ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 50)

เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้
ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓
พระองค์ ได้มีนามว่า สมันตคันธะ ครอบครอง
แผ่นดิน มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด เป็นจอมประชา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธ-
เจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ ครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว ปรากฏ
ชื่อเสียงโค่งดังในโลก เป็นผู้อันพระราชามหาอมาตย์แห่งพระราชา สักการะ
เคารพแล้ว อยู่ร่วมกันในป่านั่นแหละ. ครั้นในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสาร
เข้าไปหาพระเถระทั้ง ๔ รูปเหล่านั้น ผู้เข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ไหว้แล้ว นิมนต์
ให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส รับสั่งให้สร้างกุฏิถวายพระเถระเหล่านั้นแยกกัน
(องค์ละหลัง) (แต่) ไม่ได้มุงหลังคาเพราะหลงลืม. พระเถระเหล่านั้นก็อยู่ใน
กุฏิทั้งหลายที่ยังไม่ได้มุง ถึงฤดูฝน ฝนก็ไม่ตก พระราชาทรงพระดำริว่า
เพราะเหตุไรหนอแล ฝนจึงไม่ตก ทรงทราบเหตุนั้น แล้วรับสั่งให้มุงหลังคา
กุฏิเหล่านั้น ให้ฉาบด้วยดินเหนียว และตกแต่งให้งดงาม ทำการฉลองกุฏิ
แล้วได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่.
เพื่อจะอนุเคราะห์พระราชา พระเถระทั้งหลายจึงเข้าไปยังกุฏีทั้งหลาย
แล้วเข้าสมาบัติเมตตาเป็นอารมณ์. ลำดับนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นด้านทิศอุดรและ
ทิศปราจีน ตั้งเค้าจะตกในขณะที่พระเถระทั้งหลายออกจากสมาบัติทีเดียว ใน
บรรดาพระเถระเหล่านั้น พระโคธิกเถระออกจากสมาบัติพร้อมกับเมฆร้องคำราม
ได้กล่าวคาถานี้ว่า
ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี
ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี จิตของเรา

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 50)

ก็ตั้งมั่นดีแล้ว ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงมา
เถิดฝน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสติ ความว่า ฝนตก คือ ยังสายฝน
ให้โปรยลงมา.
บทว่า เทโว ได้แก่ เมฆ.
บทว่า ยถา สุคีตํ มีอธิบายว่า ส่งเสียงครวญครางเหมือนเสียง
เพลงขับอันเสนาะ ก็ในเวลาฝนจะตก เมฆตั้งขึ้นหนาตั้งร้อยชั้นพันชั้น ทำให้
ฟ้าร้องเปล่งแสงแปลบปลาบไปทั่วทิศ ย่อมงดงาม มิใช่อย่างเดียว เพราะฉะนั้น
พระเถระจึงแสดงว่า ฝนตกส่งเสียงดังสนิทไพเราะกังวานลึก (อีกด้วย). ด้วย
เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวถึงการที่ไม่ถูกรบกวนด้วยเรียกว่ากุฎีของเรามุงดีแล้ว
มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี คือ พระเถระกล่าวว่า กุฏิของเรานี้ มุงด้วยหญ้า
เป็นต้นแล้ว ตราบเท่าที่ฝนยังไม่ตก ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ถูกฝนรบกวน. กุฎีชื่อว่า
นำสุขมาให้ เพราะมีสุขในการใช้สอย และมีฤดูเป็นที่สบาย มีฤดูเป็นสุขครบ
ทุกอย่าง ทั้งเว้นจากอันตรายอันเกิดแต่ลม เพราะมีประตูหน้าต่างปิดสนิทดี
พระเถระจึงกล่าวว่า ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยสามารถแห่งที่อยู่เป็นสัปปายะครบทั้ง
๒ อย่าง.
บทว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ มยฺหํ ความว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้ว
ด้วยดี ด้วยอนุตรสมาธิ คือ แนบแน่นดีแล้วในอารมณ์ คือ พระนิพพาน.
ด้วยบทนี้ พระเถระแสดงถึงความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย เพราะไม่มี
อันตรายในภายใน.
บทว่า อถ เจ ปตฺถยสิ ความว่า บัดนี้ ถ้าท่านปรารถนาจะตก
คือ ถ้าท่านอยากจะตก.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 50)

บทว่า ปวสฺส ความว่า จงพรมน้ำ คือ หลั่งสายฝนลงมา.
พระเถระเรียกเมฆว่า เทว.
จบอรรถกถาโคธิกาทิจตุเถรคาถา
๒. สุพาหุเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสุพาหุเถระ
[๑๘๙] ได้ยินว่า พระสุพาหุเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี
ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี จิตของเรา
ก็ตั้งมั่นดีแล้ว ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงมา
เถิดฝน.
อรรถกถาสุพาหุเถรคาถา
ในคาถาที่พระเถระอีก ๓ องค์นอกนี้กล่าวไว้ แปลกกันเฉพาะใน
บทที่ ๓. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ กาเย ในคาถา
ที่พระสุพาหุเถระกล่าวไว้ ความว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้วด้วยดี คือแนบแน่น
อยู่แล้วโดยชอบในกรชกาย ด้วยสามารถแห่งการเจริญกายคตาสติ อธิบายว่า
พระสุพาหุเถระนี้ กระทำฌานที่ตนได้แล้ว ด้วยสามารถแห่งการเจริญ
กายคตาสติ ให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถระ
หมายถึงการเจริญกายคตาสตินั้น จึงกล่าวว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ กาเย และ
จิตของเราตั้งมั่นดีแล้วในกาย ดังนี้.
จบอรรถกถาสุพาหุเถรคาถา

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 281 (เล่ม 50)

๓. วัลลิยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระวัลลิยเถระ
[๑๙๐] ได้ยินว่า พระวัลลิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี
ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้
ไม่ประมาทอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าท่านปรารถนาจะตกก็เชิญ
ตกลงมาเถิดฝน.
อรรถกถาวัลลิยเถรคาถา
บทว่า ตสฺสํ วิหรามิ อปฺปมตฺโต ในวัลลิยเถรคาถา มีอธิบายว่า
เราชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว เพราะบรรลุถึงที่สุดแห่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความ
ไม่ประมาท อยู่ผัดเปลี่ยนอิริยาบถ คือยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการเข้าไป
ประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า และด้วยการประกอบด้วย
ธรรมมีทิพวิหารธรรมเป็นต้น ในกุฎีนั้น.
จบอรรถกถาวัลลิยเถรคาถา

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 50)

๔. อุตติยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอุตติยเถระ
[๑๙๑] ได้ยินว่า พระอุตติยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี
ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราผู้เดียว
ไม่มีเพื่อนอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญ
ตกลงมาเถิดฝน.
อรรถกถาอุตติยเถรคาถา
บทว่า อทุติโย ในคาถาที่พระอุตติยเถระกล่าวแล้ว ความว่า
เราเป็นผู้ไม่มีสหาย คือ เว้นจากการคลุกคลีด้วยกิเลส และการคลุกคลีด้วยคณะ.
จบอรรถกถาอุตติยเถรคาถา
จบอรรถกถาคาถาของพระเถระทั้ง ๔
๕. อัญชนวนิยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอัญชนวนิยเถระ
[๑๙๒] ได้ยินว่า พระอัญชนวนิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราเข้าไปสู่ป่าอัญชนวัน ทำตั่งให้เป็นกุฎีแล้ว
ได้บรรลุวิชชา ๓ เราได้กระทำคำสอนของพระพุทธ-
เจ้าเสร็จแล้ว.

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 50)

อรรถกถาอัญชนวนิยเถรคาถา
คาถาของท่านพระอัญชนวนิยเถระเริ่มต้นว่า อาสนฺทึ กุฏิกํ กตฺวา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ
ท่านเป็นช่างดอกไม้ นามว่า สุทัสสนะ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกมะลิ
กระทำบุญอย่างอื่นไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก บวชในศาสนาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ แล้วได้บำเพ็ญสมณธรรม ครั้นใน-
พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลเจ้าวัชชี ในพระนครเวสาลี ในเวลาที่เขา
เจริญเติบใหญ่แล้ว ภัยทั้ง ๓ คือ ภัยเกิดแต่ฝนแล้ง ๑ ภัยเกิดแต่ความเจ็บไข้ ๑
ภัยเกิดแต่อมนุษย์ ๑ บังเกิดแล้วในแคว้นวัชชี. ภัยทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยนัย
ดังกล่าวแล้วในอรรถกถารัตนสูตร ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงเมืองเวสาลี
เมื่อภัยทุกอย่างสงบแล้ว และเมื่อธรรมาภิสมัยเกิดแล้วแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย จำนวนมาก ในการแสดงธรรมของพระบรมศาสดา ราชกุมารนี้เห็น
พุทธานุภาพ ได้มีศรัทธา บรรพชาแล้ว.
ก็ราชกุมารนี้ มีประวัติอย่างไร แม้พระราชาอีก ๔ องค์ ที่จะกล่าว
ต่อไป ก็มีประวัติอย่างนั้น ก็ราชกุมารแห่งเจ้าลิจฉวีผู้เป็นพระสหายของ
ราชกุมารนี้ แม้เหล่านั้น ก็บรรพชาแล้วโดยทำนองนี้แหละด้วยอาการอย่างนี้
คือ ราชกุมารเหล่านั้นเป็นสหายกัน แม้ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
พระนามว่า กัสสปะ บวชแล้ว ก็ได้บำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันกับราชกุมารนี้
ได้กระทำบุญมีการปลูกพืชคือกุศลเป็นต้นไว้แทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ พระอัญชนวนิยเถระนี้ การทำบุรพกิจเสร็จแล้ว

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 284 (เล่ม 50)

อยู่ที่ป่าช้า ในป่าอัญชนวัน ในเมืองสาเกตนั้น เมื่อจวนถึงเวลาใกล้เข้าพรรษา
ได้ตั่งเก่า ๆ ที่มนุษย์ทั้งหลายทิ้งแล้ว วางตั่งนั้นไว้บนแผ่นหินทั้ง ๔ ปกปิด
ด้านบน และด้านกว้างด้วยหญ้าเป็นต้น แล้วประกอบประตูอยู่จำพรรษา.
ท่านเพียรพยายามอยู่ ก็ได้บรรลุพระอรหัต ในเดือนแรกเท่านั้น. สมดัง
คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ในกาลนั้นเราเป็นนายมาลาการมีชื่อว่าสุทัสสนะ
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ เรามีจักษุบริสุทธิ์ มีใจโสมนัส
ถือดอกมะลิไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ตรัสรู้แล้วมีจักษุทิพย์ ด้วยบุปผบูชานี้
และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่เข้าถึงทุคติเลย ตลอดแสน
กัป ในกัปที่ ๓๖ แต่ภัทรกัปมิได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๑๖ พระองค์ มีพระนามเหมือนกันว่า เทวุตตระ มี
พลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุข ออกจากสมาบัติแล้ว
พิจารณาสัมบัติตามที่ได้ เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงได้กล่าวคาถาว่า
เราเข้าไปสู่ป่าอัญชนวัน ทำตั่งให้เป็นกุฎีแล้ว
ได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ
สำเร็จแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสนฺทิกุฏิกํ กตฺวา ความว่า ตั่ง ๔
เหลี่ยม ขายาว ชื่อว่า อาสันทิ แม้ตั่ง ๔ เหลี่ยมกว้างก็มีเหมือนกัน. พระ
เถระกระทำตั่ง ที่สามารถเพื่อจะนั่งได้อย่างเดียว นอนไม่ได้ ให้เป็นกุฎี
เพื่ออยู่อาศัย โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง คือกระทำให้เป็นกุฎี โดยประการ

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 285 (เล่ม 50)

ที่ เมื่อนั่งบนตั่งนั้นแล้ว สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้โดยสะดวกเพราะไม่มี
อันตรายอันเกิดแต่ฤดู. พระเถระแสดงถึงความมักน้อย และความสันโดษ
อย่างยอดเยี่ยมในเสนาสนะของตน ด้วยบทนี้. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่าน
พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า
การนั่งขัดสมาธิ นับว่าพอเป็นการอยู่อย่างสบาย
ของภิกษุ ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ดังนี้.
อาจารย์อีกพวกหนึ่ง อ้างปาฐะว่า อาสนฺทิกุฏิกํ แล้วกล่าวอธิบายว่า
กระทำกุฎีขนาดเท่าตั่ง. ส่วนอาจารย์เหล่าอื่น กล่าวอธิบายว่า กุฎีที่ทำไว้บน
เตียงเฉพาะ คนจะนั่งทำเป็นอาสนะเป็นต้น (วอหาม) ชื่อว่า อาสันทิ กระทำ
อาสันทินั้นให้เป็นกุฎี.
บทว่า โอคยฺห ความว่า หยั่งลง คือเข้าไปแล้วโดยลำดับ. บทว่า
อญฺชนํวนํ ได้แก่ป่าที่มีชื่ออย่างนี้ อธิบายว่า เถาวัลย์ ท่านเรียกว่า อัญชนะ
เพราะมีดอกมีสีเหมือนดอกอัญชัน ป่านั้นได้นามว่า อัญชนวัน เพราะมากไป
ด้วยเถาวัลย์นั้น. ส่วนอาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า กอไม้ใหญ่ ชื่อว่าอัญชนวัน
ต้องนำคำที่เหลือว่า วิหรโต มยา มาประกอบความว่า เราเข้าไปสู่ป่าอัญชนวัน
นั้น กระทำตั่งให้เป็นกุฎี บรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ กระทำคำสอนของพระ
พุทธเจ้าแล้วอยู่. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล
ของพระเถระ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอัญชนวนิยเถรคาถา

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 286 (เล่ม 50)

๖. กุฏีวิหารีเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระกุฏีวิหารีเถระ
[๑๙๓] ได้ยินว่า พระกุฏิวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ใครนั่งอยู่ในกุฎี ภิกษุผู้ปราศจากราคะ มีจิตตั้ง
มั่นอยู่ในกุฎี ขอท่านจงรู้อย่างนี้เถิดอาวุโส กุฎีที่ท่าน
ทำไว้แล้ว ไม่ไร้ประโยชน์เลย.
อรรถกถากุฎีวิหารีเถรคาถา
คาถาของท่านพระกุฏิวิหารีเถระ เริ่มต้นว่า โก กุฏีกายํ. เรื่อง
ราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จ
ไปทางอากาศ ท่านถือหม้อน้ำเย็นไปด้วยคิดว่า เราจักถวายน้ำเป็นทาน แล้ว
เกิดปีติโสมนัส แหงนหน้าขึ้น โยนหม้อน่าขึ้นไป (บนอากาศ) พระศาสดา
ทรงทราบอัธยาศัยของท่าน แล้วประทับยืนอยู่ในอากาศรับหม้อน้ำ เพื่อเจริญ
ศรัทธาปสาทะ. ด้วยการรับน้ำนั้น ท่านเสวยปีติโสมนัสมิใช่น้อย. ข้อความที่
เหลือ คล้ายกับที่กล่าวไว้ในเรื่องของพระอัญชนวนียเถระ ทั้งนั้น. ส่วนข้อ
ที่แปลกกันมีดังนี้
ได้ยินว่า ท่านบวชโดยนัยดังกล่าวแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว
ขวนขวายวิปัสสนา ในเวลาเย็นเดินทางไปใกล้ที่นา เมื่อฝนลงเม็ด เห็นกุฎี

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ – หน้าที่ 287 (เล่ม 50)

อันเกิดด้วยบุญ ของคนเฝ้านา จึงนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยหญ้า. พอท่านนั่งลง
ก็ได้ฤดูเป็นที่สบาย ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคำที่
ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณ
ดังทอง ผู้รุ่งเรืองดังกองไฟ เหมือนพระอาทิตย์ เป็น
ที่รับรองเครื่องบูชาเสด็จไปในอากาศ จึงเอามือทั้งสอง
กอบน้ำแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ พระพุทธเจ้าผู้มหา-
วีระ มีพระกรุณาในเรา ทรงรับไว้ พระศาสดาทรง
พระนามว่า ปทุมุตตระ ประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรง
ทราบความดำริของเรา จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายน้ำนี้และด้วยเกิดปีติ เขาจะไม่ถึงทุคติเลย
ตลอดแสนกัป. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาเชษฐ-
บุรุษของโลก ผู้นราสภ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์
ละความชนะและความแพ้แล้ว บรรลุฐานะอันไม่หวั่น
ไหว ในกัปที่ ๖,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่า สหัสสราช เป็น
จอมคน ปกครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่สุด.
กิเลสทั้งหลายเราเผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธ-
เจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว นั่งอยู่ในกระท่อมนั้น คนเฝ้า
นากลับมา ถามว่า ใครอยู่ในกระท่อม. พระเถระได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า ภิกษุอยู่ในกระท่อม. คำของคนเฝ้านา และของพระเถระนี้นั้น ท่าน
รวบรวมไว้เป็นหมวดเดียวกันแล้ว ยกขึ้นสู่สังคีติ โดยรูปอย่างนั้น ว่า

287