ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 288 (เล่ม 50)

ใครนั่งอยู่ในกระท่อม ภิกษุผู้ปราศจากราคะ มี
จิตตั้งมั่นอยู่ในกระท่อม ขอท่านจงรู้อย่างนี้เถิดอาวุโส
กระท่อมที่ท่านทำไว้แล้ว ไม่ไร้ประโยชน์เลย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก กุฏิกายํ เป็นคำถามของคนเฝ้านาว่า
ใครนั่งอยู่ในกุฏินี้. บทว่า ภิกฺขุ กุฏิกายํ เป็นคำให้คำตอบของพระเถระ แก่
คนเฝ้านา. ลำดับนั้น พระเถระ ยังคนเฝ้านาให้อนุโมทนา การใช้สอยกระท่อม
โดยความที่ ตนเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ เพื่อจะทำบุญนั้นให้ดำรงมั่นคง
โอฬาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วีตราโค. คาถานั้น มีใจความดังนี้ ภิกษุผู้ทำ
ลายกิเลสได้แล้วรูปหนึ่ง นั่งอยู่แล้วในกระท่อมของท่าน เพราะเหตุนั่นแหละ
ภิกษุนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปราศจากราคะแล้ว เพราะมีราคะอันถอนขึ้นแล้ว โดย
ประการทั้งปวง ด้วยมรรคอันเลิศ ชื่อว่าผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะเป็นผู้มีจิต
ตั้งมั่นแล้วด้วยดี โดยกระทำพระนิพพาน ให้เป็นอารมณ์ ด้วยสมาธิอันยอด
เยี่ยม ดูก่อนคนเฝ้านา ผู้มีอายุ เรากล่าวความนี้ อย่างไร ท่านจงรู้ คือ
จงเชื่ออย่างนั้น ท่านจงพ้น (ทุกข์).
กระท่อมอันท่านทำแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์เลย คือกระท่อมที่ท่านสร้าง
ไว้ ไม่เป็นโมฆะ ไม่เป็นหมัน มีแต่ผล มีแต่กำไร เพราะพระอรหันตขีณาสพ
ได้ใช้สอย. ถ้าท่านจะอนุโมทนา ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และ
เพื่อความสุขแก่ท่านตลอดกาลนาน.
คนเฝ้านา ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เป็นลาภของเราแล้วหนอ เพราะ
ในกุฎีของเรา มีพระผู้เป็นเจ้า เช่นนี้เข้าไปนั่ง แล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ยืนอนุ-
โมทนาแล้ว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับถ้อยคำสนทนา ของพระเถระและ
คนเฝ้านาเหล่านั้นนี้ ด้วยทิพโสตธาตุ และทรงทราบการอนุโมทนาของคนเฝ้านา

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 289 (เล่ม 50)

เมื่อจะทรงยังสมบัติอันคนเฝ้านา จะพึงได้เสวย ให้แจ้งชัด จึงได้ตรัสกะคน
เฝ้านาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ด้วยผลแห่งการที่ภิกษุ ผู้มีจิตสงบแล้ว ไม่มี
อาสวะ อยู่ในกระท่อมของท่านนั้น ท่านจักได้เป็น
จอมเทพ ท่านจะได้เป็นจอมเทวัญ เสวยราชสมบัติใน
หมู่เทพ ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นจอมจักรพรรดิ ในแว่น
แคว้น ๓๔ ครั้ง จักได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้
ปราศจากราคะ นามว่า รัตนกุฏี ดังนี้.
จำเดิมแต่นั้นมา พระเถระ ก็ได้เกิดสมัญญานามว่า กุฏิวิหารีเถระ
ทีเดียว เพราะเป็นนามพิเศษที่ท่านได้ในกระท่อม. ก็คาถานี้แหละ ได้เป็น
คาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถากุฏิวิหารีเถรคาถา
๗. ทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระกุฏิวิหารีเถระ
[๑๙๔] ได้ยินว่า พระกุฏิวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
กุฎีนี้เป็นกุฎีเก่า ท่านปรารถนากุฎีใหม่ ก็จงละ
ความหวังในกุฎีใหม่เสีย ดูก่อนภิกษุ กุฎีใหม่นำทุกข์
มาให้.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 290 (เล่ม 50)

อรรถกถาทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา
คาถาของท่านพระกุฏิวิหารีเถระเริ่มต้นว่า อยมาหุ ปุราณิยา. เรื่อง
ราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายพัดที่สานอย่างวิจิตรด้วย
ผลิตภัณฑ์ไม้อ้อ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในฤดู
ร้อน พระศาสดาทรงยังเขาให้รื่นเริง ด้วยพระคาถาอนุโมทนา ในข้อความใด
ที่ยังมีข้อหลงเหลืออันควรกล่าวถึง ข้อความนั้นก็เหมือนกับที่กล่าวไว้แล้ว ใน
เรื่องของพระอัญชนวนิยเถระ ส่วนข้อที่แปลกกันมีดังนี้
ได้ยินว่า พระเถระนี้บวชแล้ว โดยนัยดังกล่าวแล้วอยู่ในกุฏิเก่าหลัง-
หนึ่ง ไม่คิดจะบำเพ็ญสมณธรรม คิดแต่จะก่อสร้างอย่างเดียวว่า กุฏิของเรา
เก่าแล้ว เราควรทำกุฏิหลังใหม่. เทวดาผู้ใคร่ประโยชน์ต่อท่าน กล่าวคาถานี้
ที่มีความชวนให้สลดใจ ภาษาง่าย ๆ แต่มีใจความลึกซึ้งว่า
กุฎีนี้เป็นกุฎีเก่า ท่านปรารถนากุฎีใหม่หลังอื่น
ก็จงละความหวังในกุฎีใหม่เสีย ดูก่อนภิกษุ กุฎีใหม่
นำทุกข์มาให้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ เป็นคำชี้ให้เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้. บทว่า
อหุ มีความหมายว่า ได้มีแล้ว เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึง
กล่าวเป็นทีฆะ.
บทว่า ปุราณิยา ความว่า มีมาในกาลก่อน คือ มีมานานแล้ว.
บทว่า อญฺญํ ปตฺถยเส นวํ กุฏึ ความว่า ท่านปรารถนา คือ
ประสงค์ ได้แก่อยากได้กุฏิชื่อว่าหลังใหม่ เพราะเป็นกุฎิที่จะพึงบังเกิดในบัดนี้

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 291 (เล่ม 50)

อื่นจากหลังนี้ เพราะความที่กุฏิหลังนี้ทรุดโทรมโดยความเป็นของเก่า ก็ท่าน-
จงละความหวังในกุฏิหลังใหม่เสียทั้งหมด คือ จงคลายความหวังคือ ความอยาก
ได้แก่ ความเห่อ แม้ในกุฏิหลังใหม่เหมือนในหลังเก่า ย่อมเป็นผู้มีจิตปราศ-
จากความอยากได้ในกุฏิหลังใหม่นั้น โดยประการทั้งปวง. เพราะเหตุไร ?
เพราะกุฏิหลังใหม่นำทุกข์มาให้ คือ ดูก่อนภิกษุ เพราะกุฏิที่ชื่อว่าใหม่ คือ
ที่จะพึงให้เกิดในบัดนี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะนำทุกข์มาให้ ฉะนั้น เธออย่า
ทำทุกข์ใหม่อย่างอื่นให้เกิด จงอยู่ในกุฏิหลังเก่านั่นแหละ กระทำกิจที่ตนควร
กระทำ ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนภิกษุ ท่านคิดว่า กุฏิที่มุงด้วยหญ้า
หลังนี้ ชำรุดทรุดโทรม จึงหวังจะสร้างกุฏิที่มุงด้วยหญ้าใหม่หลังอื่น ไม่-
บำเพ็ญสมณธรรม ก็เมื่อปรารถนาอย่างนี้ ชื่อว่ายังปรารถนากุฏิคืออัตภาพ
ต่อไป เพราะไม่พ้นจากการเกิดในภพใหม่ โดยไม่ได้ขวนขวายในภาวนา
จึงชื่อว่ายังปรารถนาเพื่อจะสร้างอยู่นั่นเอง. ก็กุฏิคืออัตภาพนั้น เปรียบเหมือน
กุฏิที่มุงด้วยหญ้าหลังใหม่ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเกี่ยวข้องกับทุกข์ต่าง ๆ มีชรา
มรณะ โศกะ และปริเทวะเป็นต้น ยิ่งเสียกว่าทุกข์ในการสร้างกุฏิ เพราะ
ต้องลำบากในการกระทำ เพราะฉะนั้น ท่านจงคลายความหวัง ความเพ่ง
ในกุฏิคืออัตภาพเหมือนคลายความหวังในการสร้างกุฏิหญ้าฉะนั้น คือ จงเป็น
ผู้มีจิตปราศจากความกำหนัดในอัตภาพนั้น โดยประการทั้งปวง วัฏทุกข์
จักไม่มีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ ก็พระเถระฟังคำของเทวดาแล้ว เกิดความ
สลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัตผลต่อกาล
ไม่นานเลย. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่สงบระงับ มั่นคง ประทับ

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 292 (เล่ม 50)

นั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยหญ้า เราเอาดอกอ้อมาผูกเป็น
พัด แล้วน้อมถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมประชา
ผู้คงที่ พระสัพพัญญูผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับพัด
แล้ว ทรงทราบความดำริของเรา ได้ตรัสพระคาถานี้
ว่า กายของเราดับแล้ว ความเร่าร้อนไม่มี ฉันใด
จิตของท่านจงหลุดพ้นจากกองไฟ ๓ กอง ฉันนั้น
เทวดาบางเหล่าที่อาศัยต้นไม้อยู่ มาประชุมกันทั้งหมด
ด้วยหวังว่า จักได้ฟังพระพุทธพจน์ อันยังทายกให้
ยินดี พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น แวดล้อม
ด้วยหมู่เทวดา เมื่อจะทรงยังทายกให้รื่นเริง จึงได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วย
การตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระ-
นามว่า สุพพตะ ด้วยกรรมที่เหลือนั้น อันกุศลมูล
ตักเตือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนาม
ว่า " มาลุตะ " ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการนับถือ
อันไพบูลย์ ผู้นี้จักไม่เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป ในกัป
ที่สามหมื่น จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๘ พระองค์
มีพระนามว่า สุพพตะ ในกัปที่สองหมื่นเก้าพัน
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า มาลุตะ
อีก ๘ ครั้ง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 293 (เล่ม 50)

ก็พระเถระ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว ได้กล่าวคาถานั้นแหละ
ซ้ำอีกว่า คาถานี้เป็นขอสับในการบรรลุพระอรหัตผลของเรา. ก็คาถานั้นแหละ
ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. ก็พระเถระนั้น ได้มีนามว่า
กุฏิวิหารีเถระ เพราะท่านได้คุณพิเศษ เพราะโอวาทเรื่องกุฏิ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา
๘. รมณียกุฏิกเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระรมณียกุฏิกเถระ
[๑๙๕] ได้ยินว่า พระรมณียกุฏิกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
กุฎีของเรา น่ารื่นเริงบันเทิงใจ เป็นกุฏิที่ทายก
ให้ด้วยศรัทธา ดูก่อนนารีทั้งหลาย เราไม่ต้องการ
ด้วยกุมารีทั้งหลาย ชนเหล่าใดมีความต้องการ เธอ
ทั้งหลายก็จงไปในสำนักของชนเหล่านั้นเถิด.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 294 (เล่ม 50)

อรรถกถารมณียกุฎิกเถรคาถา
คาถาของท่านพระรมณียกุฏิกเถระ เริ่มต้นว่า รมณียา เม กุฏิกา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า แม้พระเถระนั้น กระทำการหว่านพืช คือ กุศลไว้ในกาล
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่องเที่ยวไปในเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ในที่สุดแห่งกัป ๑,๘๐๐ จำเดิมแต่ภัทรกัปนี้ ถึง
ความเป็นผู้รู้แล้ว ได้ถวายอาสนะอันสมควรแก่พระพุทธเจ้า แด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า และบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ถวายบังคมด้วย
เบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ข้อความที่เหลือคล้ายกับที่
กล่าวไว้แล้ว ในเรื่องของพระอัญชนวนิยเถระนั่นแหละ. ส่วนความที่พิเศษ
ออกไป มีดังนี้.
ได้ยินว่า พระเถระนี้ บวชโดยนัยดังกล่าวแล้ว กระทำบุพกิจแล้ว
อยู่ในกระท่อมในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ในแคว้นวัชชี กระท่อมหลังนั้น
จัดเป็นกระท่อมสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีฝาและพื้น ตกแต่งเรียบร้อย
สมบูรณ์ด้วยทัศนียภาพ มีสวนรื่นรมย์และสระโบกขรณีเป็นที่น่ายินดีเป็นต้น มี
ภูมิภาคดาษเต็มไปด้วยทรายคล้ายข่ายแห่งแก้วมุกดา เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์
ยิ่งกว่าประมาณ โดยมีบริเวณลานที่กวาดเกลี้ยงเกลาดีแล้วเป็นต้น เพราะ
พระเถระเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ตั้งอยู่. พระเถระอยู่ในกระท่อมนั้น เริ่มตั้ง
วิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน
กล่าวไว้ในอปทานว่า

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 295 (เล่ม 50)

เราเข้าป่าชัฏ สงัดเสียง ไม่อาดูร ได้ถวายอาสนะ
อันสมควรแก่พระพุทธเจ้า ผู้สีหะแด่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้คงที่ เราถือดอกไม้
กำหนึ่ง แล้วทำประทักษิณพระองค์ เข้าเฝ้าพระศาสดา
แล้ว กลับมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น
จอมประชา เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านระ ด้วย
กรรมนั้น ข้าพระองค์ยังตนให้ดับ (กิเลส) ถอนภพได้
ทั้งหมดแล้ว ในกัปที่ ๑,๘๐๐ ข้าพระองค์ได้ถวายทาน
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายสีหาสนะ ในกัปที่ ๗๐๐ แต่
ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอม-
กษัตริย์พระนามว่า สันนิพาปกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็เมื่อพระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ยังคงอยู่ที่กระท่อมนั้น
มนุษย์ทั้งหลายผู้อยากจะดูวิหาร เพราะกระท่อมเป็นสถานที่ ๆ น่ารื่นรมย์
มาจากที่นั้น ๆ ดูชมกระท่อม.
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พวกผู้หญิงที่มีนิสัยนักเลงจำนวนเล็กน้อย ไปที่
กระท่อมนั้น เห็นความที่กระท่อมเป็นสถานน่ารื่นรมย์ จึงกล่าวว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ สถานที่อยู่ของพระคุณเจ้าน่ารื่นรมย์ แม้พวกดิฉันทั้งหลาย ก็มี
รูปร่างน่าเล้าโลม ตั้งอยู่ในวัยสาวรุ่นกำดัด ดังนี้ โดยมีประสงค์ว่า พระเถระ
ผู้อยู่ในกระท่อมรูปนี้ พึงเป็นผู้มีใจอันพวกเราทั้งหลายเหนี่ยวรั้งมาได้ แล้วเริ่ม

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 296 (เล่ม 50)

แสดงอาการต่าง ๆ มีมายาหญิงเป็นต้น พระเถระเมื่อจะประกาศความที่ตน
เป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว จึงได้กล่าวคาถาว่า
กุฏีของเรา น่ารื่นรมย์บันเทิงใจ เป็นกุฎีที่ทายก
ให้ด้วยศรัทธา ดูก่อนนารีทั้งหลาย เราไม่ต้องการด้วย
กุมารีทั้งหลาย ชนเหล่าใดมีความต้องการ เธอ
ทั้งหลายก็จงไปในสำนักของชนเหล่านั้นเถิด ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมณียา เม กุฏิกา ความว่า คำที่
พวกเธอทั้งหลายกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า กุฏิของท่านน่ารื่นรมย์ ดังนี้นั้น เป็น
ความจริง กุฏิที่อยู่ของเราหลังนี้ น่ารื่นรมย์ชื่นชมยินดี ก็กุฏิหลังนั้นแล
แม้นกุฏิที่ทายกถวายด้วยศรัทธา คือชื่อว่าเป็นสัทธาไทยธรรม เพราะทายก
เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมว่า ผลชื่อนี้ ย่อมมีแก่ทายกผู้ถวายกุฏิแก่บรรพชิต
เพราะทำความพอใจให้ในกุฏิเห็นปานนี้ แล้วจึงถวายด้วยศรัทธา คือด้วยความ
พอใจในธรรม มิใช่ให้เกิดด้วยทรัพย์. กุฏิชื่อว่า มโนรมา เพราะทำใจของ
ผู้ที่เห็นสัทธาไทยธรรมที่ให้แล้วอย่างนั้นให้ยินดีเอง และทำใจของผู้บริโภค
ให้ยินดีอีกด้วย.
อธิบายว่า ก็กุฏิชื่อว่า มโนรมา เพราะเป็นของที่เขาถวายด้วยศรัทธา
นั่นเอง คือทายกบรรจงจัดไทยธรรมด้วยความเคารพ ถวายด้วยศรัทธาจิตเป็น
ต้น และสัตบุรุษผู้บริโภค ของที่ทายกถวายด้วยศรัทธา ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยประโยคสมบัติและอาสยสมบัติ ไม่ทำให้ทายกผิดหวัง ไม่ใช่วิบัติด้วยประ-
โยคสมบัติ และอาสยสมบัติ โดยอาการอย่างที่ท่านทั้งหลายคิด.
บทว่า น เม อตฺโถ กุมารีหิ ความว่า เพราะเหตุที่เรามีใจ
หันออกจากกามทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง ฉะนั้น เราจึงไม่มีความต้องการ
ด้วยกุมารีทั้งหลาย.

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 297 (เล่ม 50)

อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายจะมาช่วยทำประโยชน์ แม้โดยทำ
หน้าที่กัปปิยการก ก็ย่อมไม่มีแก่คนเช่นเรา จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประโยชน์
ด้วยการปลดเปลื้องราคะเล่า เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องการด้วยกุมารีทั้งหลาย.
ก็กุมารีศัพท์ในคาถานี้ พึงเห็นเป็นการกำหนด. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า กิริยา
อย่างนี้ จะพึงงามก็ต่อหน้าของตนที่มีอัธยาศัยเหมือนกับพวกท่าน ผู้กระทำ
กรรมอันไม่สมควรโดยคิดว่า ต้องปฏิบัติอย่างนี้ในสำนักของคนเช่นเราจนเกิด
ผิดพลาดขึ้น ดังนี้ (แล้ว) กล่าวว่า ชนเหล่าใดมีความต้องการ เธอทั้งหลาย
ก็จงไปสำนักของคนเหล่านั้นเถิด ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสํ ได้แก่ ของคนที่ยังไม่ปราศจาก
ความกำหนัดในกามทั้งหลาย.
บทว่า อตฺโถ แปลว่า ประโยชน์.
บทว่า ตหึ แปลว่า ในที่นั้น คือ สำนักของคนเหล่านั้น.
บทว่า นาริโย เป็นอาลปนะ. หญิงทั้งหลายฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว
เป็นผู้เก้อเขิน คอตก หลีกไปตามทางที่ตนมาแล้วนั่นแหละ ก็คำว่า เราไม่มี
ความต้องการด้วยกุมารีทั้งหลายในคาถานี้ พึงทราบว่า อันพระเถระพยากรณ์
พระอรหัตผลแล้ว เพราะกล่าวถึงความที่ตนไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลายนั่นแล.
จบอรรถกถารมณียกุฏิกเถรคาถา

297