ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 50)

เหมือนอะไร ? เหมือนสัตว์นรกกระหยิ่มยินดีต่อผู้ไปสวรรค์ ฉะนั้น
อธิบายว่า เปรียบเหมือน สัตว์นรก ต่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในนรก ด้วยบาปกรรม
ของตน ย่อมยินดีต่อผู้ไปสวรรค์ คือผู้เข้าถึงสวรรค์ว่า โอหนอ แม้พวกเรา
ละทุกข์ในนรกแล้ว พึงเสวยความสุขในสวรรค์ ชื่อฉันใด ข้ออุปมานี้ก็ฉันนั้น
ก็ในคาถานี้ เพราะท่านมุ่งทำประโยคเป็นพหุพจน์ แสดงความหนัก
ในตนว่า เอกกา มยํ วิหราม จึงทำประโยคเป็นเอกพจน์อีกว่า ตสฺส เม
โดยที่ความของบทนั้น หมายความอย่างเดียวกัน พึงทราบการแสดงจตุตถีวิภัตติ
ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ โดยเพ่ง แม้บททั้งสองที่ว่า ตสฺส เม และสคฺคคามินํ
(และ) บทว่า ปิหยนฺติ. ก็บทว่า อภิปตฺเถนฺติ นั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้
โดยกระทำอธิบายว่า คนเป็นอันมาก ชื่อว่า ย่อมปรารถนา คุณมีการอยู่ป่า
เป็นต้น เช่นนั้น ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตสฺส เม มีอธิบายว่า ซึ่งคุณทั้งหลายใน
สำนักของเรานั้น
จบอรรถกถาวัชชีปุตตกเถรคาถา
๓. ปักขเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระปักขเถระ
[๒๐๐] ได้ยินว่า พระปักขเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เหยี่ยวทั้งหลาย ย่อมโฉบลง ชิ้นเนื้อหลุดจาก
ปากของเหยี่ยวตัวหนึ่งตกลงพื้นดินและเหยี่ยวอีกพวก-
หนึ่ง มาคาบเอาไว้อีก ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้หมุนเวียน
ไปในสงสาร ก็ฉันนั้น เคลื่อนจากกุศลธรรมแล้ว ไปตก
ในนรกเป็นต้น ความสุขย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจแล้ว
ผู้ยินดีต่อพระนิพพาน ด้วยความสุข.

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 50)

อรรถกถาปักขเถรคาถา
คาถาของท่านพระปักขเถระ เริ่มต้นว่า จุตา ปตนฺติ. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้ท่านก็มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ กระทำ
บุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ (เกิด) เป็นยักษ์ผู้เสนาบดี
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชา
ด้วยผ้าทิพย์. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในเทวทหนิคม ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนาม
ว่า สัมโมทกุมาร.
ในเวลาที่ท่านยังเล็ก เท้าเดินไม่ได้ด้วยโรคลม (อัมพาต) เขาเที่ยว
ไปเหมือนคนง่อย ตลอดเวลาเล็กน้อย. ด้วยเหตุนั้นเขาจึงมีนามใหม่ว่า ปักขะ.
ภายหลังในเวลาที่หายโรค คนทั้งหลายก็ยังเรียกชื่อเขาอย่างนั้นเหมือนกัน.
เขาเห็นปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในสมาคมแห่งพระญาติ ได้ศรัทธา
บรรพชาแล้ว กระทำกิจเบื้องต้นเสร็จแล้ว เรียนกรรมฐานอยู่ในป่า.
ครั้นวันหนึ่ง ท่านเดินทางเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต นั่งอยู่ที่โคนไม้
แห่งหนึ่งในระหว่างทาง. ก็ในสมัยนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบชิ้นเนื้อบินไปทาง
อากาศ, เหยี่ยวเป็นอันมากบินตามเหยี่ยวตัวนั้น รุมแย่งจนเนื้อตกลงมา.
เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบเอาชิ้นเนื้อที่ตกบินไป. เหยี่ยวตัวอื่นชิงเอาชิ้นเนื้อนั้น
คาบต่อไป พระเถระเห็นดังนั้น ก็คิดว่า ชิ้นเนื้อนี้ฉันใด ขึ้นชื่อว่า กาม
ทั้งหลายก็ฉันนั้น ทั่วไปแก่คนหมู่มาก มีทุกข์มาก คับแค้นมาก ดังนี้ แล้ว
พิจารณาเห็นโทษในกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกบวช เริ่มตั้งวิปัสสนา

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 50)

มนสิการอยู่โดยนัยมีอาทิว่า อนิจจัง เที่ยวไปบิณฑบาต กระทำภัตกิจเสร็จ
แล้ว นั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า
ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
วิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้องอาจ กับภิกษุ
สงฆ์ ๖๘,๐๐๐ เสด็จเข้าไปสู่พันธุมวิหาร เราออกจาก
นครแล้ว ได้ไปที่ทีปเจดีย์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้
ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา พวกยักษ์ในสำนัก
ของเรา มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ บำรุงเราโดยเคารพ
ดังหมู่เทวดาชาวไตรทศ บำรุงพระอินทร์ โดยเคารพ
ฉะนั้น เวลานั้น เราถือผ้าทิพย์ออกจากที่อยู่ไปอภิวาท
ด้วยเศียรเกล้า และได้ถวายผ้าทิพย์นั้น แด่พระพุทธ-
เจ้า โอพระพุทธเจ้า โอพระธรรม โอความถึงพร้อม
แห่งพระศาสดาหนอ ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า
แผ่นดินนี้ หวั่นไหว เราเห็นความอัศจรรย์ อันไม่
เคยมี ชวนให้ขนพองสยองเกล้า นั้นแล้ว จึงยังจิตให้
เลื่อมใส ในพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมมนุษย์ ผู้คงที่
ครั้งนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใส และถวายผ้าทิพย์ แด่
พระศาสดาแล้ว พร้อมทั้งอำมาตย์ และบริวารชน
ยอมนับถือพระพุทธเจ้าเป็นสมณะ ในกัปที่ ๙๑ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ใน

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 50)

กัปที่ ๑๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖
พระองค์ มีพระนามว่า วาหนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระอรหัตผล ที่พระเถระ ผู้บรรลุพระอรหัต กระทำสังเวควัตถุ
ใดแล ให้เป็นขอสับ แล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุแล้ว พระเถระเมื่อพยากรณ์
พระอรหัตผล โดยมุขคือการประกาศสังเวควัตถุนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า
เหยี่ยวทั้งหลายโฉบลง ชิ้นเนื้อหลุดจากปากของ
เหยี่ยวตัวหนึ่ง ตกลงพื้นดิน และเหยี่ยวอีกพวกหนึ่ง
มาคาบ เอาไว้อีก ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้หมุนเวียนไป
ในสงสาร ก็ฉันนั้น เคลื่อนจากกุศลธรรมแล้ว ไป
ตกในนรกเป็นต้น ความสุขย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจ
แล้วผู้ยินดีต่อนิพพาน ด้วยความสุข ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จุตา แปลว่า หลุดแล้ว. บทว่า ปตนฺติ
แปลว่า โฉบลง. บทว่า ปติตา ความว่า ชิ้นเนื้อตกลงที่พื้นดิน ด้วยสามารถ
แห่งการพลัดหล่น หรือตกลง ด้วยสามารถแห่งการหลุดร่วงไปในอากาศ.
บทว่า คิทฺธา ความว่า ถึงความยินดี. บทว่า ปุนราคตา ความว่า เข้า
มาคาบไปอีก. พึงประกอบ จ ศัพท์ควบไปด้วยทุก ๆ บท มีคำอธิบายว่า
เหยี่ยวทั้งหลายในที่นี้ โฉบลงและร่อนลง และชิ้นเนื้อก็หลุดจากปากของเหยี่ยว
นอกนี้ ก็ชิ้นเนื้อที่หลุดแล้ว ก็ตกลงไปที่พื้นดิน เหยี่ยวทั้งหลาย อยากได้ชิ้น
เนื้อ (ถึงความอยาก) เหยี่ยวทั้งหมดนั่นแหละ จึงมารุมคาบเอาไปอีก. ก็
เหยี่ยวเหล่านี้ มีอุปมาฉันใด เหล่าสัตว์ที่หมุนไปในสงสาร ก็ฉันนั้น สัตว์

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 50)

เหล่าใด เคลื่อนจากธรรมที่เป็นกุศล สัตว์เหล่านั้น ย่อมตกลงไปในอบายมี
นรกเป็นต้น ก็เหล่าสัตว์ที่ตกลงไปแล้วอย่างนี้ ผู้ที่ตั้งอยู่ในสัมปัตติภพ ถึงความ
ยินดีและย้อนกลับมาอีก ด้วยสามารถแห่งความใคร่ในภพ ทั้งในกามภพ
รูปภพ และอรูปภพ โดยยังข้องอยู่ ในกามสุขัลลิกานุโยค ในภพนั้น ๆ
ชื่อว่า กลับมาสู่ทุกข์ ที่หมายรู้กันว่าภพนั้น ๆ อีก ด้วยกรรมที่ทำให้ถึงภพ
นั้น ๆ เพราะยังไม่หลุดพ้นจากภพไปได้. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นอย่างนี้.
ส่วนเราเอง กระทำกิจมีปริญญากิจเป็นต้นแล้ว แม้กิจทั้ง ๑๖ อย่าง เราก็
ทำสำเร็จแล้ว บัดนี้ไม่มีกิจนั้นที่เราจะต้องทำอีก.
พระนิพพาน อันเป็นแดนที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสลัดสังขตธรรมได้
ทั้งหมด ที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่ารื่นรมย์ เรายินดีแล้ว อภิรมย์แล้ว
รื่นรมย์แล้ว. ก็ด้วยบทว่า รตํ รมฺมํ นั้น พึงทราบอธิบายว่า ความสุข
ย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจแล้ว โดยสะดวก คือพระนิพพาน อันเป็นสุขโดย
ส่วนเดียว ติดตามมา คือ เข้าถึงโดยเป็นสุขเกิดแต่ผลสมาบัติ อีกอย่างหนึ่ง
ได้แก่ ผลสุขและนิพพานสุข อันติดตามมา ด้วยสุขเกิดแต่วิปัสสนา และสุข
เกิดแต่มรรค โดยสะดวก.
จบอรรถกถาปักขเถรคาถา

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 50)

๔. วิมลโกณฑัญญเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระวิมลโกณฑัญญเถระ
[๒๐๑] ได้ยินว่า พระวิมลโกณฑัญญเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นบุตรของนางอัมพปาลี ที่หมู่ชนเรียก
กันว่า ทุมะ เกิดเพราะพระเจ้าพิมพิสาร ท่านเป็น
บุตรของท่านผู้ทรงไว้ซึ่งธงคือพระเจ้าแผ่นดิน ทำลาย
ธงใหญ่ คือกิเลสได้ด้วยปัญญาแล้ว.
อรรถกถาวิมลโกณฑัญญเถรคาถา
คาถาของท่านพระวิมลโกณฑัญญเถระ เริ่มต้นว่า ทุมวฺหยาย
อุปปนฺโน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลที่
สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า วิปัสสี อันบริษัทใหญ่ห้อมล้อมแล้ว ทรงแสดงธรรมอยู่
มีใจเลื่อมใส แล้วบูชาด้วยดอกไม้ทอง ๔ ดอก. เพื่อจะเจริญศรัทธาปสาทะ
ของเขา พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้มีรูปอย่างรัศมี
ทองคำ ปกคลุมทั่วประเทศนั้นทั้งสิ้น. เขาเห็น พุทธลักษณะอันสำเร็จด้วย

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 50)

อิทธาภิสังขารนั้นแล้ว มีใจเลื่อมใสเกินประมาณ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว กระทำพุทธลักษณะนั้นให้เป็นนิมิต แล้วไปสู่เรือนของตน ไม่ละปีติที่มี
พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ กระทำกาละด้วยโรคลมบางอย่าง บังเกิดในสวรรค์
ชั้นดุสิต แล้วกระทำบุญอื่น ๆ อีก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในท้องของนางอัมพปาลี อาศัยพระเจ้าพิมพิสาร.
พระเจ้าพิมพิสาร ในคราวยังเป็นหนุ่ม ฟัง (ข่าว) รูปสมบัติของ
นางอัมพปาลี เกิดความกำหนัดยินดี มีคนติดตาม ๒-๓ คน ไปสู่พระนคร
ไพศาลี โดยเพศที่คนจำไม่ได้ สำเร็จการอยู่ร่วมกับนางในคืนวันหนึ่ง ครั้งนั้น
พระเถระนี้ถือปฏิสนธิในท้องของนาง และนางอัมพปาลี ได้กราบทูลข้อที่นาง
ตั้งครรภ์ ต่อพระเจ้าพิมพิสาร.
แม้พระราชา ก็แสดงพระองค์ พระราชทานสิ่งของที่ควรพระราชทาน
แล้วเสด็จหลีกไป นางอาศัยความแก่รอบของครรภ์คลอดบุตรแล้ว. ทารกนั้น
ได้นามว่า วิมละ ต่อมาภายหลังจึงปรากฏนามว่า วิมลโกณฑัญญะ. เขาเจริญ
วัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปพระนครไพศาลี
มีใจเลื่อมใส บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระ-
อรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี
เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่ง
แสดงอมตบทแก่หมู่ชนอยู่ เราฟังธรรมของพระองค์
ผู้เป็นจอมประชาผู้คงที่แล้ว ได้โปรยดอกไม้ทอง ๔ ดอก
บูชาแด่พระพุทธเจ้า ดอกไม้ทองนั้นกลายเป็นหลังคา
ทอง บังร่มตลอดทั้งบริษัท ในกาลนั้น รัศมีของ
พระพุทธเจ้า และรัศมีทอง รวมเป็นแสงสว่างโชติช่วง

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 50)

ไพบูลย์ เรามีจิตเบิกบาน ดีใจ เกิดโสมนัส ประนม
อัญชลี เกิดปีติ เป็นผู้นำความสุขปัจจุบันมาให้แก่คน
เหล่านั้น เราทูลวิงวอนพระสัมพุทธเจ้า และถวาย
บังคมพระองค์ผู้มีวัตรอันงาม ยังความปราโมทย์ให้
เกิดแล้ว กลับเข้าสู่ที่อยู่ของตน ครั้นกลับเข้าสู่ที่อยู่
แล้ว ยังระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐอยู่ ด้วยจิต
อันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ในกัปที่
๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ทอง
ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา ในกัปที่ ๔๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ ทรงพระนามว่า เนมิ-
สมมตะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
โดยอ้างถึงพระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
ภิกษุเป็นบุตรของนางอัมพปาลี ที่หมู่ชนเรียก
กันว่า ทุมะ เกิดเพราะพระเจ้าพิมพิสาร ท่านผู้เป็น
บุตรของท่านผู้ทรงไว้ซึ่งธงคือพระเจ้าแผ่นดิน ทำลาย
ธงใหญ่ คือกิเลส ได้ด้วยปัญญาแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมวฺหยาย ได้แก่ หญิงที่เขาเรียกว่า
ทุมะ คืออัมพะ อธิบายว่า ของหญิงชื่อว่า อัมพปาลี. ก็บทว่า ทุมวฺหยาย นี้
เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอาธาระ. บทว่า อุปปนฺโน ความว่า เกิดแล้ว และ
เข้าถึงในท้องของนางอัมพปาลีนั้น.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 326 (เล่ม 50)

บทว่า ชาโต ปณฺฑรเกตุนา ได้แก่ เกิดเพราะท่านผู้ทรงไว้ซึ่ง
เศวตฉัตร คือเกิด เพราะพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ปรากฏว่า เป็นราชันย์ผู้มี
เศวตฉัตร เป็นเหตุ อธิบายว่า อาศัยพระเจ้าพิมพิสารนั้นเกิดแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุปปนฺโน เป็นบทแสดงถึงการบังเกิดครั้งแรก.
เพราะต่อจากนั้น บทว่า ชาโต แสดงถึงอภิชาติ (เกิดโดยชาติของพระอริยเจ้า).
อธิบายว่า จำเดิมแต่เวลาตลอด เรียกว่าเกิดแล้วในโลก. ก็ในคาถานี้ ท่าน
หลีกเลี่ยงการยกย่องตน ด้วยบทว่า ทุมวฺหยาย อุปปนฺโน นี้ และแสดงถึง
สภาพที่ได้บรรลุคุณพิเศษ แม้ของบุตรของผู้ที่เป็นใหญ่เป็นอเนก. หลีกเลี่ยง
การข่มท่าน ด้วยการแสดงถึงปีติที่รู้กันแล้วด้วยบทว่า ชาโต ปณฺฑุรเกตุนา
นี้.
บทว่า เกตุหา แปลว่า ละเสียซึ่งมานะ. อธิบายว่า ชื่อว่า เกตุ
ด้วยอรรถว่า เป็นดุจธง เพราะมีการถือตัว (จองหอง) เป็นลักษณะ. จริง-
อย่างนั้น มานะนั้นท่านกล่าวว่า มีความประสงค์จะยกตนให้สูงเป็นเครื่องปรากฏ.
บทว่า เกตุนาเยว ได้แก่ ด้วยปัญญานั่นเอง. อธิบายว่า ปัญญา
ชื่อว่า เป็นธงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะอรรถว่าสูงยิ่งในบรรดาธรรม
อันหาโทษมิได้ทั้งหลาย และเพราะอรรถว่าถึงก่อน ด้วยการย่ำยีเสนามาร
ด้วยเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า ธมฺโม หิ อิสินํ ธโช ก็ธรรมเป็นธงชัย
ของฤาษีทั้งหลาย.
บทว่า มหาเกตุํ ปธํสยิ ความว่า กิเลสธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าใหญ่
เพราะมีอารมณ์มาก และชื่อว่ามีมานะมากมายหลายประการ เพราะต่างโดย
มานะ มีมานะว่า เราประเสริฐกว่า และมาฆะเพราะชาติเป็นต้น และกิเลส
ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า มหาเกตุ ด้วยอรรถว่า เป็นดุจธง เพราะอรรถว่า

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 327 (เล่ม 50)

ยังมานะนั้นให้ยกขึ้น ได้แก่ มารผู้ลามก ท่านได้ครอบงำมารนั้น ทำให้
หมดพยศ ด้วยการกำจัดพลแห่งมาร และก้าวล่วงวิสัยแห่งมารเสียได้. พระเถระ
เมื่อจะแสดงตน เป็นเหมือนคนอื่น พยากรณ์พระอรหัตผล โดยการอ้าง
พระอรหัตผลว่า ทำลายธงใหญ่ คือ กิเลสได้ด้วยปัญญา ดังนี้.
จบอรรกถาวิมลโกณฑัญญเถรคาถา
๕. อุกเขปกตวัจฉเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอุกเขปกตวัจฉเถระ
[๒๐๒] ได้ยินว่า พระอุกเขปกตวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้สงบดีแล้ว มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง
ย่อมกล่าวพระพุทธวจนะ ที่ได้เล่าเรียนมาหลายปี ใน
สำนักของอุกเขปกตวัจฉภิกษุแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย.
อรรถกถาอุกเขปกตวัจฉเถรคาถา
คาถาของท่านพระอุกเขปกตวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า อุกฺเขปกตฺ-
วจฺฉสฺส. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ ทั้งหลาย สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ
เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า

327