาลของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้บรรลุ
ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว. ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี
ทรงบรรลุถึงความสิ้นสุดแห่งพุทธกิจแล้ว ทรงปลงอายุสังขาร. เมื่อเกิดแผ่น
ดินไหวเป็นต้น เพราะเหตุที่ทรงปลงอายุสังขารนั้น มหาชนได้สะดุ้งตกใจ
กลัวแล้ว.
ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช ทรงเข้าใจเหตุการณ์นั้นอย่างแจ้งชัด
จึงทรงยังมหาชนให้เบาใจ. มหาชนฟังเหตุการณ์นั้น ได้ถึงความสังเวชแล้ว.
กุลบุตรนี้ สดับพุทธานุภาพ ในที่นั้นแล้ว เกิดความเคารพนับถืออย่างมาก
ในพระศาสดา เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬาร. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยว
ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนคร
กบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. เขาได้นามว่า เมฆิยะ.
เมฆิยมาณพนั้น เจริญวัยแล้ว บวชในสำนักของพระบรมศาสดา
อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ชาลิกาวัน
เห็นป่ามะม่วง น่ารื่นรมย์ ริมฝั่งน้ำ กิมิกาลา ประสงค์จะอยู่ที่ป่ามะม่วงนั้น
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้ถึง ๒ ครั้ง แล้วปล่อยให้ไปในครั้งที่ ๓
จึงไปที่ป่ามะม่วงนั้น อันแมลงคือมิจฉาวิตก รุมเกาะกิน ไม่ได้จิตสมาธิ ไป
ยังสำนักของพระศาสดา กราบทูลความนั้นแล้ว.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 333 (เล่ม 50)

ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ได้ทรงประทานพระโอวาท แก่เธอ
โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่
กล้า แห่งเจโตวิมุตติยังไม่แก่กล้า ดังนี้. ท่านตั้งอยู่ในโอวาทนั้นแล้ว เจริญ
วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ใน
อปทานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี
ผู้เลิศในโลก ทรงปลงอายุสังขารนั้น พื้นแผ่นดิน
และน้ำก็หวั่นไหว ฟ้าก็คะนอง แม้ภพอันสวยงาม
น่าปลื้มใจ สะอาด วิจิตรของเราก็หวั่นไหว
ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เมื่อภพ
หวั่นไหวแล้ว ความสะดุ้งเกิดขึ้นแก่เราว่า ความ
หวั่นเกิดขึ้นเพื่ออะไรหนอ แสงสว่างอันไพบูลย์ได้
มีแล้ว ท้าวเวสวัณมา ณ ที่นี้แล้วยังมหาชนให้หาย
ความเศร้าโศกว่า ภัยไม่มีในหมู่สัตว์ ท่านทั้งหลาย
จงมีอารมณ์ตั้งมั่น ทำใจให้สงบเถิด เราประกาศ
พระพุทธานุภาพว่า โอพระพุทธเจ้า โอพระธรรม
โอความถึงพร้อมแห่งสัตถุศาสน์หนอ เมื่อ
พระพุทธเจ้า อุบัติ แผ่นดินก็หวั่นไหว ดังนี้แล้ว
บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป ในกัปทั้งหลายที่เหลือ
เราได้ทำกุศล ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญา
ใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๑๔ แต่

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 334 (เล่ม 50)

ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชผู้ประเสริฐ
มีนามว่า สมิตะ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้รับโอวาทเฉพาะพระพักตร์
พระบรมศาสดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลว่า เราบรรลุพระอรหัตแล้ว
ได้กล่าวคาถาว่า
พระมหาวีรเจ้า ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ได้
สั่งสอนเรา เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ใน
สำนักของพระองค์ เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงโอวาท คือ ได้ประทานอนุสาสนี ด้วยคำมีอาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม
๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ดังนี้.
บทว่า มหาวีโร ได้แก่ผู้มีความกล้าหาญมาก. อธิบายว่า ผู้มีความ
เพียรใหญ่ ด้วยองค์ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเพียร อันประกอบด้วยองค์ ๔
ซึ่งเป็นเครื่องเสริมสร้างวิริยบารมี และด้วยความถึงพร้อมแห่งสัมมัปปธาน
๔ อย่าง อันไม่ทั่วไปแก่ธรรมประเภทอื่น.
บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคู ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า
เป็นผู้ถึงซึ่งฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง เพราะทรงถึง คือ บรรลุถึงซึ่งฝั่ง คือ ที่สุดแห่ง
ไญยธรรมทั้งปวง ด้วยการถึงแห่งพระญาณ อธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทรงถึงซึ่งฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง เพราะทรงถึง คือ บรรลุถึง
พระนิพพาน อันเป็นฝั่งแห่งสังขตธรรมทั้งหลายทั้งปวง.

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 335 (เล่ม 50)

บทว่า ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ความว่า เราฟังสัจธรรม ๔ นั้น
อันพระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง (ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้พุทธเจ้าพระองค์นั้น.
บทว่า วิหาสึ สนฺติเก ความว่า เราถูกมิจฉาวิตกรบกวนแล้วใน
ป่าอัมพวัน (กลับ ) ไปยังจาลิกาวิหาร พักอยู่ในที่ใกล้พระบรมศาสดานั่นแล.
บทว่า สโต แปลว่า มีสติ. อธิบายว่า ไม่ประมาทแล้วด้วยการ
เจริญสมถะและวิปัสสนา.
บทว่า อหํ นี้ พึงเปลี่ยนเป็น มยา เพิ่มเข้าในบทว่า วิชฺชา
อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ วิชชา ๓ อันเราบรรลุแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าอันเรากระทำแล้วดังนี้ เหมือนบทว่า มํ ที่ต้องเพิ่มเข้าใน
บทว่า อนุสาสิ นี้. พระเถระประกาศการบรรลุวิชชา ๓ ตามที่กล่าวแล้ว
ด้วยบทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โดยแสดงถึงความที่พระศาสดาทรงให้
โอวาท ด้วยปุริยายอื่น. อธิบายว่า การบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในกองศีลเป็นต้น
นั่นแล ข้าพเจ้ากระทำแล้วตามคำสอนของพระศาสดา.
จบอรรถกถาเมฆิยเถรคาถา
๗. เอกธัมมสวนียเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระเอกธัมมสวนียเถระ
[๒๐๔] ได้ยินว่า พระเอกธัมมสวนียเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
กิเลสทั้งหลาย เราเผาแล้ว ภพทั้งปวงเราถอน
ขึ้นแล้ว ชาติสงสารของเราสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่
มิได้มีต่อไป.

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 336 (เล่ม 50)

อรรถกถาเอกธัมมสวนียเถรคาถา
คาถาของท่านพระเอกธัมมสวนียเถระ เริ่มต้นว่า กิเลสา ฌาปิตา
มยฺหํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
ท่านเกิดเป็นรุกขเทวดา เห็นภิกษุ ๒-๓ รูป หลงทางเดินเที่ยวไปในป่าใหญ่
เมื่อจะอนุเคราะห์ จึงลงจากภพของตน ปลอบโยนภิกษุเหล่านั้น ให้ฉัน
แล้วพาไปส่งจนถึงที่ตามที่ประสงค์ ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก บำเพ็ญพุทธกิจเสร็จแล้ว ปรินิพพาน ได้ (เกิด) เป็น
พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงพระนามว่า กิกี ในกาลนั้น.
เมื่อท้าวเธอสวรรคตแล้ว พระราชโอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่า
ปุถุวินทราช ได้เสวยราชย์ต่อมา. พระราชโอรสของพระเจ้าปุถุวินทราช ทรง-
พระนามว่า สุยามะ (เสวยราชย์ต่อมา) พระราชโอรสของพระเจ้าสุยามะ ทรง-
พระนามว่า พระเจ้ากิกีพรหมทัต เสวยราชย์ เมื่อพระศาสนาอันตรธานแล้ว
ไม่ได้ฟังพระธรรมเทศนา จึงรับสั่งให้ประกาศว่า ผู้ใดแสดงธรรมได้ เราจัก
ให้ทรัพย์แสนกหาปณะแก่ผู้นั้น เมื่อหาผู้แสดงธรรมไม่ได้ แม้แต่คนเดียว
จึงทรงพระดำริว่า ในรัชสมัยแห่งพระเจ้าปู่เป็นต้นของเรา ธรรมยังเป็นไปอยู่
ผู้แสดงธรรมก็หาได้ง่าย แต่ในกาลบัดนี้ ผู้ที่จะกล่าวคาถาแม้เพียง ๔ บาท
ก็หาได้ยาก ตราบใดที่ธรรมสัญญายังไม่พินาศ ตราบนั้นเราจักบวช ดังนี้.
ท้าวสักกเทวราช เสด็จลงมาแล้วแสดงธรรมโดยคาถาว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ดังนี้ กะพระเจ้ากิกีพรหมทัต ผู้เดินทางมุ่งหน้า

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 337 (เล่ม 50)

ไปยังหิมวันตประเทศ แล้วให้ท้าวเธอเสด็จกลับ. พระเจ้ากิกีพรหมทัตเสด็จกลับ
บำเพ็ญบุญ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลเศรษฐี
ในเสตัพยนครในพุทธุปบาทกาลนี้ เจริญวัยแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ในสีสปาวัน ณ เสตัพยนคร เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว
นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้ว ทรงแสดงธรรมด้วยคาถา
นี้ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ดังนี้ เมื่ออนิจจ-
สัญญาปรากฏชัด ท่านจึงได้ความสลดใจ เพราะท่านมีอธิการอันกระทำไว้แล้ว
ในภพนั้น ๆ เริ่มพิจารณา การทำทุกขสัญญา และอนัตตสัญญาไว้ในใจ
ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว
ไว้ในอปทานว่า
สาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ เที่ยวไปในป่า เป็นผู้หลงทาง เหมือนคน
ตาบอดเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ บุตรของพระมุนีเหล่านั้น
ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ
ผู้เป็นนายกของโลก หลงทางอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์
(เป็นเทพบุตร) ลงจากภพมาในสำนักของภิกษุ บอก-
ทางให้แก่พระสาวกเหล่านั้น และได้ถวายโภชนาหาร
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชา เชษฐบุรุษของโลก ประ-
เสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้บรรลุ
พระอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบเท่านั้น โดยกำเนิด ในกัปที่
๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ พระองค์

337